ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 491 องค์หญิงสิบสามต้องการสิ่งใด
บทที่ 491 องค์หญิงสิบสามต้องการสิ่งใด
หลังจากเข็มถูกฝังลงไปได้ไม่นาน เมิ่งฉีฮ่วนก็สังเกตเห็นว่าดวงตาของหลี่เยว่หานที่แน่นิ่งมานานแสนนานนั้นมีการเคลื่อนไหว!
แม้ว่านางจะยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมา แต่เขามั่นใจอย่างที่สุดว่าดวงตาของนางขยับจริง ๆ!
การที่ดวงตาขยับนั้น เป็นข้อพิสูจน์ว่านางจะฟื้นขึ้นมาในเร็ว ๆ นี้ใช่หรือไม่?
เมื่อคิดได้ดังนั้น ขอบตาของเมิ่งฉีฮ่วนก็เริ่มแดงก่ำด้วยความตื้นตันใจ
ทว่าความจริงกลับไม่ได้งดงามเช่นนั้น ฝานเอ๋อร์เฝ้ารอเวลาหลังจากฝังเข็มไปได้ประมาณหนึ่งก้านธูป
ในช่วงเวลาหนึ่งก้านธูปนี้ ไม่เพียงแต่เมิ่งฉีฮ่วนเท่านั้น แม้แต่องค์หญิงสิบสามก็ยังสงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างหาได้ยาก ไม่ได้ก่อเรื่องวุ่นวายใด ๆ
เมื่อเวลาผ่านไปจนครบกำหนด ฝานเอ๋อร์จึงเริ่มถอนเข็มออกตามลำดับ
น่าประหลาดนักที่เข็มซึ่งเดิมทีดูดำสนิทนั้น เมื่อถูกถอนออกมากลับกลายเป็นสีเงินแวววาวไปทั้งเล่ม เมิ่งฉีฮ่วนจึงเพิ่งได้ตระหนักในตอนนั้นเองว่าที่แท้ฝานเอ๋อร์ใช้เข็มเงินในการรักษา
แต่เหตุใดตอนแรกเข็มเงินถึงได้ดูดำมืดเช่นนั้น?
หลังจากถอนเข็มทั้งหมดออกแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็กลั้นหายใจ ตาไม่กระพริบแม้เพียงวินาทีเดียว เขาจ้องมองหลี่เยว่หานที่นอนอยู่บนเตียงอย่างจดจ่อ หวังเพียงให้นางลืมตาขึ้นมามองเขาบ้าง แม้จะเพียงแค่แวบเดียวก็ยังดี
แต่นางกลับยังคงนิ่งเงียบ
หลี่เยว่หานขยับดวงตาเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ หลังจากที่ฝานเอ๋อร์เริ่มฝังเข็มเท่านั้น หลังจากนั้นนางก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ อีก หากไม่ใช่เพราะเขายังมีความหวังว่านางจะฟื้นขึ้นมาหลังถอนเข็มเสร็จ เมิ่งฉีฮ่วนคงจะดึงตัวฝานเอ๋อร์มาคาดคั้นถามความไปนานแล้ว
บัดนี้ฝานเอ๋อร์ถอนเข็มเงินออกมาจนหมดสิ้น ทว่าหลี่เยว่หานยังคงนอนสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หัวใจของเมิ่งฉีฮ่วนพลันร่วงหล่นจากที่สูงลงสู่เหวลึก ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นซีดเผือดและหม่นหมองในทันที
“ท่านอ๋องโปรดอย่าได้ใจร้อนไปเลยเจ้าค่ะ” องค์หญิงสิบสามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานหลังจากที่ฝานเอ๋อร์เก็บเข็มเสร็จ “วิชาแพทย์ของพี่ฝานเอ๋อร์เลิศล้ำนัก การที่พระชายาจะฟื้นขึ้นมานั้นเป็นเพียงเรื่องของเวลา เมื่อครู่นี้อานิ่งก็เห็นกับตาว่าดวงตาของพระชายาขยับเขยื้อนอยู่หลายครั้งตอนที่พี่ฝานเอ๋อร์ฝังเข็ม”
เมื่อได้ยินคำปลอบโลมขององค์หญิงสิบสาม เมิ่งฉีฮ่วนทำเพียงส่งเสียงตอบรับในลำคออย่างแห้งแล้ง
ฝานเอ๋อร์ที่เก็บเข็มเงินเสร็จแล้วได้ทำการตรวจร่างกายหลี่เยว่หานอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่เนื่องจากมีบุรุษร่างใหญ่อย่างเมิ่งฉีฮ่วนยืนคุมอยู่ข้าง ๆ นางจึงไม่ได้เปลื้องผ้าเพื่อตรวจดูตามร่างกาย ทำเพียงแค่ใช้นิ้วนวดคลึงไปตามจุดชีพจรที่เพิ่งฝังเข็มไปเมื่อครู่
และเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ฝานเอ๋อร์นวดคลึงจุดเหล่านั้นไปได้ครู่หนึ่ง รูเข็มเล็ก ๆ เหล่านั้นก็เริ่มมีเลือดเสียสีดำสนิทไหลซึมออกมา พร้อมกับส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วห้อง
แม้แต่องค์หญิงสิบสามที่มีความอดทนสูงยังแทบจะทนกลิ่นนั้นไม่ไหวจนเกือบจะหงายหลัง ดีที่นางยังคุมสติได้และรีบกุลีกุจอไปเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศอย่างรู้ความ ทั้งยังสั่งให้สาวใช้รีบยกน้ำร้อนและผ้าสะอาดเข้ามาทันที
ส่วนฝานเอ๋อร์นั้นยังคงนิ่งสงบ นางใช้ผ้าชุบน้ำร้อนเช็ดเลือดเสียเหล่านั้นออก แล้วนวดคลึงที่รูเข็มต่อ ซึ่งก็ยังมีเลือดเสียไหลออกมาไม่หยุด
นางทำซ้ำเช่นนั้นอยู่หลายรอบ จนกระทั่งผิวแขนของหลี่เยว่หานเริ่มแดงจากการขัดเช็ด ฝานเอ๋อร์จึงยอมปล่อยมือ แล้วหันไปทำท่าทางสื่อสารบางอย่างกับองค์หญิงสิบสาม
“พี่ฝานเอ๋อร์บอกว่า เมื่อครู่นางได้ใช้วิชาเข็มลับชักนำเลือดเสียที่เน่าเปื่อยภายในกายของพระชายาออกมาแล้ว และจุดที่ฝังเข็มไปก็กลับสู่สภาวะปกติ หากในช่วงเย็นเริ่มมีรอยช้ำปรากฏขึ้นมาอีก ก็ให้ใช้ยาตัวเดิมประคบไว้ รอยช้ำเหล่านั้นก็จะไม่กลับมาอีกเจ้าค่ะ” องค์หญิงสิบสามถ่ายทอดคำพูดที่ฝานเอ๋อร์สื่อสารออกมาให้เมิ่งฉีฮ่วนฟัง
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่า เมิ่งฉีฮ่วนก็มองหลี่เยว่หานที่นอนอยู่บนเตียงด้วยสายตาที่ซับซ้อน
‘มีเพียงเท่านี้หรือ… แต่หากทำได้เพียงเท่านี้ มันก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี…’
ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่เขากำลังฟังองค์หญิงสิบสามพูด เขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นสีหน้าของฝานเอ๋อร์ที่ดูเหนื่อยใจ แถมยังลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ทำให้เขาเริ่มเกิดความระแวงสงสัยในใจ
“หากต้องการรักษาเยว่หานให้หายขาด จะต้องฝังเข็มไปอีกนานเท่าใด?” เมิ่งฉีฮ่วนถามออกไปโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด
องค์หญิงสิบสามชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองฝานเอ๋อร์ ซึ่งฝ่ายหลังขมวดคิ้วมุ่นและทำท่าทางอีกครั้ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของของตนต่อไป นางแยกเข็มเงินที่ใช้แล้วออกมาวางไว้ต่างหาก จากนั้นก็เริ่มจดรายการตัวยาที่หลี่เยว่หานต้องใช้ลงบนกระดาษโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองอีกเลย
