ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 475 พระสนมชุย
บทที่ 475 พระสนมชุย
เมื่อยี่สิบปีก่อน ยามที่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงคัดเลือกพระสนม บุตรสาวสายตรงของตระกูลชุยผู้มีกิริยามารยาทสง่างามและรูปโฉมหมดจดถูกคัดเลือกเข้าวัง นางได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ‘สนมอัน’ ตั้งแต่เริ่มแรก พร้อมทั้งประทานตำหนักกว่างหยางให้เป็นที่พำนัก
ทั้งยังได้รับพระราชทานทองเงินอัญมณีและผ้าแพรพรรณล้ำค่านับไม่ถ้วน ส่งผลให้ชื่อเสียงของตระกูลชุยในเมืองหลวงรุ่งโรจน์จนไม่มีใครเทียบได้ในตอนนั้น
ในอดีต ตระกูลของฮองเฮานั้นวางตัวต่ำต้อยเรียบง่ายผิดกับตระกูลชุยที่เพิ่งได้รับความโปรดปรานกลับวางอำนาจบาตรใหญ่ ถึงขั้นมีข่าวลือหนาหูว่าฮองเฮาไม่เป็นที่โปรดปรานอีกต่อไป ทรงเก็บตัวอยู่แต่ในวังลึกและไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการฝ่ายใน ต่อไปทิศทางลมในวังจะพัดไปทางไหนก็คงต้องดูที่พระสนมชุยผู้เป็นที่โปรดปรานคนใหม่
เพราะตำแหน่งสี่พระสนมเอกนั้นไม่มีการขยับเขยื้อนมานานหลายปี บรรดาสาวงามที่เข้าวังมาใหม่มีเพียงบุตรสาวตระกูลชุยเท่านั้นที่ก้าวกระโดดขึ้นสู่ตำแหน่งพระสนมได้ทันที
ด้วยเหตุนี้ บรรดาขุนนางในราชสำนักต่างพากันถวายฎีกาคัดค้านและทูลทัดทานให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นปฏิบัติตามธรรมเนียมโบราณ โดยไม่ควรให้เกียรติและอำนาจแก่ตระกูลชุยมากเกินไป มิฉะนั้นตระกูลชุยอาจเกิดความทะเยอทะยานจนคิดคดกระด้างกระเดื่องได้
ในเวลานั้น คนในตระกูลชุยยังรับราชการอยู่ในราชสำนักไม่น้อย เมื่อได้ยินผู้อื่นกล่าวถึงตระกูลตนเช่นนั้นจึงเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง พายุความขัดแย้งนี้ยืดเยื้ออยู่นานเกือบหนึ่งปี จนกระทั่งฝ่ายพระสนมชุยเป็นผู้ทูลขอลดตำแหน่งตนเองลงมาเป็น ‘กุ้ยเหริน’ เรื่องราวถึงได้สงบลง
และในปีเดียวกันนั้นเองที่พระนางเริ่มมีอาการป่วยออด ๆ แอด ๆ เดิมทีฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ทรงรักถนอมนางอยู่แล้ว แม้จะถูกลดตำแหน่งลงมาแต่ก็ยังให้พำนักอยู่ที่ตำหนักกว่างหยางตามเดิม เครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ กลับเพียบพร้อมยิ่งกว่าแต่ก่อน แม้แต่สตรีในตระกูลชุยก็ยังสามารถเข้าออกวังมาเยี่ยมเยียนได้บ่อยครั้ง
หลังจากผ่านไปครึ่งปี สุขภาพของพระนางก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ส่วนคนในตระกูลชุยต่างก็พากันถวายฎีกาขอลาออกจากตำแหน่งราชการ เพื่อไม่ให้พระนางต้องลำบากใจในวังหลังอีกต่อไป
