ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 482 กินกระต่ายให้ดูเสียเลย
บทที่ 482 กินกระต่ายให้ดูเสียเลย
จากการแอบฟังบทสนทนาเหล่านั้น หลี่เยว่หานก็มั่นใจในข้อสันนิษฐานของเธอเกือบทั้งหมด บรรพชนเหยี่ยวดำคงได้สติคืนมานานพอ ๆ กับถังซีฝาน แต่เขานั้นฉลาดและรอบคอบกว่ามาก ในตอนแรกที่เธอเริ่มเข้ามาและยังไม่รู้อะไรเลย บรรพชนเหยี่ยวดำน่าจะเป็นคนยุยงให้ถังซีฝานหาทางชิงพลังผู้ครอบครองไปจากเธออย่างลับ ๆ
และช่วงเวลาที่ผ่านมา บรรพชนเหยี่ยวดำคงใช้พลังจิตคอยสอดส่องสถานการณ์ทางฝั่งนี้อยู่ตลอด มิเช่นนั้นคงไม่รู้ประจวบเหมาะขนาดนั้นว่ามีเรื่องใดที่ถังซีฝานยังไม่ได้บอกเธอ อีกทั้งตอนที่เขาอ้างว่าใช้พลังจิตมองออกไปโลกภายนอกได้ เขากลับพูดถึงเพียงว่าเธอมีลูกน้อยชายหญิงคู่หนึ่ง แต่ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องราวหลังจากนั้น นั่นพิสูจน์ได้ว่าการลอบมองโลกภายนอกของเขาสิ้นสุดลงอย่างมากก็แค่ช่วงที่เธอและเมิ่งฉีฮ่วนเข้าพิธีวิวาห์กันเท่านั้น
จากวันแต่งงานมาจนถึงตอนนี้ เวลาล่วงเลยมาอย่างน้อยสามถึงสี่เดือนแล้ว ต่อให้พลังจิตจะถูกใช้ไปมหาศาลเพียงใดก็น่าจะฟื้นฟูคืนมาได้บ้าง แต่ห้วงพลังจิตของเขากลับเหลือเพียงหนึ่งในสามอย่างที่เห็น แสดงว่าเขาต้องเพิ่งใช้พลังจิตทำอะไรบางอย่างไปอย่างหนักหน่วงเมื่อเร็ว ๆ นี้
คำอธิบายเดียวที่เป็นไปได้คือ บรรพชนเหยี่ยวดำอาศัยความได้เปรียบทางพลังจิต คอยเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของถังซีฝานและเธออยู่ตลอดเวลานั่นเอง
ต้องยอมรับว่าบรรพชนเหยี่ยวดำนั้นฉลาด แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความเขลาอยู่บ้าง คงเพราะอาศัยอยู่ในแดนราชันไร้เทียมทานที่ไร้ผู้คนมานานหลายร้อยปี ต่อให้ในอดีตจะมีบุญคุณความแค้นกับถังซีฝานมาก่อน แต่มันคงเลือนรางไปตามกาลเวลาที่ขัดเกลามานานเนิ่น
และการปรากฏตัวของเธอก็ทำให้พวกเขาทั้งสองมองเห็นความหวังที่จะได้ออกไปจากที่นี่ ถังซีฝานที่หัวอ่อนและขาดความรอบคอบจึงถูกบรรพชนเหยี่ยวดำใช้คำว่า ‘ร่วมมือ’ มาบังหน้าเพื่อหลอกใช้ได้อย่างง่ายดาย
ดูท่าแล้ว… ทั้งคู่ก็ไม่ใช่คนดีด้วยกันทั้งนั้น
อาศัยแสงจันทร์ที่สาดส่อง หลี่เยว่หานจ้องมองทั้งคู่จนเต็มตาครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับความนึกคิด สะกดรอยกลับไปยังเขตเรือนพักลี้ภัยอย่างไร้ร่องรอย
ยามนี้ยังฆ่าพวกเขาทั้งสองไม่ได้ บรรพชนเหยี่ยวดำและถังซีฝานต้องรู้วิธีออกไปจากแดนราชันไร้เทียมทานแน่ ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะอึดกว่ากัน
พวกเจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าฆ่ามนุษย์ที่กลายร่างเป็นสัตว์ป่าในที่แห่งนี้อย่างนั้นหรือ?
