ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 463 แดนราชันไร้เทียมทาน
บทที่ 463 แดนราชันไร้เทียมทาน
ทว่าปฏิกิริยาตอบโต้ของเสียงนั้นก็รวดเร็วไม่แพ้กัน หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ต่อให้เจ้าเดาถูกแล้วจะทำไม ในเมื่อ ‘แดนราชันไร้เทียมทาน’ แห่งนี้กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ต่อให้เจ้าใช้เวลาทั้งชีวิต ก็อย่าหวังว่าจะหาพบว่าร่างจริงของเปิ่นจั้วอยู่ที่ใด”
‘ที่แท้สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า แดนราชันไร้เทียมทาน ไม่ใช่พื้นที่หลิงฉวน’
“ถ้าอย่างนั้น สิ่งของที่เป็นภาชนะรองรับแดนราชันไร้เทียมทานแห่งนี้ ก็มีชื่อเรียกเดียวกันอย่างนั้นเหรอ?”
“เหอะ” เสียงแค่นหือในลำคอที่เปี่ยมไปด้วยความโอหังดังขึ้น ราวกับว่าสิ่งที่หลี่เยว่หานถามออกมานั้นเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ
แต่คำตอบนี้กลับทำให้หลี่เยว่หานจับใจความสำคัญบางอย่างเพิ่มขึ้นได้อีกหนึ่งเรื่อง
หลี่เยว่หานเข้ามายังมิตินี้ได้ผ่านทางลัญจกรหยกตามตรรกะทั่วไปแล้ว หากแดนราชันไร้เทียมทานเป็นพื้นที่ภายในลัญจกรหยก ชื่อของมันก็น่าจะมีเค้าโครงของชื่อตราประทับหลงเหลืออยู่บ้าง
นางจงใจไม่เอ่ยชื่อ ‘ลัญจกรหยก’ ออกมาตรง ๆ แต่กลับเรียกว่า ‘สิ่งของที่รองรับแดนราชันไร้เทียมทาน’ แทน เพื่อใช้ความคลุมเครือทางตรรกะหลอกล่อเอาข้อมูล
ลัญจกรหยกอาจไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับแดนราชันไร้เทียมทานแห่งนี้ อย่างน้อยแดนราชันไร้เทียมทานก็น่าจะกำเนิดขึ้นก่อนหน้าลัญจกรหยก และมีความเป็นไปได้สูงว่าในตอนนี้ แดนราชันไร้เทียมทานได้ตัดขาดจากการพึ่งพาลัญจกรหยกไปแล้ว
หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งคือ แดนราชันไร้เทียมทานได้เปลี่ยนไปยึดเหนี่ยวกับสิ่งของชิ้นใหม่แทน
แม้ข้อมูลเหล่านี้จะดูแตกแขนงยิบย่อย แต่นางก็ค่อย ๆ นำมันมาเรียงร้อยเป็นจิ๊กซอว์ในใจทีละชิ้น
หลังจากคัดกรองข้อมูลที่มีประโยชน์ในหัวได้อย่างรวดเร็ว หลี่เยว่หานก็เริ่มใจเย็นลง นางถึงกับวางข้าวของในมือลงไว้ด้านข้างอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะเอ่ยปากอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เจือความเศร้าสร้อย
ทว่าใบหน้ากลับดูผ่อนคลายอย่างยิ่ง “อันที่จริงข้าไม่ได้ชื่นชอบกับแดนราชันไร้เทียมทานนี่เลยสักนิด อีกทั้งที่นี่กว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน เห็นทีข้าคงไม่มีปัญญาหาร่างจริงของเจ้าพบแน่ ๆ แล้วล่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หาน เสียงที่จองหองนั้นก็โพล่งออกมาอย่างไม่เกรงใจ “ฝีมือของเปิ่นจั้ว มีหรือที่วิญญาณจากต่างโลกอย่างเจ้าจะเดาทางออก หึ!”
‘วิญญาณจากต่างโลก!’
เมื่อได้ยินสี่คำนี้ สติของหลี่เยว่หานสั่นสะท้านอย่างรุนแรง นางเกือบจะโพล่งคำพูดบางอย่างออกมาแต่ก็ข่มเอาไว้ได้ทัน ทันใดนั้นนางจึงเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นความตื่นตระหนก ทว่าแววตากลับเย็นเยียบลงในพริบตา “เจ้าหมายความว่า เจ้ารู้ว่าข้าไม่ใช่คนของมิติเวลาแห่งนี้อย่างนั้นเหรอ?”
“เจ้านี่ชอบพูดเรื่องไร้สาระเสียจริง” เสียงนั้นเจือแววขบขัน “ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้สิ่งของบัดซบนั่น เจ้าก็ตายไปนานแล้ว จะข้ามภพมาที่นี่ได้อย่างไร ใช่แล้ว… เปิ่นจั้วเป็นคนช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ ข้าคือผู้ช่วยชีวิตและเป็นนายเหนือหัวของเจ้า”
‘สิ่งของบัดซบ’
นี่เป็นครั้งที่สองที่เสียงนี้เอ่ยถึงคำนี้
ลัญจกรหยกนั้นมีขนาดไม่ใหญ่ หรือว่านางจะเดาผิดไป?
