ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 470 ทางเลือกสองทาง
บทที่ 470 ทางเลือกสองทาง
แววตาของเมิ่งฉีฮ่วนพลันเย็นเยียบลงทันควัน ทว่าภายใต้หน้ากากที่สวมอยู่ หมอผีไม่อาจมองเห็นสีหน้าของเขาได้ “กู่ปลิดชีพนี้ โดยปกติแล้วมักเป็นการแลกด้วยชีวิตต่อชีวิต คาดว่าก่อนที่แม่นางผู่นี้จะมีอาการผิดปกติ รอบกายของนางย่อมต้องมีผู้ที่สิ้นใจไปก่อนหน้า
เพียงแต่ผู้น้อยมิอาจทราบได้ว่ามีความแค้นฝังลึกเพียงใด ถึงขั้นต้องใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมเยี่ยงการแลกชีวิตเช่นนี้!”
แลกด้วยชีวิตต่อชีวิต!
เป็นจี้ซินเยว่ หรือว่ามารดาของจี้ซินเยว่กันแน่?
เมิ่งฉีฮ่วนหลุบตาลง เขาหลงลืมไปได้อย่างไร ในเมื่อตระกูลเฉินมีความสัมพันธ์อันดีกับจงเจิ้งเซวียนมานานหลายปี ตระกูลเฉินย่อมอาจจะมีกู่ที่จงเจิ้งเซวียนเคยมอบให้เพื่อผูกมิตรไว้บ้าง!
ถึงแม้เฉินเหอหยวน สามีของจี้ซินเยว่จะเป็นฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้มาโดยตลอด แต่เขาก็สิ้นชีพไปนานแล้ว มิอาจรับประกันได้ว่าจี้ซินเยว่จะ ไม่เกิดใจอกตัญญูคิดอ่านเป็นอื่น!
“ตามปกติแล้ว กู่ปลิดชีพนั้นไร้หนทางเยียวยา ทำได้เพียงเฝ้ามองผู้ต้องกู่ค่อยๆ สูญสิ้นพลังชีวิตไปทีละน้อย ทว่ามีจุดหนึ่งที่ผู้น้อยยังไม่กระจ่าง คราที่ผู้น้อยลองเจาะเลือดของแม่นางผู่นี้ออกมา
กลิ่นอายของเลือดบ่งบอกว่านาง ควรจะสิ้นใจไปนานแล้ว แต่เหตุใดจนถึงยามนี้นางกลับยังคงมีลมหายใจอยู่” หมอผีเอ่ยไปพลางเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ
“หากเจ้าบอกว่ากู่ปลิดชีพไร้ทางแก้เป็นปกติ” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยขึ้นเรียบๆ “เช่นนั้นย่อมต้องเคยมีกรณีที่ ‘ไม่ปกติ’ เกิดขึ้นบ้างมิใช่รึ?”
“มีขอรับ มีแน่นอน!” หมอผีรีบพยักหน้าถี่รัว “ผู้น้อยเคยอ่านตำราแพทย์เล่มหนึ่ง บันทึกไว้ว่าเมื่อราวห้าร้อยปีก่อน มีมหาปราชญ์ผู้หนึ่งถูกลอบทำร้ายด้วยกู่ปลิดชีพ ในยามนั้นทุกคนต่างคิดว่าเขาไม่รอดแน่ ทว่าสุดท้ายมหาปราชญ์ผู้นั้นมิเพียงรอดชีวิตมาได้ แต่ยังสามารถเขียนตำราสร้างผลงานมากมาย และมีอายุยืนยาวถึงแปดสิบปีจึงสิ้นอายุขัยไปตามธรรมชาติ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนเกือบจะระงับอารมณ์ไม่อยู่จนอยากจะเข้าไปคว้าตัวหมอผีมาถามให้รู้ความว่ามหาปราชญ์ผู้นั้นคือใคร
โชคดีที่เขายังพอมีสติหลงเหลืออยู่ ส่วนเฮ่อเจิ้งเทียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รีบเอ่ยถามขึ้นได้จังหวะพอดี “ท่านหมอพอจะทราบนามของมหาปราชญ์ผู้นั้นหรือไม่? ข้าขอบอกตามตรงว่าสตรีที่นอนอยู่บนเตียงนี้มีความสำคัญยิ่ง พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อเสาะหาทางรักษานาง”
หมอผีเหลือบมองเมิ่งฉีฮ่วนที่ยังคงนิ่งเงียบ ก่อนจะมองมาทางเฮ่อเจิ้งเทียน จากนั้นจึงกระแอมไอทีหนึ่งแล้วกล่าวว่า “คาดว่าพวกท่านคงเคยได้ยินชื่อผ่านหูมาบ้าง เขาคือ ‘เซียนอายุวัฒนะ’ ถังหนานฝาน ผู้ชื่อเสียงโด่งดังเมื่อห้าร้อยปีก่อนขอรับ”
“ถังหนานฝาน?” เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้ว ในความทรงจำของเขามีชื่อของคนผู้นี้อยู่จริงๆ ทว่าเขามิใช่ปราชญ์ผู้รอบรู้ด้านวรรณกรรมแต่อย่างใด
เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยปาก หมอผีก็รีบเสริมขึ้นทันที “เป็นเช่นนี้ขอรับ อันที่จริงถังหนานฝานผู้นี้ยังมีพี่น้องอีกสามคน ทว่ากลับมิเคยมีใครเคยพบเห็นอีกสามคนที่เหลือเลย ในช่วงเยาว์วัยเขาเป็นปราชญ์ที่มีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่ว แต่พอเริ่มมีอายุและผ่านเหตุการณ์กู่ปลิดชีพมาได้ เขาก็เลิกสนใจด้านอักษรศาสตร์ แล้วหันไปฝักใฝ่ในการบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน ทั้งยังเขียนบันทึกเกี่ยวกับการฝึกเซียนไว้มากมาย”
“ในมือเจ้ามีตำราของเขาหรือไม่?” เฮ่อเจิ้งเทียนรีบถาม
“มิมีขอรับ” หมอผีส่ายหน้า “ทว่าการจะหาตำราของเขามิใช่เรื่องยาก เพียงแค่วางเงินรางวัลนำจับในตลาดมืดก็น่าจะได้มา ก่อนจะมาที่เมืองเทียนซิงอู่เหอ ผู้น้อยเคยทำนายไว้ว่าปีนี้เมืองแห่งนี้จะได้รับโชคลาภครั้งใหญ่ ซึ่งมักจะมีลางบอกเหตุล่วงหน้าเสมอ ดังนั้นหากยามนี้เรารีบวางเงินรางวัลหาตำราของถังหนานฝานในตลาดมืด คาดว่าคงไม่คว้าน้ำเหลวแน่!”
หมอผียังคงสาธยายต่อไปอีกยาวเหยียด ทว่าใจของเมิ่งฉีฮ่วนกลับจดจ่ออยู่เพียงชื่อของ “ถังหนานฝาน” เท่านั้น
ในความทรงจำของเขา ถังหนานฝานเป็นบุคคลเมื่อห้าร้อยปีก่อนจริงๆ ยามที่เขาอยู่บนเกาะถงเซิงก็เคยอ่านตำราของคนผู้นี้ แต่เขาจำได้แม่นยำว่า ถังหนานฝานสิ้นชีพท่ามกลางสมรภูมิรบ มิได้มีอายุยืนยาวจนสิ้นอายุขัยตามธรรมชาติในวัยแปดสิบปีแต่อย่างใด
“นายท่าน” หลังจากส่งหมอผีกลับไปแล้ว เฮ่อเจิ้งเทียนก็กลับมาข้างกายเมิ่งฉีฮ่วนด้วยความฉงนใจเช่นกัน “ในความจำของผู้น้อย ถังหนานฝานผู้นั้นมิได้สิ้นอายุขัยเองขอรับ”
“ข้ารู้” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า เขาบรรจงพันแผลที่ข้อมือของหลี่เยว่หานซึ่งถูกเข็มเจาะตะกี้อย่างเบามือ ก่อนจะสอดมือนางกลับเข้าใต้ผ้าห่ม “เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าต้องสร้างเรื่องวุ่นวายใหญ่โตในเมืองเทียนซิงอู่เหอเช่นนี้?”
คำถามที่ดูจะไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อยของเมิ่งฉีฮ่วน ทำให้เฮ่อเจิ้งเทียนถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง “ผู้น้อยมิอาจทราบได้…”
“เมืองเทียนซิงอู่เหอนั้นกว้างใหญ่ไพศาล ทว่าผู้คนกลับเบาบาง ย่อมเลี่ยงมิได้ที่จะเป็นที่จับตามองของแคว้นโดยรอบ” เมิ่งฉีฮ่วนมองดูหลี่เยว่หานที่หลับใหลด้วยสายตาอ่อนโยน น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและมีเสน่ห์ “แต่เมืองเทียนซิงอู่เหอแห่งนี้พิเศษนัก ไม่มีใครสามารถรั้งอยู่ที่นี่ได้นาน หรือจะพูดให้ถูกก็คือ… เมืองเทียนซิงอู่เหอ ‘แห่งนี้’ ”
“หมายความว่าอย่างไรขอรับ…” เฮ่อเจิ้งเทียนงงงวยหนักกว่าเดิม
“เจ้าจงเข้าใจเสียว่า ในสถานที่แห่งนี้ มีเมืองเทียนซิงอู่เหอซ้อนทับกันอยู่มากมายหลายมิติ พวกมันเหลื่อมล้ำกันไปมา ทว่ากลับมิอาจเชื่อมถึงกันได้” เมิ่งฉีฮ่วนมิรู้จะอธิบายความลับที่เขาค้นพบเมื่อหลายปีก่อนให้ละเอียดได้อย่างไร จึงทำได้เพียงอธิบายให้เฮ่อเจิ้งเทียนฟังอย่างง่ายๆ เช่นนี้
