ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 476 สิบสองถ้ำแห่งหนานเจียง
บทที่ 476 สิบสองถ้ำแห่งหนานเจียง
เมื่อตะวันตกดิน เมิ่งฉีฮ่วนก็บังคับรถม้ามาหยุดพักที่อำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ระหว่างมื้อค่ำ เจียงหมิงได้เล่าข้อสันนิษฐานของเขาให้เมิ่งฉีฮ่วนฟังเพื่ออยากรู้ว่าอีกฝ่ายมีความคิดเห็นอย่างไร
ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับยิ้มออกมาบาง ๆ “เจ้าเดาถูกแล้ว ตระกูลชุยคนนั้นไม่ใช่บุตรสาวสายตรงตัวจริงของตระกูลชุย นางเป็นคนหนานเจียงที่แฝงตัวเข้าวังมาเพื่อหวังจะเปลี่ยนฮ่องเต้หลิงอวิ๋นให้เป็นหุ่นเชิด เพื่อที่หนานเจียงจะได้รุกรานแคว้นตงฮั่นได้โดยง่าย”
เจียงหมิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“ข้าก็มาจากเกาะถงเซิงนะ” เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะ “ในรอบสิบกว่าปีมานี้ มีไม่กี่คนที่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะทรงไว้เนื้อเชื่อใจ และข้าก็เป็นหนึ่งในนั้น ดังนั้นหลายเรื่องพระองค์จึงบอกแก่ข้าโดยตรง”
“ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงเป็นถึงประมุขของแผ่นดิน พระองค์ย่อมสืบหาเบื้องหลังของชุยกุ้ยเฟยได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่เพื่อไม่ให้แหวกหญ้าให้งูตื่น จึงทรงแอบส่งคนไปกดดันให้คนตระกูลชุยยอมฟังคำของนางและย้ายออกจากเมืองหลวงไปเสีย”
“ส่วนจงเจิ้งเซวียนนั้นเป็นลูกของสาวใช้ล้างเท้าจริง ๆ เพียงแต่สาวใช้คนนั้นเป็นคนที่ชุยกุ้ยเฟยส่งไปปรนนิบัติฮ่องเต้ด้วยตนเอง เพราะนางรู้ดีว่าร่างกายของนางไม่สามารถมีบุตรได้ จึงให้คนของตนเองขึ้นมาทำหน้าที่แทน แม้ฮ่องเต้จะไม่ได้ตรัสออกมาตรง ๆ แต่ข้าเดาว่าเหตุผลที่พระองค์ทรงมองตัวตนของนางออกก็น่าจะเป็นเพราะทรงถูกวางกู่นั่นแหละ ถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่าพระองค์ทรงถอนกู่ออกได้อย่างไร หรือทำไมถึงยังเก็บนางเอาไว้ แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เจ้าเดานั้นถูกต้องมาก”
เมื่อได้ยินคำบอกเล่าจากปากเมิ่งฉีฮ่วน เจียงหมิงก็รู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างอยู่ยากขึ้นทุกที “สรุปว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่ความลับสำหรับท่านเลยงั้นหรือ? แล้วทำไมท่านถึงไม่เปิดโปงนางให้เร็วกว่านี้เล่า? อีกอย่าง ถ้าท่านรู้ว่าชุยกุ้ยเฟยเป็นสตรีที่ใช้กู่ได้ ตอนที่คุมตัวนางไปส่งที่กรมราชทัณฑ์ ทำไมท่านถึงวางใจพาฮูหยินไปด้วย?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของเมิ่งฉีฮ่วนก็หม่นแสงลง “ครั้งนั้น… เป็นความโอหังของข้าเอง ชุยกุ้ยเฟยถูกฮ่องเต้หลิงอวิ๋นวางยาพิษทำลายวิชากู่ในร่างไปนานแล้ว ข้าจึงคิดว่านางไม่มีความสามารถพอจะวางกู่ใครได้อีก แต่กลับลืมไปว่าจงเจิ้งเซวียนนั้นนางเป็นคนสั่งสอนมากับมือ เรื่องที่นางลงมือเองไม่ได้ ก็ย่อมยืมมือคนอื่นทำให้ได้เช่นกัน”
“เช่นนั้น… สตรีผู้นั้น ก็คือเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสิบสองถ้ำอย่างนั้นหรือ?” เจียงหมิงเอ่ยข้อสันนิษฐานที่อาจหาญยิ่งกว่าเดิม
เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้ายอมรับโดยไม่ปิดบัง “นอกจากเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสิบสองถ้ำแล้ว ข้าก็นึกไม่ออกว่าจะมีใครที่อยากให้หนานเจียงรุกรานแคว้นตงฮั่นได้มากขนาดนี้ อีกทั้งสายข่าวก็ระบุว่าเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์มีอายุไล่เลี่ยกับชุยกุ้ยเฟย และเดิมทีตระกูลชุยก็มีถิ่นฐานบรรพบุรุษอยู่ที่เขตแดนทางใต้อยู่แล้ว”
คราวนี้เจียงหมิงกลับนิ่งเงียบไป
แต่เงียบได้ไม่นาน เขาก็โพล่งข้อสันนิษฐานที่ใจกล้าออกมาอีก “ที่เมื่อก่อนฝ่าบาทไม่จัดการชุยกุ้ยเฟย เป็นเพราะพระองค์ทรงรักนางจริง ๆ ใช่หรือไม่?”