“เจ้าทำได้อย่างไร?” น้ำเสียงของหลี่เยว่หานยังคงเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
“บอกเจ้าไปก็ไม่เสียหาย เพราะถึงเจ้าจะรู้ไปก็เปล่าประโยชน์” เสียงนั้นดูจะรื่นรมย์กับความตื่นตระหนกของหลี่เยว่หานไม่น้อย “ตอนที่เปิ่นจั้วได้แดนราชันไร้เทียมทานมาครอบครองก็ได้พบว่า สิ่งนี้จำเป็นต้องมีภาชนะรองรับ และภาชนะนั้นก็ไม่สามารถใช้ไปได้ตลอดกาล
ทุก ๆ ห้าร้อยปีจะต้องมีการผลัดเปลี่ยน โดยทุกครั้งที่เปลี่ยน มันจะย้ายไปยังสิ่งของที่อยู่ใกล้เคียงซึ่งมีขนาดไล่เลี่ยกันและมีความบริสุทธิ์สูงสุดโดยทันที และในระหว่างการเปลี่ยนภาชนะนั้น มันจะทำให้เวลาและมิติเกิดการบิดเบี้ยวในระดับหนึ่ง เดิมทีการเปลี่ยนภาชนะไม่ควรจะมีปัญหาอะไร
แต่ใครจะไปรู้ว่าไอ้สิ่งของบัดซบนั่นดันสร้างจิตสำนึกขึ้นมาได้บ้างแล้ว แม้เปิ่นจั้วจะหลับใหลอยู่แต่ก็ยังสัมผัสได้ ข้าตั้งใจจะดับจิตสำนึกนั่นทิ้งเสีย แต่ดันพลาดมือไปดึงเอาเจ้าที่ใกล้จะตายข้ามมิติมาด้วย”
เมื่อฟังถึงตรงนี้ จิ๊กซอว์ในใจของหลี่เยว่หานก็ถูกเติมเต็มเพิ่มขึ้นอีกชิ้น
“แล้วเจ้าชื่ออะไรล่ะ?” จู่ ๆ หลี่เยว่หานก็เปลี่ยนประเด็นกะทันหัน
“เปิ่นจั้วชื่อ ‘ถังซีฟาน’ เจ้า—”
‘ที่แท้ก็ชื่อ ถังซีฟาน สินะ’
โดยปกติแล้ว เมื่อคนเรากำลังเพลิดเพลินกับการโอ้อวดเรื่องราวของตนเอง หากถูกถามถึงสิ่งที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกะทันหัน มักจะหลุดปากตอบออกมาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
ถังซีฟานรู้ตัวแล้วว่าถูกหลี่เยว่หานใช้กลลวงเข้าให้ เขาจึงหลุดเสียง “เจ้า!” ออกมาด้วยความตกใจปนแค้นเคือง ก่อนจะเงียบงันไป
หลี่เยว่หานคาดการณ์เพิ่มขึ้นอีกอย่าง
บางทีในสถานะที่ถังซีฟานเป็นอยู่ในตอนนี้ การที่นางล่วงรู้ชื่อของเขาอาจไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขาเท่าไหร่ เริ่มจากถังซีฟานถูกนางตะล่อมถามชื่อออกมาได้อย่างง่ายดาย แล้วเขาก็รู้ตัวทันทีว่าหลุดพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด จึงเกิดความตระหนกและโกรธเกรี้ยว
จากนั้นเขาก็รีบระงับอารมณ์เพราะรู้ว่าไม่ควรแสดงอาการออกไปในจุดสำคัญเช่นนี้ หลังจากหลุดคำว่า ‘เจ้า’ เขาจึงไม่ได้เอ่ยอะไรต่ออีก
และตั้งแต่นางแสร้งทำเป็นนั่งลงใต้ต้นไม้โดยพยายามทำท่าทางและน้ำเสียงให้ดูสมจริงเพื่อลองหยั่งเชิงดูนั้น นางก็พบว่าถังซีฟานไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติใด ๆ เลย
เรื่องนี้หลี่เยว่หานเริ่มเอะใจตอนที่นางแกล้งทำท่าทางโกรธแค้นและกระทืบเท้าใส่ถังซีฟานผู้โอหัง แต่เขากลับไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อการกระทำนั้นเลย ทำให้นางเริ่มสงสัยว่า บางทีในตอนนี้ถังซีฟานเองก็อาจจะอยู่ในสถานะเดียวกับนาง คือสามารถรับรู้ได้เพียงแค่ “เสียง” ของอีกฝ่ายเท่านั้น
จากการสนทนาต่อมา หลี่เยว่หานแสร้งทำพูดอย่างหนึ่งแต่ในใจคิดอีกอย่างอยู่หลายรอบ จนในที่สุดนางก็ยืนยันความคิดของตัวเองได้ถ่องแท้