หากหลี่เยว่หานตื่นอยู่ นางคงจะอธิบายเรื่องกลศาสตร์ควอนตัมและโลกคู่ขนานให้เขาฟังเป็นชุดแน่ ทว่าในสมองของเมิ่งฉีฮ่วนไม่มีความรู้เหล่านั้น
เขารู้เพียงว่า ยามหลงเข้ามาในเมืองเทียนซิงอู่เหอตอนยังเยาว์นั้น ตนเองเคยดีใจอยู่พักหนึ่ง ทว่าไม่นานก็พบความประหลาดของที่นี่ บางคนเดินเข้าประตูนี้ในวันนี้ แต่ในวันรุ่งขึ้นกลับเดินออกมาจากอีกประตูหนึ่งเสียอย่างนั้น
ด้วยเหตุนี้ ในวัยเยาว์เขาจึงแทบจะเสียสติเพราะความลี้ลับเหล่านี้ สุดท้ายจึงตัดสินใจกวัดแกว่งดาบเข่นฆ่าติดต่อกันสิบวันสิบคืน สังหารผู้คนในเมืองไปเกือบครึ่งหนึ่งจึงยอมหยุดมือ
นับแต่นั้น ฉายา ‘บรรพบุรุษ’ ก็ขจรขจายไปทั่วทุกมิติของเมืองเทียนซิงอู่เหอ เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนดึงสติกลับมาจากความบ้าคลั่ง เขาก็พบว่าผู้คนในเมืองต่างรู้จักเขาหมดแล้ว เขาจึงเพียงทิ้งนาม ‘ท่านเก้า’ ไว้ แล้วจากไปจากสถานที่อันวิปริตแห่งนี้เงียบๆ
คนนอกอาจจะสังเกตเห็นความผิดปกติของที่นี่ได้ ทว่าคนที่เกิดและเติบโตที่นี่กลับมิอาจรับรู้ถึงมันเลย
นั่นจึงอธิบายได้ว่า เหตุใดทั้งที่เดินตามเข็มทิศมุ่งหน้าไปยังเหลียวปี้เลี่ยตง แต่สุดท้ายกลับมาโผล่ในเขตเมืองเทียนซิงอู่เหอได้โดยมิรู้ตัว
แต่ก็นับว่าการมาครั้งนี้ไม่เสียเที่ยว อย่างน้อยมันก็ทำให้เมิ่งฉีฮ่วนได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของหลี่เยว่หาน
ส่วนวิธีแก้ไขนั้น…
ยามนี้เขายังมืดแปดด้าน
ทางใต้นั้นลี้ลับยิ่งกว่าเมืองเทียนซิงอู่เหอเสียอีก หากต้องบุกไปถึงแดนใต้เพื่อหาวิธีช่วยหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนก็ตั้งใจจะไปเพียงลำพัง
อีกอย่าง ทางกรมโหราศาสตร์เคยทำนายไว้ว่าดวงดาวประหลาดนั้นมาจากทางทิศเหนือ บางทีทางแดนใต้อาจจะไม่มีวิธีแก้ไขเลยก็เป็นได้
ส่วนทางเหลียวปี้เลี่ยตงนั้น…
ที่นั่นเป็นดินแดนที่ปิดกั้นตนเองยิ่งนัก นับตั้งแต่กลายเป็นแคว้นในปกครองของแคว้นตงฮั่น แม้จะมีการติดต่อค้าขายกันจริง ทว่าด้วยเหตุผลบางประการ คนที่นั่นกลับมีขีดจำกัดในการยอมรับชาวตงฮั่น พ่อค้าจากตงฮั่นหลายรายมิอาจทำการค้าใหญ่โตในเหลียวปี้เลี่ยตงได้ ทำได้เพียงประคองตัวให้อยู่รอดไปวันๆ เท่านั้น
แต่ทางราชสำนักของเหลียวปี้เลี่ยตงกลับให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ่ง ทุกครั้งที่มาเข้าเฝ้าจะจัดเตรียมเครื่องบรรณาการมาถวายมากกว่าแคว้นอื่นมากมายหลายเท่า
โดยอ้างว่าเพราะได้รับความคุ้มครองจากตงฮั่น พวกเขาจึงมิต้องกังวลเรื่องการถูกรุกรานจากชนเผ่าเร่ร่อน ผลผลิตทั่วทั้งแคว้นจึงอุดมสมบูรณ์ทุกปี จนแคว้นในปกครองอื่นๆ ต่างพากันอิจฉาตาร้อน
และด้วยท่าทีเช่นนี้ของเหลียวปี้เลี่ยตง หลายปีที่ผ่านมาแคว้นตงฮั่นจึงส่งคณะทูตไปเยือนเพียงสองครั้ง และข่าวที่นำกลับมาก็คือราษฎรชาวเหลียวปี้เลี่ยตงต่างกินดีอยู่ดีมีสุข
ยามนี้ เบื้องหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนมีทางเลือกอยู่สองทาง
หนึ่งคือ มุ่งหน้าไปยังเหลียวปี้เลี่ยตงต่อไป
สองคือ เปลี่ยนเส้นทางมุ่งสู่แดนใต้! เพราะอย่างไรเสีย ต้นกำเนิดของวิชากู่นั้น ก็อยู่ที่แดนใต้มิใช่รึ!