ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 471 ผลงานของถังหนานฝาน
บทที่ 471 ผลงานของถังหนานฝาน
เมิ่งฉีฮ่วนมั่นใจว่าโอกาสที่รถม้าของหงอวี้และหงซิ่วจะเดินทางมาสมทบกับเขานั้นมีน้อยยิ่งนัก ดังนั้นหลังจากผ่านพ้นไปเพียงหนึ่งคืน เขาก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด
นั่นคือมุ่งหน้าไปยังเหลียวปี้เลี่ยตงต่อไป
และการปรากฏตัวของเมิ่งฉีฮ่วนในครั้งนี้ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนขนานใหญ่ให้แก่เมืองเทียนซิงอู่เหอ สมาคมการค้าไห่หรงเฟิงที่เคยรุ่งเรืองและเป็นที่นิยม กลับเริ่มแตกคอและแยกตัวกันอย่างเงียบ ๆ หลังจากที่เขาเรียกประชุมผู้คนนับร้อยเพียงครั้งเดียว เพียงเวลาแค่สองสามวัน สมาคมที่ยิ่งใหญ่ก็ล่มสลายลงจนไม่เหลือซาก
เหล่าพรรคพวกต่างแบ่งเขตปกครองกันใหม่ พร้อมให้คำมั่นว่าจะมอบการคุ้มครองอย่างดีที่สุดแก่ร้านค้าที่ยอมจ่ายค่าคุ้มครอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ หากมีการร้องเรียนย่อมได้รับการสะสาง และเพราะมีเมิ่งฉีฮ่วนคอยคุมเชิงอยู่ ค่าคุ้มครองในครั้งนี้จึงถูกกำหนดไว้ต่ำมาก
เหล่านักค้าขายนั้นย่อมเชี่ยวชาญเรื่องการคำนวณ เมื่อบวกลบคูณหารดูแล้วพบว่าการจ่ายค่าคุ้มครองนั้นคุ้มค่ากว่าการเข้าร่วมสมาคมไห่หรงเฟิงเสียอีก สมาคมจึงแตกกระจายไปคนละทิศละทางโดยไม่มีผู้ใดลังเลใจเลยสักนิด
เมิ่งฉีฮ่วนพำนักอยู่ที่เมืองเทียนซิงอู่เหอต่ออีกสามวัน เพื่อกว้านซื้อผลงานของถังหนานฝานในตลาดมืดมาเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งคืนวันที่สี่ เขาจึงลอบเดินทางออกจากเมืองหลักอย่างเงียบเชียบ
รถม้ายังคงเป็นคันเดิม ทว่าภายในกลับเต็มไปด้วยตำรามากมาย
หลี่เยว่หานยังคงนอนนิ่งไร้สุ้มเสียงอยู่ส่วนในสุดของรถม้า เมิ่งฉีฮ่วนสัมผัสได้ว่าพลังชีวิตของนางดูจะลดน้อยถอยลงกว่าตอนที่เพิ่งออกจากเมืองหลวงเสียอีก
เขานวดขมับเพื่อคลายความกังวล พยายามบังคับตนเองมิให้ฟุ้งซ่าน แล้วหันไปจดจ่อกับตำราในมือ
มันคือผลงานของถังหนานฝาน…
ตำราที่กว้านซื้อมาได้นั้น มีทั้งงานเขียนยามที่ถังหนานฝานยังเยาว์วัย งานเขียนในช่วงบั้นปลายชีวิต รวมถึงตำราที่ลูกศิษย์ของเขาเป็นผู้เรียบเรียงขึ้น ขอเพียงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนผู้นี้ เมิ่งฉีฮ่วนย่อมกว้านซื้อมาจนหมดสิ้นโดยไม่เสียดายเงินทอง
อาศัยแสงตะเกียงอันสลัวรางภายในรถม้า เมิ่งฉีฮ่วนพลิกอ่านตำราเหล่านั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ยามนี้เขากำลังอ่านเนื้อหาตอนหนึ่งในผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนถังหนานฝานจะสิ้นใจ ซึ่งกล่าวถึงช่วงที่เขาต้องกู่ปลิดชีพ
เหตุที่ถังหนานฝานต้องกู่นั้น เป็นเพราะพี่ชายของเขาถูกสังหาร ในระหว่างที่เขากำลังตามล้างแค้นให้พี่ชายกลับพลาดท่าเสียที ส่วนรายละเอียดว่าพลาดท่าอย่างไรนั้นเขาไม่ได้บันทึกไว้ ทว่าเมื่ออ่านเนื้อความต่อมา ก็พอจะคาดเดาได้ว่าคงเป็นเพราะเรื่องสตรีทำพิษ
