ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 465 เรื่องเล่าของถังซีฟาน
บทที่ 465 เรื่องเล่าของถังซีฟาน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถังซีฟานยังควบคุมอำนาจปกครองได้ไม่ดีพอ หรือเป็นเพราะพลังนี้เลือกเจ้าของที่แท้จริงกันแน่ หลี่เยว่หานจึงสามารถช่วงชิงพลังที่เขาพากเพียรขโมยไปนานกว่าครึ่งเดือน กลับคืนมาได้อย่างง่ายดายโดยแทบไม่ต้องออกแรง
และในวินาทีนั้นเองที่หลี่เยว่หานได้รู้ความจริงว่า ตั้งแต่นางก้าวเท้าเข้ามาในแดนราชันไร้เทียมทาน นางก็ถูกเจ้าคนปัญญาอ่อนอย่างถังซีฟานจ้องเล่นงานเสียแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้เกือบทั้งหมด ถังซีฟานคือมนุษย์ที่กลายสภาพเป็นสัตว์ป่า เขาถูกเจ้าของคนก่อนของแดนราชันไร้เทียมทานโยนเข้ามา และเนื่องจากเขาอาศัยอยู่ที่นี่มานานแสนนาน
แม้จะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในร่างสัตว์ แต่เขาก็เริ่มฟื้นคืนสติสัมปชัญญะกลับมาได้ทีละน้อย โดยช่วงเวลาที่เขากลับมามีสติอีกครั้งนั้น ประจวบเหมาะกับตอนที่หลี่เยว่หานถูกพลังของแดนราชันไร้เทียมทานดึงตัวข้ามมิติมายังยุคสมัยนี้พอดี
ส่วนวิธีการช่วงชิงอำนาจปกครองนั้น เดิมทีถังซีฟานก็ไม่รู้หรอก แต่ในช่วงที่หลี่เยว่หานถูกดึงเข้ามาใหม่ ๆ ร่างกายของนางอ่อนแอถึงขีดสุด ถังซีฟานแอบมาด้อม ๆ มอง ๆ อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งเขาพบเรื่องน่าตื่นตะลึงว่า ตนเองเริ่มมีสายใยความเชื่อมโยงบางอย่างกับแดนราชันไร้เทียมทานแห่งนี้
หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความตื่นตระหนก เขาก็เริ่มวางแผนที่จะกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ แต่ทว่าพลังของเขายังไม่เพียงพอ เขาจึงเฝ้าจับตาดูหลี่เยว่หานอยู่ตลอด ทว่าด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่แฝงอยู่ลึก ๆ หรืออาจจะเป็นความขี้ขลาดในฐานะหัวขโมย ทำให้เขาไม่กล้าจ้องมองนางตรง ๆ นานนัก
จนกระทั่งเมื่อเช้านี้ที่เขาสัมผัสได้ว่าเหลือเพียงอีกนิดเดียวก็จะช่วงชิงอำนาจปกครองมาได้ทั้งหมด เขาถึงได้ฮึกเหิมกล้าเดินมาจ้องมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยพลังแรงกล้าเช่นนั้น
น่าแปลกที่แดนราชันไร้เทียมทานซึ่งเป็นมิติของวิเศษที่ร้ายกาจขนาดนี้ กลับมีวิธีการแย่งชิงอำนาจที่ง่ายจนน่ากลัว เพียงแค่ใช้พลังจิตสูบดึงออกมาในขณะที่เจ้าของไม่ทันระวังตัวเท่านั้น…
“สรุปคือ ข้าติดอยู่ที่นี่มาเกือบเดือนแล้วอย่างนั้นหรือ?” หลังจากฟังถังซีฟานพ่นความจริงออกมาจนหมดเปลือกราวกับเทถั่วออกจากกระบอก หลี่เยว่หานก็ยกมือขึ้นลูบหน้าเรียกสติ “แล้วเรื่องที่ข้าไม่สามารถสัมผัสน้ำพุวิญญาณได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม นั่นก็เป็นฝีมือของเจ้าด้วยใช่ไหม?”
