ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 468 ท่านเก้าแห่งเมืองเทียนซิงอู่เหอปรากฏกาย
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 468 ท่านเก้าแห่งเมืองเทียนซิงอู่เหอปรากฏกาย
บทที่ 468 ท่านเก้าแห่งเมืองเทียนซิงอู่เหอปรากฏกาย
แม้ว่าหลี่เยว่หานจะพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ดวงจิตของหูต้าลี่ จิ้งจอกป่าตัวนั้นก็ยังคงแตกสลายไปในที่สุด นางมองดูจิ้งจอกที่นั่งเหม่อลอยอย่างไร้สติสัมปชัญญะอยู่ตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ ก่อนจะยอมปล่อยมันกลับคืนสู่พงไพรไปตามยถากรรม
เทพธิดามู่หลีและบรรพชนเหยี่ยวดำเห็นได้ชัดว่าไม่ได้อยู่ในยุคสมัยเดียวกัน และจากที่ถังซีฟานรู้จักบรรพชนเหยี่ยวดำมา ชายผู้นั้นไม่ใช่คนประเภทที่จะฆ่าตัวตายแน่นอน เพราะคนบางคนเกิดมาก็ไร้ซึ่งมโนธรรมสำนึกในจิตใจ ทว่าระหว่างเทพธิดามู่หลีกับบรรพชนเหยี่ยวดำ ใครจะมาก่อนมาหลังนั้นก็สุดที่จะสืบทราบได้
แม้ว่ายุคบรรพกาลจะดูเก่าแก่มากแล้ว แต่ใครจะรู้เล่าว่าก่อนยุคบรรพกาลนั้น จะมียุคที่เก่าแก่ยิ่งกว่านั้นอีกกี่กัปกี่กัลป์
ถังซีฟานเห็นหลี่เยว่หานตกอยู่ในความเงียบ เขาก็หาได้ยากนักที่จะไม่พูดจาจิกกัด ทำเพียงแค่นั่งลงข้างกายและอยู่เป็นเพื่อนนางเงียบ ๆ
เขาไม่รู้ว่าตนเองติดอยู่ในแดนราชันไร้เทียมทานมานานเท่าใด และไม่รู้ว่าโลกภายนอกผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว แต่หลี่เยว่หานคือคนแรกที่เขาได้พบหลังจากฟื้นคืนสติ สำหรับถังซีฟานแล้ว หากไม่นับเรื่องที่เขาต้องการเอาชีวิตรอด เขาก็ไม่ปรารถนาจะให้หลี่เยว่หานเกิดอันตรายใด ๆ เลย
ยามที่เขาพยายามแย่งชิงอำนาจปกครองก่อนหน้านี้ เขาก็เคยคิดไว้ว่า ต่อให้เขาได้อำนาจนั้นมาครอบครอง เขาก็จะไม่สาปให้หลี่เยว่หานกลายเป็นสัตว์ป่าเด็ดขาด
เวลาล่วงเลยไปอีกสองวัน หลี่เยว่หานยังคงใช้ชีวิตอย่างสงบและผ่อนคลาย กลับกลายเป็นถังซีฟานเสียเองที่เริ่มจะกระวนกระวายใจ
“นี่ เจ้าไม่อยากรู้เลยหรือไงว่าโลกภายนอกเกิดอะไรขึ้นกับตัวเจ้าบ้าง?” ถังซีฟานเอ่ยถามอย่างขัดใจ
“ข้าก็อยากรู้นะ” หลี่เยว่หานตอบเรียบ ๆ “แต่รู้ไปจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อแดนราชันไร้เทียมทานขังข้าไว้ที่นี่ ออกไปก็ไม่ได้ แถมยังไม่อาจล่วงรู้สถานการณ์ข้างนอกได้เลย” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ในใจของหลี่เยว่หานก็เริ่มมีความร้อนรนผุดขึ้นมา
แม้เมิ่งฉีฮ่วนจะเป็นคนสุขุมเยือกเย็น แต่หลี่เยว่หานรู้ดีว่า คนที่มีนิสัยเช่นนี้ หากถึงคราวที่สติหลุดขึ้นมา จะน่ากลัวเกินกว่าจะคาดเดาได้
