ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 466 จิ้งจอกปรากฏกาย
บทที่ 466 จิ้งจอกปรากฏกาย
เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง “สรุปคือ ความจริงแล้วเจ้าต่างหากที่เป็นเจ้าของเศษเสี้ยวจิตสำนึกนั่น?”
ถังซีฟานพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี “ข้าไม่รู้ว่าชาติปางก่อนของข้าเป็นอย่างไร แต่ทันทีที่ข้าก้าวเข้าสู่แดนราชันไร้เทียมทาน ข้าก็สัมผัสได้ถึงจิตสำนึกนั้นทันที ข้ากลัวว่าบรรพชนเหยี่ยวดำจะโยนข้าออกไปในตอนนั้นทันที
ข้าจึงรีบกลายร่างเป็นสัตว์ป่าเพื่อหลบซ่อน บรรพชนเหยี่ยวดำหาข้าไม่พบ และเขาก็ไม่ได้ใช้แดนราชันไร้เทียมทานอีกเลยเป็นเวลานาน ส่วนข้าด้วยความระแวงว่าจะถูกเขาจับได้ จึงคงสภาพร่างสัตว์ป่าเอาไว้ตลอด”
“หลังจากหลอมรวมกับเศษเสี้ยวจิตสำนึก ข้าเคยมีอำนาจปกครองอยู่ส่วนหนึ่ง และยังสามารถดักจับพลังตบะที่บรรพชนเหยี่ยวดำสูบเข้ามาได้บ้าง แต่ชายผู้นั้นเจ้าเล่ห์เกินไป ข้าจึงไม่กล้าลงมือบ่อยนัก
ประกอบกับการคงร่างสัตว์ป่าเอาไว้เป็นเวลานานมันบั่นทอนพลังของข้ามาก เมื่อข้าไม่สามารถชิงอำนาจปกครองกลับมาได้ทั้งหมด ในที่สุดสติของข้าก็ดับวูบลงและกลายเป็นส่วนหนึ่งของแดนราชันไร้เทียมทานไปโดยปริยาย”
หลี่เยว่หานพยักหน้ารับฟังนิ่ง ๆ โดยไม่กล่าวอะไร
นางมั่นใจว่าถังซีฟานไม่ได้โกหก เพราะในขณะที่เขาพูด อำนาจปกครองของนางได้เข้าควบคุมเขาไว้ทุกฝีเก้า บังคับให้เขาไม่อาจปิดบังรายละเอียดแม้เพียงนิดเดียว ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้ถังซีฟานเพิ่งจะมารู้สึกตัวเอาตอนพูดจบว่าตนเองเผลอคายความลับสำคัญอะไรออกมาบ้าง
ส่วนจุดจบของบรรพชนเหยี่ยวดำจะเป็นอย่างไรนั้น หลี่เยว่หานย่อมไม่อาจรู้ได้ ถังซีฟานบอกเพียงแค่ว่าบรรพชนเหยี่ยวดำไม่ได้ใช้มิตินี้อีกเลยเป็นเวลานาน ส่วนหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ในตอนนั้นถังซีฟานก็เป็นเพียงม้าป่าตัวหนึ่งที่ไม่ได้รู้อะไรเลย
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าพอจะมีช่วงที่สติแจ่มใสอยู่บ้าง แต่ช่วงที่เจ้าย้อนมิติมาจากต่างโลก คือช่วงที่ข้ามีสติยาวนานที่สุด ทว่าตอนนั้นข้าไม่มีพลัง ทำได้เพียงเป็นม้าป่าที่มีสติรู้ตัวเท่านั้น
จนกระทั่งไม่นานมานี้ แดนราชันไร้เทียมทานสัมผัสได้ว่าเจ้ากำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต มันจึงกระชากจิตวิญญาณของเจ้าเข้ามาในมิติ สติของข้าถึงได้เริ่มฟื้นคืนกลับมามากขึ้นเรื่อย ๆ”
“แต่พลังจิตของข้าถูกบดขยี้มานานนับหมื่นล้านปีจนอ่อนกำลังลงมาก ข้าเลยต้องใช้วิธีที่เซ่อซ่าที่สุดเพื่อแย่งชิงแดนราชันไร้เทียมทานมาจากเจ้า เพราะถึงอย่างไรข้าก็อยากกลับไปเป็นคน ไม่อยากเป็นม้าป่าอีกต่อไปแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็เงยหน้ามองถังซีฟาน “เจ้าหลอมรวมกับจิตสำนึกในชาติก่อนของตัวเองแล้ว ไม่มีสัญชาตญาณหรือความทรงจำหลงเหลืออยู่บ้างเลยหรือ?”