ในยามนี้ถังซีฟานจอมขี้ขลาดไม่เหลือสง่าราศีใด ๆ อีกแล้ว เขาทำได้เพียงเหลือบมองหลี่เยว่หานด้วยท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ “สิ่งนั้นไม่ได้เรียกว่าน้ำพุวิญญาณ แต่เรียกว่า ‘หว่านอู้เซิง’ ข้าแค่ใช้พลังจิตคลุมมันไว้เฉย ๆ เพราะข้าคอยตามเจ้าอยู่ตลอด เจ้าจะไปตักน้ำหว่านอู้เซิงที่จุดไหน ข้าก็แค่ตามไปใช้พลังจิตคลุมน้ำที่จุดนั้นเอาไว้…”
พอพูดจบ ถังซีฟานก็หดคอลงเหมือนกลัวจะโดนทุบตี ก่อนจะรีบสารภาพเรื่องที่หลี่เยว่หานยังไม่รู้ออกมาเพื่อเอาตัวรอด
“ไม่มีใครรู้แน่ชัดแล้วว่าแดนราชันไร้เทียมทานถูกสร้างขึ้นโดยยอดฝีมือท่านใด แต่ในยุคสมัยของข้า มิตินี้เป็นอาวุธวิเศษที่ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างโหยหา”
“ยุคสมัยของเจ้าคือตอนไหน?” หลี่เยว่หานถามแทรกขึ้นมา
“ยุคบรรพกาล” ถังซีฟานตอบอย่างรวดเร็ว “ยุคนั้นมีการเข่นฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวัน ทุกคนต่างสู้รบตบมือกันเพื่อแย่งชิงทรัพยากร อาวุธวิเศษในยุคนั้นจึงมีมากมาย แต่ส่วนใหญ่จะมีไว้เพื่อป้องกันตัวเท่านั้น ยังไม่มีอาวุธสังหารที่ร้ายกาจปรากฏขึ้น
จนกระทั่งมีแดนราชันไร้เทียมทาน ซึ่งเป็นอาวุธชิ้นแรกที่สามารถกักขังศัตรูเอาไว้ข้างในได้ ชื่อเสียงของมิตินี้เริ่มโด่งดังมาจาก ‘บรรพชนเหยี่ยวดำ’ แต่ท่านผู้เฒ่าเหยี่ยวดำก็เคยบอกไว้ว่าแดนราชันไร้เทียมทานไม่ใช่สิ่งที่ท่านสร้างขึ้นเอง”
ยุคบรรพกาลเนี่ยนะ???
หลี่เยว่หานรู้สึกเหมือนมีเครื่องหมายคำถามตัวโต ๆ ลอยอยู่เหนือหัว
ยุคสมัยแบบนั้นมีอยู่จริงหรือนี่?