การกระทำนี้ทำให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงชื่นชมตระกูลชุยเป็นอย่างมาก เมื่อไม่มีตระกูลเดิมคอยเป็นภาระรบกวน ฮ่องเต้จึงทรงมอบความรักความโปรดปรานให้พระนางอย่างเปิดเผยและไร้ขีดจำกัด หากไม่เกรงใจความรู้สึกของฮองเฮา พระองค์คงจะแต่งตั้งพระนางจากตำแหน่งกุ้ยเหรินขึ้นเป็นพระมเหสี ไปนานแล้ว
แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ นับตั้งแต่คนตระกูลชุยออกจากราชสำนักไป พวกเขาก็ไม่เคยย่างกรายเข้าวังมาอีกเลย แม้แต่พระนางเองก็ไม่เคยร้องขอให้นัดพบใคร นางเพียงใช้ชีวิตเรียบง่ายชมดอกไม้ในสวน หากมีอารมณ์สุนทรีย์ก็นำดนตรีมาบรรเลงหรือร่ายรำไปตามจังหวะ ดูไปแล้วก็ไม่ต่างจากพระสนมผู้เป็นที่โปรดปรานทั่วไป
ทว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ชาวบ้านเริ่มพากันร่ำลือถึงรูปโฉมของพระนาง
กล่าวกันว่านางมีผิวขาวราวหิมะ เส้นผมดำขลับราวน้ำตก คิ้วเรียวงามดั่งทิวเขาไกล ดวงตาสื่อความหมายลึกซึ้งเป็นประกายแฝงไปด้วยความอ่อนหวาน จมูกโด่งรั้นเล็กน้อยดูน่าเอ็นดู ริมฝีปากแดงระเรื่อราวกับแต้มชาด แม้ไม่ผัดแป้งแต่งหน้าก็งดงามล้ำเลิศ หากแต่งแต้มเพียงนิดก็งดงามล่มเมือง
สตรีที่เพียบพร้อมด้วยความงามเช่นนี้ กลับยอมเสียสละเพื่อไม่ให้องค์จักรพรรดิต้องลำบากใจ โดยการเกลี้ยกล่อมให้ตระกูลของตนออกจากราชสำนัก และไม่เคยคิดจะใช้อำนาจความโปรดปรานเพื่อหาผลประโยชน์ให้ญาติพี่น้องเลยแม้แต่น้อย ช่างเป็นยอดหญิงที่ควรค่าแก่การทะนุถนอมไว้ในใจอย่างยิ่ง
ข่าวลือเหล่านี้แพร่กระจายเข้าสู่รั้ววังอย่างรวดเร็ว แต่พระนางกลับทำราวกับไม่ได้ยินและยังคงใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมต่อไป
จนกระทั่งข่าวลือเริ่มเปลี่ยนทิศทางไปโจมตีฮองเฮา ว่าทรงใช้อำนาจปิดบังฟ้าด้วยมือเดียว คอยขัดขวางไม่ให้ฮ่องเต้แต่งตั้งยศให้พระสนมชุย ในตอนนั้นเองที่พระนางทรงตั้งครรภ์ และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง สาวใช้ล้างเท้าในตำหนักของนางก็ถูกตรวจพบว่าตั้งครรภ์เช่นกัน
สาวใช้ล้างเท้าผู้นั้นเคยได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเพราะความผิดพลาดในคืนที่พระองค์ทรงมึนเมา
เมื่อพระสนมชุยตั้งครรภ์ได้ห้าเดือน ทารกในครรภ์กลับสิ้นใจตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แต่ลูกของสาวใช้ล้างเท้ากลับคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย เพื่อปลอบประโลมใจพระสนมชุย ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงสั่งประหารสาวใช้ล้างเท้าผู้นั้นเสีย
แล้วนำทารกมามอบให้พระสนมชุยเลี้ยงดูแทน พร้อมทั้งแต่งตั้งนางขึ้นเป็น ‘ชุยกุ้ยเฟย’ และพระราชทานรางวัลแก่ตระกูลชุยอย่างมหาศาลจนน่าตระการตา