ในยามที่เผชิญกับอำนาจราชศักดิ์ที่ย้ายยวน เมิ่งฉีฮ่วนอาจดูสงบนิ่งราวกับเป็นเพียงคนนอกที่เฝ้ามองโลกใบนี้ แต่หลี่เยว่หานรู้ซึ้งว่า ในมือของเขานั้นกุมขุมกำลังที่สามารถสั่นคลอนและล้มล้างแคว้นตงฮั่นได้ทุกเมื่อ ที่เขายอมเลือกเดินในเส้นทางที่ซับซ้อนยุ่งยาก ก็เพียงเพื่อให้จงเจิ้งอวี่ขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างราบรื่นที่สุดเท่านั้น
ทว่านางก็สุดจะรู้ได้ว่า ยามที่ชายผู้นั้นต้องเผชิญหน้ากับร่างที่ไร้สติและรวยรินของนาง เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
เมื่อคิดถึงเมิ่งฉีฮ่วน หัวใจของหลี่เยว่หานก็พลันบีบคั้นขึ้นมาอีกครั้ง
ถังซีฟานมองดูหลี่เยว่หานแล้วก็นึกรู้ว่านางกำลังมีเรื่องหนักใจ แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไร กลับยอมนั่งข้างนางอย่างสงบเสงี่ยมแทน
เขาไม่รู้อะไรทั้งนั้น และจะไม่ถามอะไรทั้งสิ้น เขาไม่อยากถูกสาปให้กลายเป็นม้าอีกรอบแล้ว…
…..
ในขณะที่หลี่เยว่หานสงบนิ่ง ทางด้านเมิ่งฉีฮ่วนกลับไม่สงบใจเลยแม้แต่น้อย
หลังจากรั้งอยู่ที่ค่ายของพรรคหมาป่าเหมันต์ได้สองวัน เมิ่งฉีฮ่วนก็ได้รับข่าวว่า ในเมืองเทียนซิงอู่เหอมี ‘หมอผี’ ลึกลับที่มาจากไหนไม่ทราบปรากฏตัวขึ้น ว่ากันว่าหมอผู้นี้มีวิธีการรักษาที่ไม่เหมือนใคร เพียงแค่ปรายตามองปราดเดียวก็รู้ว่าป่วยเป็นอะไร และสามารถจ่ายยาได้ตรงตามอาการทันที
เมิ่งฉีฮ่วนไม่อาจรอรถม้าอีกคันได้อีกต่อไป เขาฝากเจียงหมิงไว้ที่ค่ายพรรคหมาป่าเหมันต์ จากนั้นก็พาเฮ่อเจิ้งเทียนและร่างที่หมดสติของหลี่เยว่หานมุ่งหน้าสู่เมืองเทียนซิงอู่เหอโดยไม่หยุดพัก
แม้เมืองเทียนซิงอู่เหอจะได้ชื่อว่าเป็นเพียง ‘เมือง’ แต่กลับมีพื้นที่กว้างขวางกินอาณาบริเวณเกือบครึ่งหนึ่งของแคว้นเหลี่ยหลาน อีกทั้งที่นี่ไม่มีระบอบการปกครองที่ชัดเจน จึงมีความวุ่นวายและกลายเป็นเขตอิทธิพลมืดที่ทางการเข้าไม่ถึง
ทว่าทุกคนที่อาศัยอยู่ในเมืองเทียนซิงอู่เหอ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาหรืออันธพาลนอกกฎหมาย ต่างไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของ ‘ท่านเก้า’ ผู้เป็นดั่งบรรพบุรุษของที่นี่ โดยเฉพาะในหมู่พรรคพวกนักเลง ต่อให้จะเป็นศัตรูคู่อริกันเพียงใด แต่หากเอ่ยชื่อท่านเก้าออกมา ทุกคนเป็นต้องยอมลงให้สามส่วน
ไม่ว่าใครจะมีความเกี่ยวข้องกับท่านเก้าจริงหรือไม่ พวกเขาก็ยอมถอยให้ก้าวหนึ่งเสมอ เพราะเผื่อใจไว้ว่าหากมีความเป็นไปได้เพียงหนึ่งในหมื่นว่าเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ผลที่ตามมาอาจเกินจะรับไหว
นั่นจึงทำให้เมืองเทียนซิงอู่เหอรักษาความสมดุลมาได้จนถึงทุกวันนี้