“กฎของยุคบรรพกาลคือผู้เข้มแข็งคือเจ้า” ถังซีฟานยังคงเล่าต่อไปเรื่อย ๆ “เดิมทีบรรพชนเหยี่ยวดำมีฝีมือเพียงระดับธรรมดา แต่ตั้งแต่ได้แดนราชันไร้เทียมทานมาครอบครอง พลังของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตามคำบอกเล่าของคนสนิท บรรพชนเหยี่ยวดำไม่จำเป็นต้องฝึกฝนเลยด้วยซ้ำ เพราะใครก็ตามที่ถูกขังไว้ในแดนราชันไร้เทียมทาน จะค่อย ๆ ถูกกลืนกินจนกลายเป็นต้นไม้ใบหญ้าในมิติแห่งนี้ ส่วนตบะพลังในตัวคนเหล่านั้นก็จะถูกบรรพชนเหยี่ยวดำสูบออกมาใช้ได้โดยตรง”
เมื่อได้ฟัง หลี่เยว่หานก็หรี่ตาลงเล็กน้อยแต่ยังไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ
ถังซีฟานคิดว่าหลี่เยว่หานยังไม่พอใจกับข้อมูลที่เขาให้ เขาจึงทำท่าอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทั้งเขินอายและรู้สึกผิด “ข้าเองก็เคยเป็นเชลยของบรรพชนเหยี่ยวดำ ประมาณปีที่สิบหลังจากที่เขาได้แดนราชันไร้เทียมทานมา ศิษย์น้องของข้าถูกเขาจับตัวไป
แม้ข้าจะเป็นศิษย์พี่ของนาง แต่ข้ากลับเป็นพวกที่ฝีมือห่วยที่สุดในสำนัก ถึงอย่างนั้นศิษย์น้องก็เคยมีบุญคุณช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าเลยต้องฝืนใจแอบเข้าไปหมายจะขโมยแดนราชันไร้เทียมทานออกมาในตอนกลางคืน”
“แต่ใครจะไปนึก… ศิษย์น้องไม่ได้ถูกจับไปจริง ๆ หรอก นางร่วมมือกับบรรพชนเหยี่ยวดำเพื่อหลอกล่อให้ข้าไปขโมยแดนราชันไร้เทียมทานนั่นต่างหาก”
“จริง ๆ นะ เจ้าอย่าหัวเราะข้าล่ะ แดนราชันไร้เทียมทานมีความเกี่ยวข้องกับข้าจริง ๆ บรรพชนเหยี่ยวดำอยากจับตัวข้าก็เพราะเรื่องนี้ ส่วนเรื่องศิษย์น้อง… ข้าก็ไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของนางเหมือนกัน”
หลี่เยว่หานจ้องมองถังซีฟาน “เจ้ารู้ไหมว่าข้างนอกนั่นผ่านไปกี่ปีแล้ว?”
“ข้ารู้” ถังซีฟานยิ้มแห้ง ๆ ใบหน้าฉายแววว้าเหว่อย่างปิดไม่มิด “มันผ่านไปเป็นหมื่นล้านปีแล้ว”
“แล้วทำไมเจ้าถึงจำเรื่องพวกนี้ได้แม่นยำนัก?” เพราะถังซีฟานเคยมีประวัติโกหกมาก่อน หลี่เยว่หานจึงไม่ได้ปักใจเชื่อคำพูดของเขาง่าย ๆ
“ข้าอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว” ถังซีฟานยกกีบม้าขึ้นมาประกอบ “ข้าจะมีเหตุผลอะไรไปหลอกเจ้าอีก อีกอย่าง ตอนนี้เจ้าครอบครองแดนราชันไร้เทียมทานทั้งมิติ ทั้งยังกุมอำนาจปกครองเอาไว้ แค่เจ้าขยับความคิดเพียงนิด ข้าก็ไม่มีทางโกหกต่อหน้าเจ้าได้แล้ว”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานจึงพิจารณาถังซีฟานอย่างละเอียดอีกครั้ง
ตอนนี้พวกเขากลับมาถึงบริเวณเรือนพักลี้ภัยแล้ว แม้ก่อนหน้านี้หลี่เยว่หานจะใช้เวลาเดินเท้ามาหลายวัน แต่เมื่อมีอำนาจปกครองอยู่ในมือ เพียงนางนึกอยากจะไปที่ไหน นางก็สามารถไปถึงที่นั่นได้ในพริบตา