แม้เหล่าขุนนางจะรู้สึกว่าการพระราชทานรางวัลในครั้งนี้ดูจะเกินพิกัดไปบ้าง แต่ตระกูลทางฝั่งฮองเฮากลับไม่ได้คัดค้านเพื่อรักษาชื่อเสียงของพระนางไว้ ประกอบกับตระกูลชุยเองก็วางตัวต่ำต้อยมาตลอด และชะตากรรมของชุยกุ้ยเฟยก็น่าเวทนาจริง ๆ หลังจากมีขุนนางเฒ่าหัวรั้นทัดทานอยู่สองสามครั้ง เรื่องนี้ก็ไม่มีใครยกขึ้นมาพูดถึงอีก
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ นับตั้งแต่ชุยกุ้ยเฟยรับองค์ชายรองจงเจิ้งเซวียนมาเลี้ยงดู ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ไม่เคยเสด็จไปประทับค้างคืนที่ตำหนักกว่างหยางอีกเลย ทุกคนต่างคิดว่าทั้งสองอาจมีเรื่องขัดใจกัน แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีทีท่าจะคืนดีกันได้ เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนจึงได้แต่ทอดถอนใจว่า นับแต่โบราณมาน้ำใจจักรพรรดินั้นช่างแสนบาง
ความงามของชุยกุ้ยเฟยนั้นเลื่องลือไปทั่วแคว้นตงฮั่น เล่ากันว่าครั้งหนึ่งยามที่ทูตจากแคว้นบริวารเข้าเฝ้าและได้เห็นเพียงเสี้ยวหน้าของพระนาง ก็เข้าใจผิดว่าเป็นเจ้าหญิงของแคว้นตงฮั่นถึงขั้นกล้าหาญชาญชัยเอ่ยปากขอแต่งงาน แต่เมื่อทราบว่าเป็นถึงพระมเหสีของฮ่องเต้ ด้วยความตกใจและอับอายจนเลือดลมตีกลับ ถึงขั้นสิ้นใจตายอยู่ตรงนั้นทันที
ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครกังขาในรูปโฉมของพระนางอีกเลย และยังมีคำยืนยันจากเหล่านางกำนัลแก่ ๆ ที่เคยรับใช้ในวังว่า ผิวพรรณของชุยกุ้ยเฟยนั้นขาวผ่องและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ขาวเสียจนใบหน้านั้นเพียงแค่แต้มชาดเพียงนิดเดียวก็งดงามจนยากจะละสายตา
…..
เจียงหมิงค่อย ๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวเหล่านี้จากความทรงจำ ก่อนจะสรุปข้อวินิจฉัยในใจทันที
เขาไม่ใช่ว่าไม่เคยพบชุยกุ้ยเฟย เพียงแต่เป็นเพราะเคยเห็นนางมากับตา เขาจึงเผลอมองข้ามพระนางไปโดยสัญชาตญาณ เพราะท้ายที่สุดพระนางก็สิ้นชีพไปแล้ว
ในยามที่ชุยกุ้ยเฟยเข้าสู่วัยกลางคน แม้จะดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่อาจหลีกหนีร่องรอยแห่งกาลเวลาได้ สีหน้าท่าทางของพระนางจึงดูไม่ค่อยผ่องใส่นัก มีเพียงเครื่องหน้าอันงดงามที่ช่วยปกปิดริ้วรอยเอาไว้ ทำให้นางยังคงดูงดงามอยู่เสมอ
แต่เมื่อลองย้อนคิดดูดี ๆ เจียงหมิงพบว่าทุกครั้งที่เขาเห็นชุยกุ้ยเฟย พระนางจะแต่งหน้าจัดเต็มอยู่เสมอ ดูสง่างามและสูงศักดิ์ยิ่งนัก เดิมทีเขานึกว่านั่นเป็นเพียงการรักษามาดของพระมเหสี แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เช่นนั้นเสียแล้ว