นี่คือเหตุผลที่ฉือหลินเจียงรู้สึกดีใจมากเมื่อได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนบอกว่าจะไปที่พรรคของพวกเขา
ขอเพียงปล่อยข่าวนี้ออกไป พรรคหมาป่าเหมันต์จะขยับขยายกลับเข้าสู่เขตเมืองชั้นในก็คงจะเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
น่าเสียดายที่เขาคิดง่ายเกินไป เมิ่งฉีฮ่วนไม่มีความคิดที่จะยื่นมือเข้าช่วยพรรคหมาป่าเหมันต์เลยแม้แต่น้อย ทว่าถึงเขาจะไม่ช่วยพรรคหมาป่าเหมันต์ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่มีแผนการอื่นสำหรับสมาคมการค้าไห่หรงเฟิง
วันนี้บรรยากาศในเขตเมืองชั้นในดูจะไม่สู้ดีนัก มีข่าวลือหนาหูว่า ‘ท่านเก้า’ ผู้ลึกลับที่หายสาบสูญไปนานได้กลับมาแล้ว
และทันทีที่กลับมา เขาก็มุ่งตรงไปยังสมาคมการค้าไห่หรงเฟิง พร้อมกับกวาดต้อนผู้คนจำนวนมากให้ไปรวมตัวกันที่โรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดของสมาคม โดยไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์อันใด
โรงเตี๊ยมสี่คาบสมุทร
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนจัดการดูแลให้หลี่เยว่หานพักผ่อนอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาก็นั่งลงข้างเตียงเฝ้ามองนางอยู่ครู่หนึ่ง
เดิมทีเขากะว่าเมื่อมาถึงเขตเมืองชั้นในจะไปลากตัวหมอผีผู้นั้นมาตรวจอาการให้นางทันที แต่เขารู้ดีว่าทำเช่นนั้นไม่ได้ ตัวตนของท่านเก้าจะต้องไร้ซึ่ง ‘จุดอ่อน’ และปราศจาก ‘ช่องโหว่’ เพื่อที่จะสามารถคุ้มครองหลี่เยว่หานได้อย่างแท้จริง
อย่างน้อยที่สุด ก่อนที่หลี่เยว่หานจะฟื้นขึ้นมา เขาจะให้ใครล่วงรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าจุดประสงค์หลักในการมาครั้งนี้คือเพื่อช่วยชีวิตนาง
แม้ทางกรมโหราศาสตร์จะบอกว่าเบาะแสอยู่ที่ดินแดนเหลียวปี้เลี่ยตง แต่ถ้าหากว่ามีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นที่นี่เล่า…
ประตูโรงเตี๊ยมสี่คาบสมุทรถูกปิดตาย คนของสมาคมการค้าไห่หรงเฟิงไม่มีใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว พวกเขาถูกกวาดต้อนเข้ามาด้านใน พร้อมกับเหล่าหัวหน้าพรรคพวกต่าง ๆ จนตอนนี้ในโรงเตี๊ยมอัดแน่นไปด้วยผู้คนหลายร้อยชีวิต
ในช่วงแรก ทุกคนยังพอจะรักษามาดเอาไว้ได้บ้าง เพราะตำนานของท่านเก้านั้นเก่าแก่เกินไป หลายปีมานี้ไม่มีใครเคยเห็นเขาปรากฏตัว การที่ ‘บรรพบุรุษ’ ผู้นี้จู่ ๆ ก็โผล่ออกมา จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกสงสัยว่าอาจจะเป็นตัวปลอมที่ใครบางคนอุปโลกน์ขึ้นมา