เรื่องนั้นง่ายนิดเดียว ขอเพียงหลี่เยว่หานตั้งใจเสียหน่อย มีหรือที่เธอจะแยกไม่ออกระหว่าง ‘สัตว์ป่าแปลง’ กับ ‘สัตว์ป่าจริง’
ในเมื่อเธอคือผู้ปกครองสูงสุดของแดนราชันไร้เทียมทาน ทุกสิ่งอย่างในมิตินี้ล้วนอยู่ในอำนาจการตัดสินใจของเธอเพียงผู้เดียว
แม้จะเข้าใจสถานการณ์ดีแล้ว แต่ก่อนจะหลับไป หลี่เยว่หานยังคงวางอาคมป้องกันไว้ชั้นหนึ่ง แต่นี่ไม่ใช่กำแพงป้องกันภัย มันคืออาคมแจ้งเตือน เพราะม้าอย่างถังซีฝานที่แอบย่องออกไปอย่างลับ ๆ ย่อมต้องแอบย่องกลับมาอย่างลับ ๆ เช่นกัน
เมื่อถังซีฝานย่องกลับมาเมื่อไหร่ เธอจะได้รู้กันเสียทีว่าพวกเขากำลังวางแผนชั่วร้ายอะไรกันอยู่
….
ในช่วงค่ำคืนที่เงียบสงัด สัมผัสในสมองของหลี่เยว่หานขยับไหวเล็กน้อย เธอตื่นขึ้นจากอาการหลับลึกทันที
ถังซีฝานกลับมาแล้ว
หลี่เยว่หานยังคงหลับตาแสร้งทำเป็นนอนหลับอยู่ แต่เฝ้าสังเกตถังซีฝานอย่างใกล้ชิด
หลังจากเขากลับมา เขาลอบเดินด้วยฝีเท้าเบา ๆ รอบตัวเธออยู่สองสามรอบ ก่อนจะถอนหายใจออกมา แต่เสียงถอนหายใจนั้นกลับดังกระหึ่มเกินไปนิด ก็อย่างว่า… ตอนนี้เขาเป็นม้านี่นา เสียงนั่นทำเอาตัวเขาเองสะดุ้งโหยง ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่พักใหญ่ไม่กล้าขยับ เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่มีท่าทีว่าจะตื่นขึ้นมา เขาจึงค่อยโล่งอก
“ยัยเด็กไม่ได้ความ แดนราชันไร้เทียมทานไม่มีทางทำ ‘พันธสัญญาโลหิตสละชีพ’ กับเจ้าได้หรอก!” ถังซีฝานพึมพำด่าเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับไปนอนในคอกม้าของตน
ในความมืด หลี่เยว่หานค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ จิตใจมั่นคงขึ้นกว่าเดิมอีกหนึ่งส่วน
พันธสัญญาโลหิตสละชีพ!
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
รุ่งเช้าวันต่อมา หลี่เยว่หานอาศัยจังหวะที่ถังซีฝานยังไม่ตื่นออกจากเรือนไป และเมื่อเธอกลับมาในมือก็ถือกระต่ายมาสองตัว ถังซีฝานถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นหลี่เยว่หานถือกระต่ายและกริชเดินไปยังลำธารข้าง ๆ อย่างสงบนิ่ง แล้วเริ่มลงมือเชือดพวกมัน ใจของถังซีฝานสั่นสะท้านไปหมด
ไหนบอกว่าทำใจฆ่าสัตว์ป่าที่นี่ไม่ลงอย่างไรเล่า! ไหนว่ากลัวจะพลั้งมือฆ่าคนกลายร่างอย่างไรเล่า! แล้วนี่มันสถานการณ์อะไรกัน! เหตุใดเธอถึงเริ่มกินเนื้อขึ้นมาเสียได้!
หากหลี่เยว่หานเปลี่ยนใจเช่นนี้ แผนการที่เขาตกลงไว้กับบรรพชนเหยี่ยวดำจะยังดำเนินต่อไปได้หรือไม่…
ถังซีฝานสับสนวุ่นวายไปหมด เขาแทบไม่กล้าคิดต่อ
เขามองดูหลี่เยว่หานก่อกองไฟอย่างชำนาญ หยิบเครื่องเทศง่าย ๆ ออกมาจากเรือนพักลี้ภัย แล้วนำกระต่ายขึ้นย่างบนไฟจนน้ำมันไหลเยิ้มส่งเสียงฉ่า ๆ ในที่สุดถังซีฝานก็รวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหา
“นั่น… เจ้าเคยบอกว่าไม่บริโภคสัตว์ป่าที่นี่เพราะเกรงจะเป็นคนกลายร่างไม่ใช่หรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็หันกลับมามองหน้าม้าตัวนั้นด้วยแววตาไร้เดียงสา “ใช่ แต่ข้าไม่ได้กินเนื้อมานานเกินไปแล้วจนทนไม่ไหว
ข้าไม่เหมือนกับพวกเจ้าที่เป็นคนในสำนักบำเพ็ญเซียน ข้าไม่มีประสบการณ์ในการละเว้นธัญญาหารหรอกนะ ไม่ได้กินเนื้อมานานขนาดนี้ ข้าแทบจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว พอดีเข้าป่าไปเจอรังกระต่ายพวกนี้เข้า ข้าเลยคิดว่าถ้าพวกมันเป็นคนกลายร่างจริง กระต่ายคงไม่อายุยืนขนาดนี้หรอก เลยจับมาถลกหนังเสียเลย”
พูดจบ เธอก็หันกลับไปจดจ่อกับการย่างกระต่ายต่อ แถมยังลอบกลืนน้ำลาย ดูท่าทางจะอยากกินเนื้ออย่างจริงจัง
ถังซีฝานตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว!
