ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 469 หลี่เยว่หานเป็นอะไรกันแน่
บทที่ 469 หลี่เยว่หานเป็นอะไรกันแน่
เมิ่งฉีฮ่วนทอดสายตามองผู้พูดด้วยท่าทีที่ดูใจดีกว่าปกติ อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มที่ดูเยาว์วัยนัก คาดว่าคงเพิ่งจะมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเทียนซิงอู่เหอได้ไม่นาน
ด้วยเหตุนี้ เมิ่งฉีฮ่วนจึงมิได้ถือสาหาความ เขาเอ่ยตอบเรียบ ๆ ว่า “เช่นนั้นสมาคมการค้าไห่หรงเฟิงของพวกเจ้าในยามนี้ ที่คอยใช้เงินจ้างวานพรรคหนึ่งไปกวาดล้างอีกพรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการพึ่งพาอำนาจพรรคพวกนั้นหรอกรึ?
พวกเจ้าเองก็จ่ายเงินให้พรรคเหล่านั้นเหมือนกัน หรือเพียงเพราะจ่ายหนักกว่า จ่ายให้เจ้าเดียวอย่างเจาะจง แล้วจะไม่นับว่าเป็นการจ่ายเงินจ้างวานพรรคพวกนั้นกันเล่า?”
คำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนทิ่มแทงใจจนชายหนุ่มผู้นั้นใบหน้าแดงก่ำ น้ำท่วมปากจนพูดไม่ออกไปชั่วครู่
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเถียงไม่ออก เมิ่งฉีฮ่วนก็แค่นเสียงเหอะออกมาคำหนึ่ง “เมืองเทียนซิงอู่เหอสามารถรักษาความสงบและดำเนินต่อไปได้หลายปีเช่นนี้ ชาวบ้านธรรมดาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะการคานอำนาจกันระหว่างพรรคต่าง ๆ ร้านค้าในเขตปกครองของแต่ละพรรคต่างก็จ่ายค่าคุ้มครองเป็นรายเดือนตามความเหมาะสม มิได้มีการเรียกเก็บเกินควร และมิได้เก็บเงินไปเปล่า ๆ โดยไม่ทำงาน
ยามนี้พวกเจ้าเข้าร่วมกับสมาคมการค้าไห่หรงเฟิง ทุ่มเททั้งเงินและแรงกายเพื่อกวาดล้างพรรคต่าง ๆ แต่สุดท้ายพวกเจ้าก็ยังต้องใช้เงินจ้างคนของพรรคอื่นมาเข่นฆ่ากันเองมิใช่รึ?”
“บางทีการมีอยู่ของพรรคพวกนี้อาจทำให้พวกเจ้าไม่สบายใจ และคนในพรรคบางคนก็อาจจะหยาบช้าไปบ้าง แต่หากจะพูดกันตามตรง การที่พวกเจ้ามีชีวิตรอดมาได้ในเมืองเทียนซิงอู่เหอ ก็เพราะพรรคพวกนี้คุ้มครอง และนั่นคือเหตุผลที่ข้าเลือกจะรักษาพรรคเหล่านี้ไว้เมื่อหลายปีก่อน”
เมืองเทียนซิงอู่เหอมิได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ยามที่เมิ่งฉีฮ่วนลอบหนีออกจากเกาะถงเซิงและแฝงตัวเข้ามาในเมืองแห่งนี้แรก ๆ เขาก็เคยนึกชิงชังพรรคพวกนี้เช่นกัน แต่หลังจากเฝ้าสังเกตการณ์อยู่พักหนึ่ง เขาก็พบว่าการคงอยู่ของพรรคพวกนี้ช่วยคุ้มครองร้านค้าได้จริง ๆ จึงได้เปลี่ยนความคิด
ส่วนเรื่องที่เขาลงมือกวาดล้างครั้งใหญ่ในเมืองเทียนซิงอู่เหอในภายหลังนั้น เป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบยามนั้นเขายังเยาว์วัยและมักน้อย เมื่อมีคนถามหาชื่อแซ่ เขาก็จะตอบเพียงว่า ‘ข้าคือบรรพบุรุษของเจ้า’
จนกระทั่งต่อมา เขาจึงยอมคายฉายา ‘ท่านเก้า’ ออกมา
เก้า…
เพราะเขาคือบุตรคนที่เก้า และเป็นโอรสองค์เล็กที่สุดของฮ่องเต้องค์ก่อน ดังนั้นเมิ่งฉีฮ่วนจึงรู้เรื่องชาติตระกูลของตนเองเร็วกว่าที่ใครหลายคนคิดนัก