หลังจากต้องกู่ปลิดชีพ ถังหนานฝานพยายามเสาะหาหมอและยารักษาไปทั่วทิศแต่ก็ไร้ผล จนกระทั่งพี่ใหญ่ของเขาเดินทางกลับมาจากสมรภูมิอันห่างไกล แล้วไปลากตัวคนที่ฆ่าพี่รองออกมาจากรังลับ บีบบังคับให้อีกฝ่ายมอบยาที่เรียกว่า “หว่านอู้เซิง” ออกมา จึงสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้
ทว่าเจ้าหว่านอู้เซิงที่ว่านี้คือสิ่งใดกันแน่ ถังหนานฝานกลับมิได้จดบันทึกไว้
ตระกูลถังมีพี่น้องสี่คน ตั้งชื่อตามทิศทั้งสี่คือ ตง นาน ซี เป่ย โดย ‘ถังซีฝาน’ พี่รองนั้นถูกส่งไปศึกษาวิชาในสำนักตั้งแต่ยังเล็กและมิเคยห่างกายจากสำนักเลย ทว่าเขามักจะฝากยาเซียนที่ช่วยบำรุงร่างกายมาให้คนในครอบครัวอยู่เสมอ ถังซีฝานนั้นมีพรสวรรค์ด้านการปรุงยาอย่างยิ่ง ส่วน ‘ถังตงฝาน’ พี่ใหญ่นั้นเป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้น ยามออกศึกมักจะได้รับบาดเจ็บกลับมา และก็ได้ยาของถังซีฝานนี่เองที่ช่วยยื้อชีวิตเอาไว้
หลายต่อหลายครั้ง หากมิได้ยาของถังซีฝาน พี่ใหญ่ก็คงมิอาจทนพิษบาดแผลจนกลับถึงเมืองได้
ส่วนคนที่ธรรมดาสามัญที่สุดคือ ‘ถังเป่ยฝาน’ ในบันทึกของถังหนานฝานพรรณนาไว้ว่าน้องชายผู้นี้เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีผลงานโดดเด่น ไม่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเซียน ทั้งยังไร้ใจจะอ่านตำรา ทว่ากลับมีความสนใจใหลหลงในการทำขนมหวานเพียงอย่างเดียว
ในอัตชีวประวัติไม่ได้บรรยายถึงฝีมือของถังเป่ยฝานไว้ชัดเจนนัก กล่าวเพียงว่าร้านขนมของเขานั้นเปิดสาขาไปทั่วทุกแคว้น และไม่มีผู้ใดที่ได้ลิ้มลองแล้วไม่เอ่ยปากชม
เนื่องจากเป็นบุคคลเมื่อห้าร้อยปีก่อน ต่อให้เมิ่งฉีฮ่วนจะทุ่มเงินไปมากเพียงใด ก็รวบรวมงานเขียนมาได้เพียงไม่กี่เล่ม ก่อนจากมาเขาเคยสอบถามหมอผีว่า ‘หว่านอู้เซิง’ คือสิ่งใด แต่หมอผีเองก็มืดแปดด้านเช่นกัน
บางที… อาจจะต้องไปถึงเหลียวปี้เลี่ยตงเสียก่อนจึงจะได้คำตอบ
ไม่รู้ด้วยเหตุใด ในยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนกลับมีความรู้สึกลึก ๆ ว่า ถังเป่ยฝานอาจจะมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับเหลียวปี้เลี่ยตงก็เป็นได้
เพราะหลายปีที่ผ่านมา เครื่องบรรณาการจากเหลียวปี้เลี่ยตงมักจะมีขนมหวานรวมอยู่ด้วยเสมอ แม้จำนวนจะไม่มากทว่ากลับเป็นที่โปรดปรานของเหล่าสนมในวังหลังยิ่งนัก กษัตริย์แห่งเหลียวปี้เลี่ยตงเคยกล่าวว่าขนมเหล่านี้เก็บรักษาได้ยาก จึงมิอาจนำมาถวายคราวละมาก ๆ ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังพยายามจัดหามาให้
เคยมีผู้พยายามสืบหาวิธีทำ ทว่าขั้นตอนการทำกลับดูเหมือนกรรมวิธีทำขนมทั่วไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็มิอาจปรุงให้ได้รสชาติเช่นเดียวกับที่เหลียวปี้เลี่ยตงส่งมาถวาย
คราแรกมีคนสงสัยว่าชาวเหลียวปี้เลี่ยตงแอบปิดบังเคล็ดลับ จึงมีผู้ลอบแฝงตัวไปเฝ้าสังเกตการณ์ ทว่ากลับพบว่ามิได้มีการปิดบังแต่อย่างใด
แต่ขนมที่ทำจากสองสถานที่กลับมีรสชาติต่างกันราวฟ้ากับดิน ต่อให้เป็นช่างฝีมือจากเหลียวปี้เลี่ยตงมาทำที่นี่เอง รสชาติก็ยังคงเปลี่ยนไป ชวนให้ผู้คนพิศวงยิ่งนัก
หรือจะเป็นเพราะเหตุนี้?
ทว่าเพียงแค่ขนมหวาน จะสร้างปาฏิหาริย์อันใดได้?