“ไม่มีเลย” ถังซีฟานส่ายหน้า “ข้าไม่มีความทรงจำในชาติก่อนแม้แต่น้อย อีกอย่างพอหลอมรวมเสร็จข้าก็เอาแต่หลบซ่อน บรรพชนเหยี่ยวดำมาตามหาหลายครั้ง แต่ถึงข้าจะหลอมรวมจิตสำนึกแล้วข้าก็ยังอ่อนแอเกินกว่าจะสู้เขาได้”
“เจ้าก็เลยมุดหัวอยู่ในแดนราชันไร้เทียมทานมาตลอด?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้ว “ตามหลักแล้ว ในเมื่อเจ้าได้ครอบครองอาวุธสังหารที่ร้ายกาจขนาดนี้ เจ้าควรจะซุ่มฟื้นฟูพลังอยู่ในนี้ แล้วชิงอำนาจปกครองคืนมาเพื่อออกไปสังหารบรรพชนเหยี่ยวดำสักแปดร้อยรอบไม่ใช่หรือ?”
“ข้าก็อยากทำเช่นนั้น” แม้ถังซีฟานจะกลัวหลี่เยว่หานสาปให้กลายเป็นม้าอีกรอบ แต่เขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเล่า ข้าไม่ใช่คนที่รักการเข่นฆ่าขนาดนั้น เพียงแต่ข้าไม่คิดว่าพออยู่ในร่างสัตว์นานเข้า สติสัมปชัญญะจะถูกแดนราชันไร้เทียมทานกัดเซาะจนแตกสลาย ทำให้ข้าต้องใช้ชีวิตเป็นม้าอยู่นานแสนนาน”
“ถ้าเจ้าคิดถึงมันนัก ข้าจะให้เจ้ากลับไปเป็นม้าอีกรอบก็ได้นะ” หลี่เยว่หานเอ่ยขู่เสียงเย็น
ถังซีฟานรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ไม่เอาแล้ว! ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น!”
เมื่อเห็นท่าทางลนลานของถังซีฟาน หลี่เยว่หานก็เริ่มเบาใจลง
ถังซีฟานผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นพวก ‘บื้อ’ อย่างที่คิดจริง ๆ แม้จะมีเล่ห์เหลี่ยมเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็แสดงออกทางสีหน้าจนหมดสิ้น ช่างน่าสงสัยนักว่าคนแบบนี้เอาตัวรอดในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรมาได้อย่างไร
แถมยังแอบทิ้งไม้เด็ดไว้เผื่ออนาคตเสียด้วย เขาในชาติก่อนอาจจะเป็นคนใหญ่คนโตที่เก่งกาจมากก็ได้ แต่นั่นใครจะไปรู้ ในเมื่อเจ้าตัวจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง
หลังจากแดนราชันไร้เทียมทานกลืนกินถังซีฟานเข้าไป บรรพชนเหยี่ยวดำผู้นั้นคงไม่กล้าขยับเขยื้อนพลังในมิติไปอีกนาน เพราะกลัวถังซีฟานจะแอบทำอะไรลับหลัง แต่ที่แน่ ๆ บรรพชนเหยี่ยวดำคงตายไปนานแล้ว มิฉะนั้นแดนราชันไร้เทียมทานคงไม่กลายเป็นของไร้เจ้าของเช่นนี้
“ในแดนราชันไร้เทียมทาน มีมนุษย์กลายสภาพเป็นสัตว์ป่าอยู่เท่าไหร่?” หลี่เยว่หานถาม
ถังซีฟานชะงักไปครู่หนึ่ง “ก็ประมาณสิบกว่าตัว ไม่เยอะเท่าไหร่หรอก เจ้าคิดจะทำอะไร? พวกนั้นไม่มีสติสัมปชัญญะหลงเหลืออยู่เลยนะ!”