“ท่านเก้า” ใครบางคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “พรรคพวกนั้นทำตัวกร่างรังแกชาวบ้าน เที่ยวข่มเหงร้านค้าในเขตของพรรคอื่น นี่คือความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ ดังนั้นการเกิดขึ้นของสมาคมการค้าไห่หรงเฟิง จึงเป็นเพียงหนทางในการปกป้องตนเองของเหล่าร้านค้าเท่านั้น มิได้หมายความถึงสิ่งอื่นเลย”
เมิ่งฉีฮ่วนรับฟังด้วยท่าทีใจเย็น เขาพยักหน้าให้คนงานของโรงเตี๊ยมสี่คาบสมุทรยกเก้าอี้มาให้ ก่อนจะนั่งลงบนแท่นสูงด้วยท่าทางสง่างาม น้ำเสียงของเขาไม่ดังนัก แต่ด้วยลมปราณอันกล้าแกร่ง คำพูดเหล่านั้นจึงดังชัดอยู่ในหูของทุกคน
“ร้านค้าในเขตพรรคตนเองถูกพรรคอื่นรังแก นั่นย่อมหมายความว่าพรรคที่พวกเจ้าเลือกพึ่งพานั้นไร้ความสามารถ มันมิได้พิสูจน์สิ่งอื่นใดเลยจริง ๆ”
ในโลกของเมืองเทียนซิงอู่เหอ ความอ่อนแอคือความผิดบาปดั้งเดิม หากอ่อนแอแล้วยังคิดว่าเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ก็มีแต่จะถูกผู้อื่นบดขยี้จนดับสูญ
เรื่องนี้เมิ่งฉีฮ่วนมิต้องเอ่ย ทุกคนในที่นั้นต่างประจักษ์แจ้งดี แม้จะเคยมีกรณีที่บางพรรคใช้ร้านค้าไปประจบเอาใจพรรคข้างเคียง แต่นั่นเป็นพฤติกรรมที่ชาวเทียนซิงอู่เหอต่างดูแคลนที่สุด และร้านค้าเหล่านั้นก็สามารถป่าวประกาศเรื่องราวให้ผู้คนรับรู้ได้ เพราะในเมืองนี้มักมีผู้อยากรู้อยากเห็นอยู่เสมอ
ในโลกที่ถือเอากำปั้นเป็นเหตุผล ย่อมไร้ซึ่งเหตุผลใด ๆ ให้กล่าวอ้าง
เมิ่งฉีฮ่วนรู้ดีว่าเมืองเทียนซิงอู่เหอนั้นบิดเบี้ยว แต่เขาก็มิเคยคิดจะปฏิรูปมัน สำหรับเขาแล้ว ขอเพียงปกป้องเหล่าอาจารย์ผู้สอนหนังสือและท่านหมอไว้ให้ได้ก็เพียงพอ ส่วนผู้อื่น หากใครมีเงินจ่าย พรรคพวกนั้นก็จะคุ้มครองให้มากหน่อย ส่วนใครที่ไม่มีเงินและยังสู้รบตบมือกับใครมิได้ การออกจากเมืองเทียนซิงอู่เหอไปเสียย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ดังนั้นแม้เมืองแห่งนี้จะวุ่นวาย แต่ก็เป็นความวุ่นวายที่มีระเบียบ มิได้ยุ่งยากน่ารำคาญใจ
หากเทียบกับความวุ่นวายในราชสำนักแคว้นตงฮั่นที่ขดปมราวกับก้อนด้ายแล้ว ที่นี่กลับดูเถรตรงกว่ามาก
“แต่สมาคมการค้าไห่หรงเฟิงก่อตั้งขึ้นมาแล้ว! ท่านเก้าคิดจะสั่งยุบมันงั้นรึ!” ใครบางคนรวบรวมความกล้าตะโกนถามขึ้นมาอีกครั้ง
เมิ่งฉีฮ่วนเลิกคิ้วมองไปยังต้นเสียง พลันปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า
และเมื่อเห็นรอยยิ้มนี้ของเขา คนที่อยู่ข้างกายผู้พูดคนนั้นก็ชักมีดออกมาปาดคออีกฝ่ายทันที!
“เมืองเทียนซิงอู่เหอเดิมทีก็มิใช่สถานที่สำหรับใช้เหตุผลคุยกันอยู่แล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยเรียบ ๆ “สมาคมการค้าไห่หรงเฟิงจะดำรงอยู่ต่อไปก็ย่อมได้ ทว่านับจากนี้ ร้านค้าหรือบุคคลใดก็ตามที่ยังคงคบค้าสมาคมกับไห่หรงเฟิง จะถูกขับไล่และตามล่าโดยผู้คนทั่วทั้งเมืองเทียนซิงอู่เหอ!”
