ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 490 สิ่งที่ราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงปรารถนา
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 490 สิ่งที่ราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงปรารถนา
บทที่ 490 สิ่งที่ราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงปรารถนา
เล่ห์กลเล็ก ๆ น้อย ๆ ขององค์หญิงถังที่แสดงออกมานั้น เมิ่งฉีฮ่วนมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง นางก็แค่ต้องการอาศัยความสามารถของฝานเอ๋อร์ หมอหญิงข้างกายมาสร้างบุญคุณ เพื่อจะใช้โอกาสนี้เรียกร้องผลประโยชน์บางอย่างจากแคว้นตงฮั่น
ยกตัวอย่างเช่น การขอให้แคว้นตงฮั่นส่งกองกำลังทหารมาช่วยรักษาแนวชายแดนให้พวกเขา
กลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือมักจะประสบความยากลำบากในช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน ดังนั้นพอเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ พวกเขามักจะยกพลมารุกรานและปล้นชิงทรัพยากรทางตอนเหนือของเหลียวปี้เลี่ยตงอย่างบ้าคลั่ง แม้ว่าทุกครั้งที่เกิดเรื่อง ราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงจะรีบส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากแม่ทัพชายแดนของแคว้นตงฮั่นให้ยกทัพมาช่วยรับศึกก็ตาม
แต่การเดินทางไปกลับนั้นอย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงสิบวัน ซึ่งเวลาเพียงสิบวันก็เพียงพอแล้วที่พวกชนเผ่าเร่ร่อนจะปล้นชิงเมืองชายแดนจนแทบไม่เหลือซาก เนื่องจากกำลังทหารของเหลียวปี้เลี่ยตงนั้นอ่อนแอเกินไป ก่อนที่จะเข้าสวามิภักดิ์เป็นประเทศราชของแคว้นตงฮั่น ราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงต้องส่งเสบียงและทรัพยากรจำนวนมหาศาลไปกำนัลพวกชนเผ่าเร่ร่อนทุกปีก่อนเข้าฤดูหนาวและต้นฤดูใบไม้ผลิเพื่อรักษาความสงบ
แพะนับหมื่นตัวที่เลี้ยงมาตลอดฤดูหนาวรวมถึงธัญพืชอีกหลายสิบรถถูกส่งออกไป จะบอกว่าไม่ปวดใจก็คงเป็นการโกหก
เพราะพื้นที่ของเหลียวปี้เลี่ยตงอยู่ทางตอนเหนือ ผลผลิตทางการเกษตรจึงไม่ได้งอกงามนัก แต่กลับต้องส่งเสบียงเหล่านั้นเป็นบรรณาการแก่พวกชนเผ่าเร่ร่อนเพียงเพื่อแลกกับสันติภาพชั่วคราว
ซ้ำร้ายพวกชนเผ่าเร่ร่อนเหล่านั้นยังไร้ยางอายยิ่งนัก ฝั่งหนึ่งรับของกำนัลจากราชสำนักไป แต่อีกฝั่งหากแบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัวภายในเผ่า ก็จะยกพวกมาปล้นชิงชาวบ้านตามชายแดนอีกรอบ
ในช่วงปีเหล่านั้น เหลียวปี้เลี่ยตงจึงตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและทุกข์ยากแสนสาหัส ส่งผลให้คนทั้งประเทศมีท่าทีต่อต้านคนนอกอย่างรุนแรง
จนกระทั่งได้รับความคุ้มครองจากแคว้นตงฮั่น แม้การที่กองทัพจะเดินทางมาถึงต้องใช้เวลาสิบวัน แต่ก็ยังดีกว่าเมื่อก่อนที่พวกชนเผ่าเร่ร่อนจะเข้าปล้นชิงต่อเนื่องยาวนานถึงหนึ่งเดือนเต็ม บางปีที่รุนแรงหน่อยก็ลากยาวไปจนถึงต้นฤดูร้อนจนกว่าทุ่งหญ้าจะเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ถึงจะยอมเลิกรา
ยิ่งไปกว่านั้น ในทุกปีก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว กองทัพชายแดนของแคว้นตงฮั่นจะส่งทหารห้าหมื่นนายมาประจำการที่เมืองชายแดนทางเหนือของเหลียวปี้เลี่ยตงเพื่อข่มขวัญศัตรู และจะถอนกำลังกลับก็ต่อเมื่อหิมะแรกเริ่มตกหนักเท่านั้น
