ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 473 สกัดกั้นฝูงแมลงกู่
บทที่ 473 สกัดกั้นฝูงแมลงกู่
หลังจากพักผ่อนในบ้านชาวนาหนึ่งคืน เช้าวันต่อมา เมิ่งฉีฮ่วนก็อุ้มหลี่เยว่หานขึ้นรถม้า เฮ่อเจิ้งเทียนและเจียงหมิงต่างลอบพกถุงหอมบรรจุผงยาไว้กับตัว สำหรับเฮ่อเจิ้งเทียนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขาพกผงยาห่อใหญ่ของเมิ่งฉีฮ่วนติดตัวไว้อยู่แล้ว แต่สำหรับเจียงหมิงนี่ถือเป็นครั้งแรก
โชคดีที่เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้คนฝั่งนั้นเกิดความสงสัย
หลังจากชำระค่าที่พักกับชาวบ้านเรียบร้อย คณะของเมิ่งฉีฮ่วนก็เดินทางรอนแรมต่ออีกสองวัน สองวันนี้ตลอดเส้นทางไร้ซึ่งหมู่บ้านหรือที่พักแรม ยามค่ำคืนจึงต้องอาศัยนอนบนรถม้า ส่วนเสบียงอาหารก็ได้จากเฮ่อเจิ้งเทียนและองครักษ์ลับผู้ประหลาดคนนั้นที่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ป่ามาได้
ในช่วงเวลานี้ การไปรื้อรังพวกสัตว์ป่ามักจะได้ตัวที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ยิ่งนัก
ใกล้ ๆ นั้นมีลำธารที่กลายเป็นน้ำแข็ง เฮ่อเจิ้งเทียนใช้กระบี่เจาะช่องน้ำแข็งเพื่อตักน้ำกลับมา เขาหยิบถุงหอมใบใหญ่ออกมาต่อหน้าต่อตาคนเหล่านั้น แล้วกอบผงยาโยนลงไปในน้ำเพื่อต้มอย่างไม่เกรงใจ
“พี่ชายเฮ่อ ท่านทำอะไรน่ะ?” หงซิ่วขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “โยนผงอะไรลงไปต้มมากมายขนาดนั้น น้ำนี่จะยังดื่มได้อยู่อีกหรือ?”
เฮ่อเจิ้งเทียนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่า “แม่นางหงซิ่วคงยังไม่รู้ ในถุงหอมของท่านอ๋องล้วนเป็นสมุนไพรทั้งสิ้น ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ ต้มดื่มแล้วจะช่วยคลายหนาวได้ ประเดี๋ยวเจ้าก็แบ่งไปให้แม่นางหงอวี้สักชามเถอะ นางต้องลมหนาวครานี้ดูจะลำบากไม่น้อย”
แม้หงซิ่วจะไม่พอใจ แต่เมื่อฟังเหตุผลแล้วนางก็ยอมอดทนไว้ ทว่ายามที่น้ำเริ่มเดือดพล่าน หงซิ่วกลับหลบขึ้นไปอยู่บนรถม้าทันที
สัตว์ป่าที่ล่ามาได้ถูกจัดการล้างสะอาดตั้งแต่ตอนไปตักน้ำแล้ว เฮ่อเจิ้งเทียนโรยผงยาไปทั่วทั้งด้านนอกด้านในของตัวสัตว์ จากนั้นก็นำเครื่องเทศที่เจียงหมิงพกมาทาทับลงไปอีกชั้น
หลังจากย่างไปได้ครู่หนึ่ง หนังข้างนอกก็เริ่มเหลืองกรอบ เครื่องเทศของเจียงหมิงซึมเข้าเนื้อจนกลบกลิ่นผงยาไปหมดสิ้น ทั้งยังส่งกลิ่นหอมหวลยั่วน้ำลายยิ่งนัก
เฮ่อเจิ้งเทียนเฉือนขาส่วนหลังสองข้างอย่างระมัดระวังไปส่งให้ที่รถม้า จากนั้นเขาก็เฉือนขาหน้าของกวางโรมาข้างหนึ่ง แล้วนั่งล้อมวงกินข้างกองไฟอย่างสำราญใจ
หงซิ่วชะโงกหน้าออกมาจากรถม้า “พี่ชายเฮ่อ แบ่งเนื้อให้พวกเราบ้างได้หรือไม่?”