ซ่า! คำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนราวกับน้ำเย็นที่สาดลงในกระทะน้ำมันเดือด ทั่วทั้งบริเวณพลันพุ่งพล่านขึ้นมาทันที
ดูเหมือนไม่มีใครคาดคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะมีท่าทีแข็งกร้าวต่อสมาคมการค้าที่ยิ่งใหญ่อย่างไห่หรงเฟิงถึงเพียงนี้ ทุกคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ เสียงดังสนั่นออกไปจนถึงภายนอกโรงเตี๊ยมสี่คาบสมุทร
ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับมิสนใจเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น ร่างของเขาวูบไหวเพียงพริบตาเดียว รวดเร็วเสียจนไม่มีใครตั้งตัวทัน เขาก็หายวับไปจากแท่นสูงนั้นเสียแล้ว
เมื่อเขากลับมาถึงห้องพัก หมอผีผู้นั้นก็ถูกคุมตัวมาส่งพอดี
“ท่าน… ท่านเก้า…” คราแรกหมอผีดูจะขุ่นเคืองใจยิ่งนักที่ถูกคุมตัวมาเช่นนี้ แต่พอเห็นว่าเป็นเมิ่งฉีฮ่วน เขาก็หดหัวกลายเป็นเต่าทันที
“ได้ยินมาว่าเจ้ามีวิชาการรักษาที่เก่งกาจงั้นรึ?” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการรับรู้ ก่อนจะถามเข้าเรื่องทันที
หมอผีฟังแล้วก็มองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยความฉงน “แต่… ท่านเก้ามิได้ดูเหมือนคนเจ็บป่วย…”
“ตามข้ามา” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางผลักประตูนำหมอผีเข้าไปในห้อง
เฮ่อเจิ้งเทียนที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงของหลี่เยว่หาน เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนเข้ามาก็รีบยืนตัวตรงทันที
“ดูนางเสีย” เมิ่งฉีฮ่วนมิได้เดินเข้าไปใกล้เตียง แต่หยุดยืนอยู่ในระยะที่ห่างออกมาพอสมควร เขามิได้ให้หมอผีเดินเข้าไปหาทันที แต่สั่งให้เขามองดูจากตรงนั้น
หมอผีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเพ่งมองไปยังเตียงนอน แล้วจึงพบว่าบนนั้นมีคนนอนอยู่
“นี่มัน…” หมอผีมองอยู่นาน เหงื่อเย็น ๆ เริ่มผุดพรายเต็มหน้าผาก ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเมิ่งฉีฮ่วน “ท่านเก้าโปรดประทานอภัย! ไม่ว่าผู้น้อยจะมองอย่างไร แม่นางบนเตียงผู้นี้ไร้ซึ่งลมหายใจแล้วขอรับ!”
หมอผีสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว เกรงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะบันดาลโทสะปลิดชีพตนเสีย เพราะกิตติศัพท์ของ ‘เพชฌฆาตโลกันตร์’ ที่เคยนองเลือดทั่วเมืองเทียนซิงอู่เหอเมื่อปีก่อนนั้น เป็นเรื่องเล่าที่ชาวเมืองทุกคนยังจำได้ติดตา
“เจ้าขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ” เมิ่งฉีฮ่วนมิได้โกรธเคือง สิ่งที่หมอผีพูดนั้นไม่ต่างจากที่หมอกู่เคยกล่าวไว้ ทั้งคู่ต่างยืนยันว่าหลี่เยว่หานสิ้นใจแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องฉงนใจที่นางยังมีลมหายใจอยู่
นี่คือปมปัญหาสำคัญที่ทำให้หมอทุกคนต่างมืดแปดด้าน
เมื่อได้รับคำสั่ง หมอผีก็ค่อย ๆ ตะเกียกตะกายลุกขึ้น เดินตามหลังเมิ่งฉีฮ่วนไปที่ข้างเตียง เขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
ตามประสบการณ์ของเขา คนบนเตียงย่อมต้องกลายเป็นซากศพแล้ว แต่กลับยังมีลมหายใจแผ่วเบาและชีพจรที่เต้นอ่อน ๆ ช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก!
“เคยเห็นสภาพเช่นนี้มาก่อนหรือไม่?” เสียงของเมิ่งฉีฮ่วนดังขึ้นอีกครั้ง
หมอผีได้สติ เขามิรอช้ารีบหยิบมือของหลี่เยว่หานออกมาจากใต้ผ้าห่ม ถกแขนเสื้อขึ้นแล้วใช้เข็มเงินสะกิดที่ข้อมือ ปรากฏว่ามีเลือดสีดำสนิทซึมออกมาจริง ๆ
และทันทีที่เลือดสีดำนั้นไหลออกมา กลิ่นคาวเหม็นเน่ารุนแรงสุดจะพรรณนาฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง จนเฮ่อเจิ้งเทียนต้องรีบเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ
“ข้านึกออกแล้ว!” หมอผีอุทานด้วยความตื่นเต้นขณะรีบจัดการกับรอยเข็มบนข้อมือของหลี่เยว่หาน แล้วหันไปหาเมิ่งฉีฮ่วน “แม่นางผู้นี้ถูกแมลงกู่กัดกินทำลายชีวิต หากผู้น้อยเดามิผิด นางคงต้องกู่ปลิดชีพเข้าแล้วขอรับ!”