“อย่าตึงเครียดไปเลย ในเมื่อเจ้าบอกว่าเป็นผู้ช่วยชีวิตข้า ข้าก็ควรจะรู้ชื่อของผู้มีพระคุณเอาไว้ จะได้สำนึกบุญคุณได้ถูกคน” หลี่เยว่หานหยิบข้าวของที่วางไว้ข้างกายขึ้นมา นางพูดจาอ่อนหวานนุ่มนวลกับถังซีฟานไปพลาง ก้าวเท้าเดินออกจากพื้นที่แถวนั้นอย่างรวดเร็วไปพลาง
“เจ้านี่มันเป็นมดปลวกที่เจ้าเล่ห์นัก!” เมื่อถังซีฟานเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาก็เต็มไปด้วยโทสะจริง ๆ
‘เห็นไหมล่ะ พวกที่ถูกจูงจมูกง่าย มักจะเก็บซ่อนอารมณ์ไม่ค่อยอยู่’
“ข้าเดาว่าเจ้าคงไม่รู้จักชื่อของข้า ข้าชื่อหลี่เยว่หาน ขอบคุณมากนะที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้” น้ำเสียงของหลี่เยว่หานยังคงนุ่มนวลอ่อนหวาน แม้แต่จะเจือแววเกรงอกเกรงใจราวกับรู้สึกซาบซึ้งใจจริง ๆ
“หึ รู้ไว้ก็ดีแล้ว เปิ่นจั้วผู้นี้คือผู้ช่วยชีวิตเจ้าเชียวนะ!” น้ำเสียงของถังซีฟานเริ่มฟังดูประหม่าเล็กน้อย
หลี่เยว่หานรีบค้นหาตาน้ำพุวิญญาณที่ใกล้ที่สุด ทว่านางกลับหยุดเท้าลงในระยะที่ยังห่างไกล ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงสงบ “ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่ถือสาถ้าข้าจะถามอีกสักไม่กี่คำถามหรอกนะ อย่างเช่น… ถ้าถูก ‘จับกุม’ แล้วจะเป็นยังไงเหรอ?”
“แน่นอนว่าเจ้าจะต้องติดอยู่ที่แดนราชันไร้เทียมทานแห่งนี้ตลอดกาล จิตสำนึกจะค่อย ๆ หลอมรวมเข้ากับมิติ และสุดท้ายเจ้าอาจจะกลายเป็น… อืม กลายเป็นสุนัขจิ้งจอกสักตัวล่ะมั้ง” สงสัยถังซีฟานจะยังแค้นใจที่ถูกหลอกถามชื่อ เขาจึงแกล้งเปรียบเปรยให้นางกลายเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งส่งเดช
ทว่านั่นกลับทำให้หลี่เยว่หานสะดุ้งวาบในใจ ‘หรือว่าสัตว์ป่าพวกนี้ล้วนเคยเป็นมนุษย์มาก่อน…’
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ หลี่เยว่หานเกือบจะเก็บอารมณ์ไม่อยู่…
โชคดีที่นางยังคุมสติได้ในนาทีสุดท้าย นางจับจ้องไปยังเงาร่างลาง ๆ ที่อยู่ไกลออกไป หลี่เยว่หานแสร้งสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะแสร้งทำเสียงขย้อนราวกับจะอาเจียน
“เจ้าอย่าบอกนะว่า… สัตว์ป่าพวกนั้นที่ข้าเคยจับมา เดิมทีพวกเขาก็เคยเป็นคนมาก่อน…” นางจงใจใส่น้ำเสียงสะอื้นไห้เข้าไปเล็กน้อยเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
ถังซีฟานดูท่าจะพึงพอใจกับปฏิกิริยานี้ของนางมาก แต่เขาก็ยังปฏิเสธคำพูดนั้น “ย่อมไม่ใช่ คนที่เปิ่นจั้วเคยโยนเข้ามาในแดนราชันไร้เทียมทานล้วนเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งทั้งสิ้น พวกเขาเหล่านั้นต่างกลายเป็นสัตว์ร้ายที่ดุร้าย
ส่วนมดปลวกที่ไร้เรี่ยวแรงอย่างเจ้า ได้กลายเป็นจิ้งจอกก็ถือว่าบุญโขแล้ว สัตว์ป่าที่ไม่มีพิษภัยพวกนั้นล้วนเป็นสิ่งที่แดนราชันไร้เทียมทานหล่อเลี้ยงขึ้นมาเอง”
“ค่อยยังชั่ว… ค่อยยังชั่วหน่อย…” เสียงของหลี่เยว่หานยังคงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว ทว่าบนใบหน้าของนางกลับค่อย ๆ ปรากฏรอยยิ้มออกมาทีละนิด
นางสัมผัสได้ว่า… “สายสัมพันธ์” ที่เคยขาดสะบั้นลงอย่างเงียบเชียบนั้น บัดนี้ได้ถูกเชื่อมต่อกลับมาอีกครั้งแล้ว