เจียงหมิงเคยมีโอกาสเห็นมือของชุยกุ้ยเฟยอยู่ครั้งหนึ่ง มันทั้งแห้งเหี่ยวและขาวซีดจนน่ากลัว ราวกับมีเพียงผิวหนังบาง ๆ หุ้มกระดูกเอาไว้เท่านั้น หากเขาเดาไม่ผิด ชุยกุ้ยเฟยนั่นแหละคือผู้ที่สอนวิชากู่ให้กับจงเจิ้งเซวียน
และความงามของพระนางที่เพิ่งมาเลื่องลือหลังจากเข้าวังไปแล้วนั้น เป็นหลักฐานโดยอ้อมที่พิสูจน์ว่า ชุยกุ้ยเฟยที่อยู่ในวัง แท้จริงแล้วไม่ใช่บุตรสาวสายตรงของตระกูลชุยตัวจริง! ในอดีต หลังจากที่ตระกูลชุยส่งสตรีผู้นี้เข้าวัง พวกเขาคงนึกว่าเป็นการร่วมมือกัน จึงยังคงครองอำนาจในราชสำนักอย่างเหนียวแน่นไม่ยอมถอย
จนกระทั่งความวางอำนาจของตระกูลชุยเริ่มสร้างความไม่พอใจให้แก่คนจำนวนมาก ประกอบกับการที่สตรีผู้นี้ได้รับความโปรดปรานอย่างล้นหลามทันทีที่เข้าวัง ทำให้พระนางต้องแสร้งทำเป็นเจ็บป่วย และอาศัยช่วงที่คนในตระกูลมาเยี่ยมไข้ เกลี้ยกล่อมให้พวกเขารีบถอนตัวออกจากเมืองหลวงโดยเร็ว
มิเช่นนั้น เรื่องที่บุตรสาวตัวจริงของตระกูลชุยไม่ได้เข้าวังอาจถูกเปิดเผยออกมา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นย่อมไม่มีใครสามารถรับผิดชอบผลที่ตามมาได้
ดังนั้นหลังจากที่แสร้งป่วยอยู่ครึ่งปี คนตระกูลชุยจึงพากันออกจากราชสำนักและย้ายออกจากเมืองหลวง เพื่อปกป้องความลับของตระกูล และชุยกุ้ยเฟยเองก็ไม่ติดต่อกับตระกูลเดิมอีก เพราะนั่นไม่ใช่ญาติพี่น้องของนางจริง ๆ
ส่วนฮ่องเต้หลิงอวิ๋นนั้น บางทีอาจจะทรงระแคะระคายหรือล่วงรู้ความลับบางอย่าง จึงไม่เสด็จไปประทับค้างคืนที่ตำหนักกว่างหยางอีก ส่วนเรื่องสาวใช้ล้างเท้านั้นอาจเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น แม้แต่จงเจิ้งเซวียนเองก็คงไม่อาจบอกได้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร
เท่าที่เจียงหมิงรู้ เหตุผลที่หนานเจียงรักษาความลึกลับและไม่ก้าวย่างออกจากภูเขานับแสนยอดมานานหลายปี ก็เพราะประชากรของพวกเขานั้นเบาบางนัก การคลุกคลีอยู่กับแมลงกู่เป็นเวลานานส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างรุนแรง ทำให้การให้กำเนิดทายาทไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
นี่จึงเป็นสาเหตุที่จงเจิ้งเซวียนแต่งงานมาหลายปีแต่กลับไม่มีทายาทเลยสักคน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เจียงหมิงก็หันไปให้ความสนใจกับอีกประเด็นหนึ่ง
ในเมื่อวิชากู่ของจงเจิ้งเซวียนน่าจะมีชุยกุ้ยเฟยเป็นผู้สอน แต่ในยามนี้ทั้งพระนางและจงเจิ้งเซวียนต่างก็สิ้นชีพไปหมดแล้ว เช่นนั้นคนที่กำลังลอบติดตามพวกเขาอยู่ในตอนนี้… คือใครกันแน่?
หรือจะเป็นคนจากหนานเจียง?
จะมาแก้แค้นให้จงเจิ้งเซวียนกับชุยกุ้ยเฟยอย่างนั้นหรือ?
เรื่องนี้มันดูไม่สมเหตุสมผลไปหน่อยกระมัง?