เฮ่อเจิ้งเทียนไม่ได้เงยหน้ามองแม้แต่นิด “ให้องครักษ์มาเอาไปสิ ข้ากินแค่ขาเดียวก็อิ่มแล้ว”
เขาท่าทีนิ่งเฉย ไม่มีเจตนาจะเดินเอาไปส่งให้เลยแม้แต่น้อย
หงซิ่วอาจจะตระหนักได้ว่าเฮ่อเจิ้งเทียนเริ่มไม่เกรงใจนางแล้ว จึงปิดหน้าต่างรถม้าดังปัง ไม่นานนัก องครักษ์ลับก็เดินเข้ามาถามเฮ่อเจิ้งเทียนว่าเขาจะกินอีกเท่าไหร่ เฮ่อเจิ้งเทียนบอกว่ากินแค่ขาเดียวก็พอ องครักษ์ผู้นั้นจึงยกขาที่เหลือและกวางโรที่เหลือทั้งหมดไป
เฮ่อเจิ้งเทียนมองตามหลังองครักษ์ลับที่เดินกลับไปแบ่งเนื้อกินบนรถม้าพลางยิ้มเย็น
เขาไม่ได้หวังให้พวก ‘ศพเดินได้’ เหล่านี้กินอาหารจริง ๆ หรอก แต่พวกนั้นต้องแสดงละครตบตา ทว่าหากเนื้อนี้ถูกกินลงท้องไปเมื่อไหร่ การจะพิสูจน์ว่าพวกนั้นเป็นคนหรือผีก็จะมีคำตอบทันที
ตามที่เมิ่งฉีฮ่วนคาดการณ์ไว้ ศพเดินได้พวกนี้คงจะกินเนื้อไปสองสามคำเพื่อบังหน้า แล้วหาข้ออ้างส่งเนื้อที่เหลือคืนให้เฮ่อเจิ้งเทียน แต่นั่นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือหากศพเดินได้เหล่านี้กินเนื้อเข้าไป พวกมันก็ไม่อาจคงสภาพศพเดินได้ไว้ได้อีกต่อไป
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เฮ่อเจิ้งเทียนก็ได้แต่มองฟ้าถอนหายใจ
องครักษ์ลับเหล่านั้นก็คือพี่น้องของเขาเหมือนกัน ยามนี้เห็นพี่น้องที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขต้องกลายมาอยู่ในสภาพที่ไม่ใช่คนไม่ใช่ผีเช่นนี้ ในใจของเขาช่างปวดร้าวนัก
ทว่าย่อมไร้หนทางแก้ไข ในเมื่อพวกเขาไม่ระวังตัวเองให้ดี…
เขาคิดพลางกัดกินเนื้อขากวางโรที่เหลือจนเกลี้ยง จิบน้ำต้มที่เริ่มเย็นลง จากนั้นก็เดินไปที่ริมลำธารอย่างสบายอารมณ์ ล้างไม้ล้างมือแล้วตักน้ำกลับมาใหม่ ในตอนนั้นรถม้าของพวกหงซิ่วไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แล้ว ทว่าเมื่ออาศัยแสงจันทร์มองดู เฮ่อเจิ้งเทียนกลับเห็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ จำนวนมหาศาลยุบยับเต็มไปหมด จนเขารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“นายท่าน” หลังจากโรยผงยาลงในน้ำและตั้งไฟต้มอีกครั้ง เฮ่อเจิ้งเทียนก็ขยับเข้าไปใกล้รถม้าของเมิ่งฉีฮ่วนอย่างระแวดระวังพลางเรียกเสียงเบา
ครืด— ประตูรถม้าเปิดออก เจียงหมิงที่นั่งอยู่ข้างในส่งสัญญาณมือให้ เฮ่อเจิ้งเทียนรีบปีนขึ้นรถม้า สะบัดแส้ควบม้าทะยานออกไปภายใต้แสงจันทร์ทันที
“เกิดอะไรขึ้น!” เฮ่อเจิ้งเทียนถามเสียงดัง
“หลังจากคนบนรถม้าคันนั้นตายหมด แมลงกู่ก็พากันคลานออกมา ข้ากับท่านอ๋องอาศัยแสงจันทร์มองดู เห็นพวกมันกำลังมุ่งหน้ามาที่รถม้าของพวกเรา เจ้าเอาผงยาติดตัวไปหมด ข้าไม่กล้าแม้แต่จะก้าวออกจากรถ! ยังดีที่ท่านอ๋องโยนระเบิดมือออกไปลูกหนึ่ง คำนวณเวลาดูแล้วยามนี้คงระเบิดพอดี!”