“ข้ารู้” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางปรายตามองอย่างเฉื่อยชา “ในเมื่อข้ากุมอำนาจปกครองอยู่ ข้าก็จะช่วยฟื้นสติให้พวกเขาสิ” พูดจบ หลี่เยว่หานก็กระดิกนิ้วชี้ข้างซ้าย เพียงพริบตาเดียวนางก็คว้าเอาเส้นสายแห่งอำนาจปกครองที่มองไม่เห็นมาไว้ในอุ้งมือ
ก่อนจะดีดนิ้วส่งพลังนั้นมุ่งตรงไปยังผืนป่า ไม่นานนัก พลังลึกลับก็ต้อนเอาสัตว์ป่าออกมาทีละตัวสองตัว
ถังซีฟานมองการกระทำของหลี่เยว่หานด้วยความอึ้ง ทึ่ง และเริ่มรู้สึกหวั่นใจอยู่ลึก ๆ
“อย่าเอาแต่ยืนบื้อสิ บอกข้ามาว่าในหมู่สัตว์พวกนี้ ตัวไหนคือมนุษย์กลายสภาพ!” หลี่เยว่หานเขกหัวถังซีฟานไปทีหนึ่ง
ถังซีฟานกุมหัวพลางทำหน้ามุ่ยเหมือนอยากจะบ่นอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนลงคอไป เขาตั้งใจมองสัตว์ป่าที่ถูกอำนาจปกครองต้อนออกมา จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับจิ้งจอกตัวหนึ่งที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตา
หลี่เยว่หานใช้อำนาจปกครองดึงจิ้งจอกตัวนั้นมาตรงหน้า แล้วเพียงแค่นางขยับความคิด จิ้งจอกที่เคยแยกเขี้ยวขู่ฟ่ออย่างระแวดระวังก็ชะงักงันไปทันที มันตกอยู่ในอาการเหม่อลอยคล้ายสับสนไปเป็นเวลานาน
มันกินเวลานานมากจริง ๆ จนกระทั่งผ่านไปสองวันเต็ม จิ้งจอกตัวนั้นถึงได้เอ่ยประโยคแรกออกมา “ไอ้หยา… นี่ข้า… ฟื้นคืนชีพหรือนี่?”
“ลองบอกข้าทีว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง” ในช่วงสองวันที่ผ่านมาหลี่เยว่หานไม่ได้กังวลเรื่องการหาทางออกไปเลย เพราะถังซีฟานบอกแล้วว่าแดนราชันไร้เทียมทานดึงดวงจิตนางเข้ามาเพราะสัมผัสได้ว่านางกำลังจะตาย และนางก็เชื่อมั่นว่าเมิ่งฉีฮ่วนไม่มีทางปล่อยให้นางตายเด็ดขาด เขาต้องหาทางช่วยนางได้อย่างแน่นอน
อีกทั้งนางยังรู้ว่าเวลาในสองมิตินี้เดินไม่เท่ากัน การที่นางอยู่ที่นี่นานขนาดนี้ ข้างนอกอาจจะเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น
สรุปสั้น ๆ คือ นางมีเวลาเหลือเฟือที่จะรอ
“มัน… เป็นความรู้สึกที่ประหลาดมาก…” จิ้งจอกมองหญิงสาวแปลกหน้าด้วยสายตาที่ยังไม่คลายความระแวง “เจ้าคือคนที่ช่วยข้าไว้หรือ?”
“อย่าเข้าใจผิด ข้าแค่ต้องการรู้รายละเอียดเกี่ยวกับแดนราชันไร้เทียมทาน แต่เจ้าม้าบื้อตัวนั้นอธิบายไม่ค่อยรู้เรื่อง ข้าเลยต้องหาคนกลายสภาพตัวอื่นมาถามแทน” หลี่เยว่หานมองจิ้งจอกที่เกือบจะลุกขึ้นมายืนด้วยสองขาพลางเอ่ยอธิบายสั้น ๆ ตรงไปตรงมา
เพราะในช่วงสองวันที่ผ่านมา ถังซีฟานได้แอบกระซิบบอกนางว่า มนุษย์มีนิสัยใจคออย่างไร เมื่อกลายสภาพก็จะกลายเป็นสัตว์ประเภทนั้น เช่น จิ้งจอก ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าก่อนหน้านี้จะเป็นคนที่เจ้าเล่ห์เพทุบายมาก
ด้วยเหตุนี้ หลี่เยว่หานจึงแกล้งสาปให้ถังซีฟานกลับไปเป็นม้าอีกรอบเพื่อเป็นการดัดนิสัย จนกระทั่งจิ้งจอกเริ่มได้สติ นางจึงค่อยแก้คำสาปให้เขา ตอนนี้ถังซีฟานนั่งยอง ๆ อยู่ข้างหลังจิ้งจอก และเท้าของเขาก็ไม่ได้เป็นกีบม้าอีกต่อไปแล้ว
จิ้งจอกฟังหลี่เยว่หานแล้วไม่ได้รีบร้อนตอบ มันนิ่งคิดอยู่นานก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “หากเจ้าสามารถปล่อยข้าออกไปจากที่นี่ได้ ข้ายินดีจะบอกทุกอย่างที่ข้ารู้”
“เจ้าจะรู้อะไรได้แค่ไหนเชียว” หลี่เยว่หานรุกไล่ด้วยคำถามตรงไปตรงมา “พูดมาเสียก่อน แล้วข้าจะพิจารณาดูว่าจะคืนร่างมนุษย์ให้เจ้าดีหรือไม่”
จิ้งจอก ??? ไม่เจรจาต่อรองเงื่อนไขกันก่อนหรือ? นี่มันปล้นข้อมูลกันชัด ๆ!