เพราะเมื่อหิมะปกคลุมทุ่งหญ้า พวกชนเผ่าเร่ร่อนก็ไม่กล้าผลีผลามออกมา เนื่องจากทัศนวิสัยที่เลวร้ายทำให้หลงทางได้ง่ายและลมหนาวทางเหนือนั้นรุนแรงเกินกว่าจะเสี่ยงชีวิต
ตามหลักแล้ว การที่ประเทศมหาอำนาจให้ความคุ้มครองประเทศราชขนาดนี้ก็นับว่ามีน้ำใจมากพอแล้ว แต่ใจคนเรานั้นมักจะไม่รู้จักพอ ในการเดินทางมาครั้งนี้ เมิ่งฉีฮ่วนได้คาดการณ์ความเป็นไปได้ไว้หลายอย่าง รวมถึงเรื่องที่ว่าหากพวกเขารักษาหลี่เยว่หานได้จริง ก็อาจจะยื่นข้อเสนอขอให้กองทัพชายแดนมาช่วยคุ้มกันในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิด้วย
แต่มันจะมีเรื่องดีงามขนาดนั้นได้อย่างไร? ทางตอนเหนือไม่ได้มีเพียงเหลียวปี้เลี่ยตงที่เป็นประเทศขนาดเล็กเพียงแผ่นดินเดียว แต่ยังมีแคว้นเล็กแคว้นน้อยอีกหลายแห่งที่ยังไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อแคว้นตงฮั่น ซึ่งก็โดนปล้นชิงรุนแรงไม่แพ้กัน
หากทหารของแคว้นตงฮั่นทุ่มกำลังไปช่วยเหลียวปี้เลี่ยตงเพียงแห่งเดียว แล้วแคว้นอื่นเกิดความกดดันจนรวมตัวกันหันมาลอบกัดชายแดนแคว้นตงฮั่นขึ้นมาจะทำอย่างไร
ดังนั้นข้อเรียกร้องนี้ เมิ่งฉีฮ่วนย่อมไม่มีวันรับปากเด็ดขาด
ทว่าเรื่องจะตกลงหรือไม่นั้นก็เรื่องหนึ่ง การแสร้งทำตามน้ำก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในเมื่อองค์หญิงถังผู้นี้อยากจะเสนอหน้าออกมาหาเรื่องเจ็บตัว เพื่อเห็นแก่หลี่เยว่หานแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็ยินดีที่จะประลองเล่ห์เหลี่ยมกับนางสักกี่กระบวนท่าก็ได้
ส่วนผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรนั้น เขาไม่เคยเก็บมาใส่ใจ
อย่างมากที่สุดเขาก็แค่แบมือแล้วแสร้งตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จว่า ตนเองเป็นเพียงท่านอ๋องที่ไม่มีแม้แต่ที่ดินในเขตปกครอง จะไปมีอำนาจตัดสินใจอะไรได้!
เวลาห้าวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยตัวยาที่ฝานเอ๋อร์ทิ้งไว้ให้ ในที่สุดรอยช้ำที่ดูอัปลักษณ์บนมือของหลี่เยว่หานก็จางหายไปจนหมด ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาคิดไปเองหรือไม่ แต่เขารู้สึกได้ว่าไอชีวิตของหลี่เยว่หานที่เคยค่อยๆ เลือนหายไปนั้นเริ่มหยุดนิ่งลง ซ้ำร่างกายของนางก็ไม่ได้เย็นเยียบเหมือนเก่าแล้ว
นี่นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับเมิ่งฉีฮ่วน อย่างน้อยเขาก็เริ่มมองเห็นประกายแห่งความหวังเสียที
ตลอดห้าวันที่ผ่านมา องค์หญิงถังมักจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนที่นี่บ่อยครั้ง ในช่วงแรกเมิ่งฉีฮ่วนยังพอจะสนทนากับนางบ้าง แต่ตอนหลังพอได้ยินว่านางมาหา เขาก็จะอุ้มหลี่เยว่หานที่กำลังตากแดดอยู่กลับเข้าห้องทันที แล้วปล่อยให้เจียงหมิงเป็นคนคอยรับหน้าองค์หญิงที่ร่าเริงเกินเหตุนางนี้แทน
องค์หญิงถังเองก็รับรู้ได้ถึงท่าทีหลบหน้าอย่างจงใจของเขา แต่นางก็ไม่ได้ลดละความพยายามหรือสำรวมกิริยาลงเลยแม้แต่น้อย
เช้าวันที่หก หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนป้อนยาให้หลี่เยว่หานเสร็จ เขาก็มานั่งอ่านหนังสืออยู่ลำพังในห้องน้ำชา
องค์หญิงถังบุกเข้ามาโดยไม่รอให้ใครแจ้งล่วงหน้า นางพาฝานเอ๋อร์ตรงดิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าที่ปั้นแต่งให้ดูตื่นเต้นดีใจสุดขีด ทันทีที่เห็นหน้าเขานางก็ร้องเรียกขึ้นมาว่า “ท่านอ๋อง! พี่ฝานเอ๋อร์บอกว่านางรู้วิธีที่จะช่วยมู่หวังเฟยได้แล้วเจ้าค่ะ!”