ด้วยความสงสัยเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนและเฮ่อเจิ้งเทียนจึงกลับไปยังที่ตั้งของพรรคหมาป่าเหมันต์ เพื่อบอกให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตที่เมืองเทียนซิงอู่เหอได้ตามปกติ จากนั้นจึงรับตัวเจียงหมิงและจัดเตรียมเสบียงให้พร้อม แล้วมุ่งหน้าสู่เหลียวปี้เลี่ยตงต่อไป
หลังจากเดินทางผ่านทุ่งน้ำแข็งมาได้สองวัน ในที่สุดกลุ่มของเมิ่งฉีฮ่วนก็มาสมทบกับรถม้าของสองพี่น้องหงอวี้และหงซิ่ว
ดูเหมือนหงอวี้จะได้รับความเย็นจนร่างกายไม่ค่อยดีนัก สีหน้าของนางดูซีดเซียว หงซิ่วต้องประคองนางลงจากรถม้าเพื่อทำความเคารพ เมิ่งฉีฮ่วนเกรงว่าร่างกายของพวกนางจะทรุดโทรมลงไปอีกจึงมิได้รั้งตัวไว้เนิ่นนาน และสั่งให้รีบกลับขึ้นรถม้าไปเสีย
เฮ่อเจิ้งเทียนยังคงสวมชุดรัดกุมปกปิดร่างกายมิดชิด แม้แต่ดวงตาก็ยังถูกปิดทับด้วยผ้าโปร่งสีเข้ม ดูราวกับตุ๊กตาไร้ความรู้สึกตัวหนึ่ง
เมิ่งฉีฮ่วนเพียงชะโงกหน้าออกมาจากรถม้าครู่หนึ่งก่อนจะหดหัวกลับเข้าไป เขาจึงไม่ได้เห็นว่าในจังหวะที่หงอวี้กำลังก้าวขึ้นรถม้านั้น ลมหนาวได้พัดเอาผ้าคลุมกายของนางเลิกขึ้น ทว่าหงอวี้และหงซิ่วกลับทำราวกับมองไม่เห็นสิ่งใด และเดินขึ้นรถม้าไปตามปกติ
แม้จะมีผ้าโปร่งสีเข้มบดบังดวงตา ทว่าเฮ่อเจิ้งเทียนที่เคยเป็นองครักษ์ย่อมมีสายตาที่เฉียบคมยิ่ง เขาเห็นชัดเจนในยามที่ลมพัดผ้าคลุมของพวกนางเปิดออกว่า บนข้อมือของหงอวี้มีเส้นสายสีดำคดเคี้ยวพาดผ่านลามเข้าไปในถุงมือ และแม้แต่บนใบหน้าของหงซิ่ว ก็ปรากฏเส้นสายสีดำวูบหนึ่งขึ้นมาเช่นกัน
ทว่าเพียงพริบตาเดียวสิ่งเหล่านั้นก็เลือนหายไป
เฮ่อเจิ้งเทียนคิดจะแจ้งเรื่องนี้แก่เมิ่งฉีฮ่วน ทว่ากลับบังเอิญสบเข้ากับดวงตาขององครักษ์ลับที่ทำหน้าที่บังคับรถม้าคันนั้นเข้าพอดี หัวใจของเขาพลันกระตุกวูบ รีบทำทีเป็นมองไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ไม่ชี้
โชคดีที่ตอนที่เขามองหงอวี้และหงซิ่วนั้นเป็นการมองด้วยหางตา และรถม้าของพวกนางก็จอดอยู่ด้านข้าง ประกอบกับมีผ้าปิดตาอยู่ จึงยากที่จะสังเกตเห็นว่าเขากำลังมองที่จุดใด
ทว่าองครักษ์ลับผู้นั้นกลับจ้องมองเฮ่อเจิ้งเทียนด้วยดวงตาไร้แววประหนึ่งซากศพ จ้องเขม็งนิ่งค้างโดยไม่กะพริบตา ดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
เฮ่อเจิ้งเทียนมิกล้าแจ้งเรื่องแก่เมิ่งฉีฮ่วนในทันที เขาเพียงรอให้ทางรถม้าของหงอวี้และหงซิ่วให้สัญญาณว่าพร้อมเดินทาง จากนั้นจึงสะบัดแส้ควบม้านำทางออกไปเป็นคนแรก
เดิมทีเขาคิดว่ารถม้าของสองพี่น้องจะตามมาด้านหลัง เพื่อที่เขาจะได้หาจังหวะเคาะประตูรถม้าและแจ้งสิ่งที่พบให้เมิ่งฉีฮ่วนทราบ
ทว่ารถม้าคันนั้นกลับขับขนานข้างขึ้นมาอย่างผิดปกติ และองครักษ์ลับที่บังคับม้าก็หาได้มองทางไม่ กลับจ้องเขม็งมาที่เฮ่อเจิ้งเทียนตลอดเวลา
ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บจนแทบปลิดชีวิตผู้คน ทว่าบนแผ่นหลังของเฮ่อเจิ้งเทียนกลับมีเหงื่อเย็นไหลซึมออกมาชั้นหนึ่งโดยมิอาจห้ามได้…