ทว่าความยำเกรงก็ยังมีอยู่ ทุกคนต่างคาดเดาไปต่าง ๆ นานาว่าเหตุใดท่านเก้าถึงกลับมาที่เมืองเทียนซิงอู่เหอในเวลานี้ แม้ช่วงหลังสมาคมการค้าไห่หรงเฟิงจะเรืองอำนาจจนบดบังรัศมีของพรรคใหญ่ ๆ ไปบ้าง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรื่องทำนองนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในเมืองนี้
ดังนั้น สาเหตุที่ท่านผู้นี้กลับมาจึงยังเป็นปริศนา ทุกคนต่างพากันกระซิบกระซาบคาดคะเนไปทั่ว
ส่งผลให้เมิ่งฉีฮ่วนยืนเด่นอยู่บนเวทียกสูงมาได้พักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังไม่ทันสังเกตเห็น
“ท่านเก้า! ท่านเก้ามาแล้ว!” ใครบางคนตะโกนร้องขึ้นมา ทำให้คนเหล่านั้นได้สติและหันไปมองบุรุษในชุดดำที่ยืนอยู่บนเวที
ท่านเก้ามักจะสวมชุดสีดำสนิทเสมอ แม้แต่เวลาเดินทางก็ใช้เกี้ยวสีดำ ว่ากันว่าท่านเก้ามักจะสวมหน้ากากสีดำปิดบังใบหน้าไว้ตลอดเวลา
สีดำจึงกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของท่านเก้า จนคนในเมืองเทียนซิงอู่เหอน้อยนักที่จะกล้าสวมใส่สีนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เมิ่งฉีฮ่วนยืนนิ่งสงบอยู่ตรงนั้น แม้แต่เฮ่อเจิ้งเทียนเขาก็ยังสั่งให้ไปคุ้มครองหลี่เยว่หาน
ทว่าแม้จะมีเพียงตัวคนเดียว แต่ก็ไม่มีใครกล้าดูแคลน เพราะเมื่อครั้งที่ ‘บรรพบุรุษ’ ผู้นี้อาละวาดคลุ้มคลั่งขึ้นมาในอดีต เมืองเทียนซิงอู่เหอก็แทบจะกลายเป็นสุสาน เพราะผู้คนต้องล้มตายไปกว่าครึ่งเมือง…
“ข้าได้ยินมาว่า…” เมิ่งฉีฮ่วนเริ่มเอ่ยปากช้า ๆ หลังจากที่ฝูงชนข้างล่างเริ่มเงียบเสียงลง “สมาคมการค้าไห่หรงเฟิงออกเงินกวาดล้างพรรคต่าง ๆ งั้นหรือ?”
แม้จะรู้ดีว่าเมิ่งฉีฮ่วนพุ่งเป้ามาที่สมาคมการค้าไห่หรงเฟิง แต่ทันทีที่เขาเอ่ยปาก บรรดาผู้คนข้างล่างหลายคนถึงกับก้มหน้าขยำหมัดแน่นด้วยความสั่นเทา ไม่กล้าปริปากพูดสิ่งใด
“ถึงแม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคพวกต่าง ๆ จะรีดไถเงินทองจากพวกพ่อค้าไปไม่น้อย” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยต่อ “แต่หากไร้ซึ่งการคุ้มครองจากพรรคใหญ่ ๆ เหล่านั้น พวกเจ้าที่เป็นพ่อค้าวานิชจะเอาตัวรอดในเมืองเทียนซิงอู่เหอได้อย่างไร”
สิ้นคำพูดนั้น ไม่มีใครกล้าเอ่ยคัดค้านแม้แต่คำเดียว
ภายใต้บรรยากาศที่กดดันจนถึงขีดสุด ทุกคนต่างก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
ทว่ากลับมีคนผู้หนึ่งกระโดดออกมา
“ที่ท่านเก้าพูดมานั้นไม่ถูก!” คนที่ไม่กลัวตายผู้นั้นยังคงตะโกนปาว ๆ “สมาคมการค้าของพวกเราต้องจ่ายเงินให้พวกพรรคพวกนั้นทำไม ในเมื่อตอนนี้พวกเรามีความสามารถในการป้องกันตัวเองแล้ว และเรายังมีสมาคมการค้าไห่หรงเฟิงเป็นที่พึ่งพิง!”