เมิ่งฉีฮ่วนที่เดิมทีทำหน้าบึ้งตึงทันทีที่เห็นนาง ถึงกับชะงักไปเมื่อได้ยินข่าวนี้ เขาลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ กว่าจะรู้สึกตัวองค์หญิงถังก็ถลาเข้ามาถึงตัวและดึงแขนเสื้อเขาไว้เสียแล้ว เมื่อเขาเอ่ยปาก น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความสั่นเครือและยินดีอย่างปิดไม่มิด “เป็น… เรื่องจริงหรือ?”
เมื่อเห็นท่าทางของเขา รอยยิ้มบนใบหน้าขององค์หญิงถังก็ยิ่งดูออดอ้อนมากขึ้น นางอาศัยจังหวะที่เขาไม่ได้สะบัดมือออก แสร้งทำเป็นกระเง้ากระงอดเขย่าแขนเสื้อเขาเบาๆ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานใส
“เจ้าค่ะ! หลายวันที่ผ่านมาพี่ฝานเอ๋อร์อ่านตำราแพทย์ประจำตระกูลโดยไม่หลับไม่นอน จนในที่สุดก็พบหนทางรักษา พอดีว่าครบกำหนดห้าวันพอดี อานิ่งจึงรีบพาพี่ฝานเอ๋อร์มาหาท่านอ๋องทันทีเลยยังไงเล่า!”
ในยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้สังเกตเลยว่าแขนเสื้อของตนถูกนางดึงรั้งไว้ เพราะเสื้อผ้าฤดูหนาวนั้นหนาเตอะ อีกทั้งแขนเสื้อของเสื้อคลุมตัวนอกก็กว้างขวางนัก ประกอบกับความดีใจที่ถาโถมเข้ามาจนลืมตัว เขาจึงไม่ได้มีปฏิกิริยาต่อการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของนาง
เขากลับจ้องมองไปที่ฝานเอ๋อร์ซึ่งเดินกึ่งวิ่งตามนางมาติดๆ พลางสะกดกลั้นความตื่นเต้นในใจแล้วถามว่า “แม่นางฝานเอ๋อร์ เรื่องร่างกายของเยว่หาน… เธอพอจะมีหนทางรักษาจริงๆ ใช่ไหม?”
ฝานเอ๋อร์นึกไม่ถึงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะข้ามหน้าข้ามตาองค์หญิงมาสนทนากับนางโดยตรง นางจึงหันไปมององค์หญิงถังด้วยสีหน้าลำบากใจ
องค์หญิงถังถือโอกาสขยับเข้าไปใกล้เมิ่งฉีฮ่วนอีกสองก้าวแล้วพยักหน้าให้ฝานเอ๋อร์
เมื่อได้รับสัญญาณจากองค์หญิง ฝานเอ๋อร์จึงพยักหน้ายืนยันกับเมิ่งฉีฮ่วน
ทันทีที่นางพยักหน้า เมิ่งฉีฮ่วนก็รีบเชิญนางไปยังห้องของหลี่เยว่หานด้วยความร้อนใจ เขารีบเร่งเสียจนสะบัดมือขององค์หญิงถังออกโดยไม่รู้ตัว ทิ้งให้องค์หญิงที่ถูกลืมไว้เบื้องหลังยืนฮึดฮัดด้วยความขัดใจอยู่นาน
เมื่อกลับมาถึงในห้อง หลี่เยว่หานยังคงนอนหลับใหลอย่างสงบเงียบ
ฝานเอ๋อร์ไม่รอช้า นางเดินตรงไปที่เตียงแล้วหยิบเข็มยาวประมาณหนึ่งนิ้วออกมาจากกล่องยา เข็มนั้นไม่รู้ว่าทำมาจากวัสดุใดแต่มันมีสีดำสนิท
จากนั้นนางก็เลิกแขนเสื้อของหลี่เยว่หานขึ้น แล้วเริ่มฝังเข็มลงไปตามจุดชีพจรทีละเข็มๆ หลังจากฝังเป็นแถวที่แขนเสร็จแล้ว นางก็นำเข็มอีกหลายเล่มมาฝังที่ขมับทั้งสองข้าง รวมถึงบริเวณเหนือหน้าอกตรงกระดูกไหปลาร้า
ทุกท่วงท่าของนางนั้นเบามือและเชื่องช้า เมิ่งฉีฮ่วนกลั้นหายใจเฝ้าดูทุกขั้นตอนด้วยใจที่ปวดร้าวเหลือเกิน
เยว่หานของเขา… ต้องมาเจ็บตัวเพราะถูกเข็มทิ่มแทงอีกแล้ว…