“ใครจะไปรู้ล่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนจิบชาคำหนึ่ง “ความจริงเรื่องพวกนี้ข้าก็เพิ่งมารู้หลังจากชุยกุ้ยเฟยตายไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้ข้าถูกฮ่องเต้หลิงอวิ๋นใช้เป็นเครื่องมือเข้าให้แล้ว”
เจียงหมิงชะงัก “ท่านจะบอกว่า ฝ่าบาททรงอยากกำจัดชุยกุ้ยเฟยและองค์ชายรองมาตลอด แต่ไม่สามารถลงมือเองได้ จึงต้องยืมมือท่านมาบีบให้พระองค์ต้องลงมืออย่างนั้นหรือ?”
“อืม” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า “น่าเสียดายที่ตอนนั้นข้าถูกความโกรธบังตาเพราะเยว่หานถูกพิษกู่ พอคิดว่าตอนที่นางคลอดลูกแล้วกู่กำเริบขึ้นมา ข้าก็อยากจะฆ่าจงเจิ้งเซวียนทิ้งเพื่อระบายแค้น จนทำให้ตกหลุมพรางของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นไปอย่างง่ายดาย”
พูดพลัน เมิ่งฉีฮ่วนก็หยิบเอาลัญจกรหยกขาวนวลชิ้นเล็กออกมาจากอกเสื้อ “และเป็นเพราะแบบนี้ ข้าถึงสามารถถือสิ่งนี้ออกจากเมืองหลวงมาได้”
“ลัญจกรหยก…” เจียงหมิงตกตะลึง “ลัญจกรหยกที่มีตำนานว่ามีพลังแห่งการช่วยโลก…”
“ใช่” เมิ่งฉีฮ่วนวางลัญจกรหยกไว้บนโต๊ะด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ไม่ปิดบังเจ้าหรอกนะ ในลัญจกรหยกนี้มีพื้นที่อีกโลกหนึ่งอยู่ ภายในนั้นมีน้ำพุวิญญาณที่มหัศจรรย์มาก เพียงแค่ได้ดื่มกิน โรคภัยไข้เจ็บจะมลายสิ้น บาดแผลจะหายสนิท เจ้าว่าของแบบนี้เรียกว่าพลังแห่งการช่วยโลกได้ไหมล่ะ?”
เจียงหมิงไม่ได้ตอบคำถาม เขาได้แต่จ้องมองลัญจกรหยกตาค้าง
“แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่มีวิธีเข้าถึงมันแล้ว เดิมทีข้ายังพอมีพลังที่จะเข้าไปในพื้นที่ของลัญจกรหยกได้บ้าง แต่ตั้งแต่เยว่หานเริ่มอ่อนแอลง ข้าก็ไม่สามารถสัมผัสถึงพื้นที่นั้นได้อีก จนกระทั่งเยว่หานหมดสติไป ลัญจกรหยกก็สิ้นไร้ไอวิญญาณ กลายเป็นเพียงตราประทับธรรมดาชิ้นหนึ่ง มิเช่นนั้นข้าคงเอาน้ำพุวิญญาณออกมาช่วยชีวิตเยว่หานได้แล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“ท่านอ๋องโปรดอย่าได้เสียใจไป ข้าเชื่อว่าที่เหลียวปี้เลี่ยตงต้องมีวิธีช่วยพระชายาแน่ ๆ ครับ” เจียงหมิงข่มความตกใจในใจไว้แล้วเอ่ยปลอบ
“อืม” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า ก่อนจะเก็บลัญจกรหยกกลับคืนไป แล้วมองหน้าเจียงหมิง “พูดมาตั้งนาน เจ้าคงเดาออกแล้วใช่ไหมว่าคนที่ตามล่าเราอยู่ข้างหลังคือใคร”
“คนของสิบสองถ้ำ” เจียงหมิงพยักหน้า
“ไม่ใช่นะ” เมิ่งฉีฮ่วนส่ายหน้า “แต่เป็นผู้ปกครองถ้ำแห่งสิบสองถ้ำต่างหาก”
ใบหน้าของเจียงหมิงซีดเผือดลงในทันที
เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวต่อ “เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ก็ตายแล้ว บุตรศักดิ์สิทธิ์ ก็ตายแล้ว แถมยังเรียกได้ว่าตายด้วยน้ำมือข้าทั้งคู่ คนหนานเจียงไม่มีทางยอมอยู่เฉยแน่ แต่พวกเขารู้ว่าข้ามีวรยุทธสูงส่ง ดังนั้นการที่ผู้ปกครองถ้ำแห่งสิบสองถ้ำจะลงมือตามล่าข้าด้วยตัวเอง จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด”
“อย่างเช่นตอนนี้ คนที่ตามล่าเราได้เข้ามาในโรงเตี๊ยมแห่งนี้แล้ว ข้าได้กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ จากตัวพวกมัน” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลันก็ตบบ่าเจียงหมิงที่นั่งอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก “คืนนี้จำไว้ว่าให้นอนเบียดกับเฮ่อเจิ้งเทียนไว้หน่อย บนตัวเขามียาผงที่ข้าปรุงไว้ ต่อให้เป็นแมลงกู่ก็ไม่กล้าเข้าใกล้”
พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ลุกเดินขึ้นชั้นบนไป ปล่อยให้เจียงหมิงนั่งตัวแข็งทื่ออยู่เพียงลำพังด้วยความรู้สึกเย็นวาบไปถึงหนังศีรษะ
วินาทีที่เมิ่งฉีฮ่วนบอกว่าผู้ปกครองถ้ำเข้ามาในโรงเตี๊ยมแล้ว เจียงหมิงก็รู้สึกตัวแข็งค้างไปทั้งร่าง และเมื่อได้รับคำเตือนเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาแหลมคมหลายคู่ที่จ้องเขม็งมาทางเขาจากด้านหลัง
เจียงหมิงไม่กล้าชักช้า เขารีบวางตะเกียบแล้ววิ่งขึ้นชั้นบนทันที จนทำให้เฮ่อเจิ้งเทียนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จตกใจแทบสิ้นสติ
“เจ้าจะทำอะไรน่ะ! ข้าเกือบจะแก้ผ้าให้เจ้าดูจนหมดเปลือกแล้วเนี่ย!” เฮ่อเจิ้งเทียนบ่นด้วยความไม่พอใจ
“ลูกผู้ชายด้วยกัน ข้าไม่ถือสาหรอกน่า” เจียงหมิงรีบพูดรัว “เอาถุงหอมของท่านอ๋องมาให้ข้าหน่อย ข้าจะเอาไปแช่น้ำอาบ”
“ประสาทหรือเปล่า คนอื่นเขาใช้กลีบดอกไม้ เจ้าจะใช้ถุงหอม” เฮ่อเจิ้งเทียนบ่นพึมพำแต่ก็หยิบถุงหอมออกมาให้ เจียงหมิงรีบเรียกคนงานมาเปลี่ยนน้ำสะอาด ก่อนจะกำผงในถุงหอมโปรยลงไปหยิบมือใหญ่ แล้วถึงค่อยถอดผ้าลงไปอาบน้ำ
ในห้องอีกฝั่งหนึ่ง เมิ่งฉีฮ่วนตักน้ำร้อนมาเช็ดหน้าเช็ดมือให้หลี่เยว่หานอย่างอ่อนโยน เขาเปลี่ยนผ้าพันแผลที่มือให้นางใหม่ ก่อนจะวางลัญจกรหยกไว้ที่หัวเตียงแล้วถอนหายใจยาวพลางโอบกอดร่างอันเย็นเฉียบของนางไว้ แล้วดับตะเกียงลง
สิ่งที่เขาไม่ทันได้เห็นคือ ยามที่แสงไฟดับลง ลัญจกรหยกกลับเปล่งแสงเรืองรองออกมาวูบหนึ่ง ส่วนบาดแผลที่ข้อมือของหลี่เยว่หานที่เคยลุกลามกลับหยุดนิ่ง แถมยังดูเหมือนจะหดเล็กลงไปอีกไม่กี่มิลลิเมตรด้วยซ้ำ
ในคืนนั้น เจียงหมิงดึงดันจะเบียดนอนบนเตียงเดียวกับเฮ่อเจิ้งเทียนให้ได้ จนเฮ่อเจิ้งเทียนด่าเปิงอย่างเหลืออด ถึงกระนั้นเจียงหมิงก็ยังไม่ยอมไปไหน จนเฮ่อเจิ้งเทียนเริ่มจะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเสียเอง
เจียงหมิงคนนี้… ก็มีลูกมีเมียแล้วไม่ใช่หรือไงกัน?!