คำอธิบายของเจียงหมิงที่ดังมาจากด้านหลัง ทำเอาเฮ่อเจิ้งเทียนเหงื่อกาฬไหลพรากด้วยความตกใจ
เดิมทีเขาไม่รู้จักระเบิดมือ แต่เจียงหมิงรู้จัก เพราะมันเป็นสิ่งที่เจียงหมิงประดิษฐ์ขึ้นมาเอง มีสายชนวน จะระเบิดช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับความยาวของสายชนวน พวกเขาพกติดตัวมาไม่น้อยเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย
ใครจะนึกว่าเหตุสุดวิสัยจะเกิดขึ้นกับคนกันเอง และต้องนำของสิ่งนี้มาใช้กับสหายร่วมทาง
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เฮ่อเจิ้งเทียนก็ปาดหน้าปาดเหงื่อพลางเร่งควบรถม้าให้เร็วขึ้นไปอีก
ท่ามกลางทุ่งหิมะอันหนาวเหน็บ แม้แรงระเบิดจะทำลายรถม้าคันนั้นได้ ทว่าแมลงกู่จำนวนมหาศาลเหล่านั้นย่อมถูกแรงระเบิดกระเด็นไปทั่วทุกทิศทางเช่นกัน สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้แมลงเหล่านั้นตามทัน พวกเขาจึงจะปลอดภัย
เขาสะบัดแส้ควบม้าต่อไปจนกระทั่งฟ้าสาง ในที่สุดเมิ่งฉีฮ่วนก็สั่งให้หยุดรถ
เบื้องหลังคือป่าเขารกช้าง เดิมทีเมิ่งฉีฮ่วนคิดจะจุดไฟเป็นแนวยาวเพื่อกั้นฝูงแมลงกู่ แต่เขาไม่คุ้นชินกับภูมิประเทศแถบนี้ ทั้งยังเกรงว่าไฟจะลามจนเผาป่าและสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในหมู่บ้านละแวกใกล้เคียง
ยามนี้ฟ้าแจ้งแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนสำรวจชัยภูมิอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อพบว่าบริเวณรอบข้างไร้ผู้คนอาศัย จึงสั่งให้เฮ่อเจิ้งเทียนหยุดรถ
บุรุษสามคนช่วยกันกวาดกิ่งไม้แห้งมาวางขวางถนนไว้อย่างรวดเร็ว โดยมิต้องราดน้ำมัน เพียงแค่ใช้ไม้ขีดไฟจุดเพียงครู่เดียว เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นมาทันตา
“นายท่าน มั่นใจได้อย่างไรว่าพวกแมลงกู่จะตามเรามา?”
เฮ่อเจิ้งเทียนมองดูเปลวไฟที่โชติช่วงพลางเอ่ยถามอย่างเหม่อลอย
“แล้วเจ้าคิดว่าศพเดินได้ที่ถูกแมลงกู่ควบคุมเหล่านั้นหาพวกเราเจอได้อย่างไรกันล่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางปรายตาไปมองรถม้าที่จอดอยู่ไม่ไกล
เฮ่อเจิ้งเทียนพลันเข้าใจในทันที หลี่เยว่หานถูกพิษกู่เล่นงานจนความเป็นตายเท่ากัน แมลงกู่เหล่านั้น… คงจะตามกลิ่นอายของแมลงกู่ในตัวหลี่เยว่หานมาเป็นแน่
“แม่นางหงอวี้อาจจะยังไม่ตาย” เฮ่อเจิ้งเทียนพึมพำ “ตอนข้าพบนาง นางเพียงแค่ป่วยหนัก ดวงตาของนางอย่างน้อยก็ยังมีความสดใสเยี่ยงมนุษย์”
เจียงหมิงปรายตามองเฮ่อเจิ้งเทียนพลางเอ่ยเรียบ ๆ “ตั้งแต่ตอนอยู่ที่หมู่บ้าน พวกเราก็ไม่เห็นแม่นางหงอวี้ออกจากรถม้าอีกเลย เกรงว่าคงจะ…”
เขาไม่ได้พูดจนจบประโยค ทว่าทุกคน ณ ที่นั้นต่างเข้าใจความหมายได้เป็นอย่างดี ชั่วขณะหนึ่ง บุรุษทั้งสามต่างมองจ้องไปที่กองไฟด้วยความเงียบงัน
“ไปกันเถอะ!” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยทำลายความเงียบเป็นคนแรก “เฮ่อเจิ้งเทียน เจ้าเข้าไปพักผ่อนในรถม้าเถอะ เส้นทางต่อจากนี้ข้าจะขับรถม้าเอง”