นั่นสิ! คนที่กลายร่างเป็นสัตว์จะมีอายุขัยยืนยาว ดังนั้นพวกที่กลายร่างมักจะเป็นสัตว์ป่าขนาดใหญ่หรือม้าป่า ส่วนสัตว์เล็ก ๆ อย่างกระต่ายย่อมไม่ใช่คนกลายร่างแน่ เมื่อคืนเขายังคุยเรื่องนี้กับบรรพชนเหยี่ยวดำอยู่เลย และพยายามคาดเดาว่าหลี่เยว่หานจะล่วงรู้ความลับนี้หรือไม่
ใครจะไปคิดว่าหลี่เยว่หานจะลงมือเร็วกว่าที่คิด แถมยังมาย่างกินต่อหน้าเขาอีก แล้วถ้าสัตว์ตัวเล็ก ๆ ในป่าถูกเธอกินจนหมด เธอจะไม่หันมาเหล่มองเนื้อม้าของเขาแทนหรือไง!!!
ยิ่งคิด ถังซีฝานก็ยิ่งหวาดผวาจนไม่กล้าเข้าใกล้หลี่เยว่หานอีก
ส่วนหลี่เยว่หานทำราวกับไม่รับรู้ถึงความกลัวของเขา เมื่อเนื้อกระต่ายสุกได้ที่ เธอก็ลงมือฉีกกินอย่างเอร็ดอร่อย
เธอทำพิธีหยดเลือดรับนายกับแดนราชันไร้เทียมทานมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นต้องเป็นพันธสัญญาโลหิตอย่างแน่นอน และเมื่อคืนถังซีฝานที่ปากไม่มีหูรูดคนนี้ยังหลุดคำว่า ‘สละชีพ’ ออกมาอีก หลี่เยว่หานจึงเชื่อมั่นว่า ต่อให้แดนราชันไร้เทียมทานจะก่อกำเนิดจิตวิญญาณศาสตราขึ้นมา และต่อให้มันจะไม่เต็มใจเพียงใด มันก็ต้องปกป้องกายเนื้อของเธออย่างสุดกำลังเพื่อไม่ให้มิติล่มสลายไปพร้อมกับเธอ
กระต่ายสองตัวนี้อ้วนท้วนสมบูรณ์นัก หลี่เยว่หานกินมื้อเดียวไม่หมด จึงเหลือไว้อีกตัวหนึ่งตากแดดเอาไว้ หลังจากถังซีฝานแอบไปเล็มหญ้ากินจนอิ่มพอกลับมา เขาก็เห็นเนื้อกระต่ายย่างแขวนตากแดดอยู่ ข้างกองไฟมีกองกระดูกเล็ก ๆ กองหนึ่ง ส่วนหลี่เยว่หานที่อิ่มหนำสำราญแล้วก็นอนแผ่อยู่บนเก้าอี้เอนหลังใต้ชายคาอย่างสบายอารมณ์
“เจ้าไม่อยากออกไปจากที่นี่จริง ๆ หรือ?” ถังซีฝานเก็บงำความสงสัยไว้ไม่ไหว รวบรวมความกล้าก้าวเข้าไปถาม
หลี่เยว่หานรู้ว่าถังซีฝานกลับมาแล้ว เธอปรือตามองเขานิดหนึ่งแต่ตอนแรกไม่ได้สนใจ เมื่อได้ยินเขาเอ่ยปาก เธอจึงลืมตาขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าช่างสอดรู้สอดเห็นเสียจริง เหตุใดตอนกลายร่างถึงไม่กลายเป็นกวางโรเสียเลยล่ะ?”
“…” ถังซีฝานถึงกับสำลักคำพูดไปไม่เป็น เขาแอบสบถในใจว่าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่ากวางโรแปลว่าคนซื่อบื้อนะ แต่ใบหน้าม้านั้นกลับดูไม่ออกว่ากำลังทำสีหน้าอย่างไร
“อีกอย่าง ถึงข้าอยากจะออกไปก็ออกไม่ได้หรอก ในเมื่อข้าไม่รู้วิธีนี่นา” หลี่เยว่หานแบมือทั้งสองข้างออก ทำท่าทางเหมือนคนหมดหนทางจริง ๆ
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของหลี่เยว่หาน ถังซีฝานกลับรู้สึกไม่มั่นใจลึก ๆ ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับไปยังคอกม้า จู่ ๆ เขาก็ฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“เจ้ายังจำได้หรือไม่… ก่อนหน้านี้ตอนที่เจ้าพาลูกทั้งสองคนมาพักอยู่ที่นี่ ลูกหมาป่าตัวที่เลี้ยงไว้ข้างกายเด็กทั้งสองคนน่ะ?”