“เจ้ามีความเกี่ยวข้องอะไรกับแดนราชันไร้เทียมทานกันแน่?” หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลี่เยว่หานก็ถามออกไปตรง ๆ
ถังซีฟานแยกเขี้ยวฉีกยิ้ม “ก่อนหน้าบรรพชนเหยี่ยวดำ แดนราชันไร้เทียมทานย่อมต้องมีเจ้าของมาก่อน และเจ้าของผู้นั้นได้ทิ้งเศษเสี้ยวจิตสำนึกเอาไว้ในมิติแห่งนี้ เศษเสี้ยวจิตสำนึกนั้นสามารถดักจับพลังตบะกึ่งหนึ่งที่ถูกแปลงมาจากเชลย เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูร่างกายของเจ้าของเดิม”
“แรกเริ่มบรรพชนเหยี่ยวดำไม่รู้เรื่องนี้เลย ภายหลังไม่รู้ว่าเขารู้เข้าได้อย่างไร แต่ร่างกายของข้านั้นพิเศษมาก” ถังซีฟานหยุดพูดไปจังหวะหนึ่ง “เจ้าคงตรวจสอบดูแล้วใช่ไหมล่ะ ว่าในแดนราชันไร้เทียมทานแห่งนี้ มีแค่ข้าคนเดียวที่ยังมีสติสมบูรณ์”
เรื่องนี้ถังซีฟานเดาถูก ทันทีที่หลี่เยว่หานได้อำนาจปกครองคืนมา นางก็รีบตรวจสอบไปทั่วทั้งมิติ และพบว่ามีเพียงถังซีฟานเท่านั้นที่เป็นมนุษย์กลายสภาพเป็นสัตว์ที่มีสติรับรู้ แน่นอนว่าสัตว์ร้ายตัวอื่น ๆ ในมิตินี้ไม่ได้เป็นมนุษย์ที่กลายสภาพมาทั้งหมด
“ในยุคบรรพกาล ทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการแย่งชิงพื้นที่ที่มีไอพลังวิญญาณหนาแน่นเพื่อฝึกฝน แน่นอนว่าย่อมมีพวกนอกคอกปรากฏขึ้น ข้าเป็นเด็กกำพร้าที่อาจารย์เก็บมาเลี้ยง พอข้าโตขึ้น อาจารย์กลับพบว่าความเร็วในการฝึกฝนของข้าช้ากว่าคนอื่นหลายเท่าตัว ท่านจึงตรวจสอบร่างกายของข้าและพบว่า ในตัวข้ามี ‘มิติประหลาด’ ซ่อนอยู่”
ถังซีฟานกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “มิติประหลาดนั่นสามารถกลืนกินได้ทุกสรรพสิ่ง แน่นอนว่าย่อมรวมถึงเศษเสี้ยวจิตสำนึกที่ถูกทิ้งไว้ในแดนราชันไร้เทียมทานซึ่งไม่มีใครลบออกได้นั่นด้วย… หากข้าเต็มใจจะทำน่ะนะ”
“เดิมทีถ้าบรรพชนเหยี่ยวดำใช้ศิษย์น้องมาขู่ ข้าอาจจะยอมตกลงจริง ๆ แต่เจ้าคนนั้นสมองไม่ค่อยดี เขาคิดว่าถ้าขังข้าไว้ในแดนราชันไร้เทียมทานแล้วข้าอยากออกไป ข้าคงจะยอมช่วยเขาจำกัดเศษเสี้ยวจิตสำนึกนั่นเอง เขาเลยหลอกล่อให้ข้าเข้ามาที่นี่”
“ก่อนที่ทางเข้าจะปิดลง ข้าได้ยินเสียงศิษย์น้องตะโกนบอกบรรพชนเหยี่ยวดำอย่างร้อนรนว่าห้ามขังข้าไว้ในมิตินี้เด็ดขาด ไม่ฉะนั้น… ไม่ฉะนั้นอะไรข้าก็ไม่ได้ยินแล้ว” ถังซีฟานยิ้มอย่างขมขื่น
“ข้าไม่ได้โง่ พอได้ยินเสียงศิษย์น้องข้าก็รู้ทันทีว่าโดนหลอก ดังนั้นตอนที่บรรพชนเหยี่ยวดำพยายามจะปล่อยข้าออกไป ข้าเลยชิงกลายร่างเป็นสัตว์ป่าเสียก่อน หลังจากนั้นเขาก็หาข้าไม่เจออีกเลย”