“พี่ฝานเอ๋อร์บอกว่า…” องค์หญิงสิบสามเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางลำบากใจ “ในตอนนี้นางยังไม่สามารถแก้พิษกู่ได้ แต่การขับเลือดเสียออกมาจะช่วยฟื้นฟูไอชีวิตของพระชายา ดังนั้นในระหว่างที่ยังคิดค้นวิธีแก้กู่ไม่ได้ นางจะต้องแวะมาฝังเข็มให้พระชายาทุก ๆ สามวัน หากโชคดี ภายในห้าปีจะสามารถทำลายพลังชีวิตของกู่ปลิดชีพในร่างของพระชายาให้หมดสิ้นไปได้ และถึงเวลานั้น พระชายาก็จะฟื้นขึ้นมาเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ยกมือขึ้นลูบหน้า ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเดินไปส่งองค์หญิงสิบสามและฝานเอ๋อร์ออกจากห้องด้วยอาการสงบนิ่ง แต่ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า สุดท้ายเขาจึงสั่งให้เฮ่อเจิ้งเทียนไปส่งคนทั้งสองที่หน้าเรือนพักลี้ภัยแทน ส่วนตัวเขาเองกลับไปนั่งเฝ้าอยู่ที่ข้างเตียงของหลี่เยว่หาน
เมื่อเฮ่อเจิ้งเทียนกลับมาถึง เมิ่งฉีฮ่วนก็กำลังสนทนาอยู่กับเจียงหมิงแล้ว
ท่าทางหม่นหมองเมื่อครู่ตอนอยู่ต่อหน้าองค์หญิงสิบสามหายไปสิ้น บัดนี้ระหว่างหัวคิ้วของเมิ่งฉีฮ่วนกลับเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตที่รุนแรง
“ท่านอ๋องคิดว่า สิ่งที่องค์หญิงสิบสามต้องการจริง ๆ คืออะไรกันแน่ครับ?” เจียงหมิงถามขึ้นอย่างระมัดระวังหลังจากที่ได้ฟังเมิ่งฉีฮ่วนเล่าถึงความพิรุธขององค์หญิง
“ตอนนี้ข้ายังไม่รู้” เมิ่งฉีฮ่วนถอนหายใจ “เพราะไม่รู้นี่แหละข้าถึงได้หงุดหงิดนัก ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังหวังผลประโยชน์บางอย่าง แต่นางกลับไม่ยอมพูดออกมา ตรงกันข้ามกลับใช้เยว่หานที่ข้าห่วงใยที่สุดมาเป็นเครื่องต่อรองเยี่ยงนี้ มันทำให้ข้าแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว”
เฮ่อเจิ้งเทียนที่เพิ่งเดินเข้ามาได้ยินคำพูดนั้นถึงกับขนลุกซู่ ในยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนดูเหมือนกับคืนที่ทุ่งน้ำแข็งไม่มีผิด จิตสังหารแผ่ซ่านออกมาจนน่าสะพรึงกลัว ราวกับพร้อมจะบดขยี้ศีรษะใครสักคนให้แหลกคามือได้ทุกเมื่อ
“เสียดายที่ข้าเองก็ไม่เข้าใจภาษามือ มิเช่นนั้นคงพอจะไปสืบข่าวจากแม่นางฝานเอ๋อร์ได้บ้าง” เจียงหมิงถอนหายใจด้วยความรู้สึกผิด
เขาจะไม่เข้าใจอารมณ์พลุ่งพล่านของเมิ่งฉีฮ่วนได้อย่างไร
ในตอนนั้นที่เมืองเทียนซิงอู่เหอ แค่หมอผีฝังเข็มลงบนตัวหลี่เยว่หานเพียงเข็มเดียว เมิ่งฉีฮ่วนยังแทบจะฆ่าหมอผีผู้นั้นทิ้ง แล้วนับประสาอะไรกับวันนี้ที่องค์หญิงสิบสามบอกว่าต้องให้ฝานเอ๋อร์ฝังเข็มหลี่เยว่หานต่อเนื่องไปอีกถึงห้าปี
ถึงตอนนั้น ต่อให้ฟื้นขึ้นมา ร่างกายของนางจะยังเหลือส่วนที่ดีอยู่อีกหรือ?
เมื่อคิดถึงจุดนี้ เจียงหมิงเองก็รู้สึกอึดอัดใจไม่แพ้กัน
“คือว่า…” เฮ่อเจิ้งเทียนเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ท่านอ๋อง ข้ามีข้อสันนิษฐานบางอย่าง… แต่ถ้าพูดออกมาแล้ว… ท่านอย่าโกรธข้านะครับ…”
เมื่อได้ยินเสียงของเฮ่อเจิ้งเทียน เมิ่งฉีฮ่วนก็เงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่งโดยไม่ได้เอ่ยคำใด
เฮ่อเจิ้งเทียนรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยข้อสันนิษฐานของตนออกมา “จริง ๆ แล้วหลายวันที่ผ่านมาข้าเฝ้าสังเกตองค์หญิงสิบสามผู้นี้มาตลอด ข้ามักจะรู้สึกว่า นางดูเหมือนจะ… มีใจให้ท่านอ๋องครับ…”
“เมื่อครู่ตอนที่ท่านอ๋องอยู่ในห้องน้ำชาและยังไม่ทันตั้งตัว ตอนนั้นท่านเจียงหมิงก็ไม่อยู่ด้วย แต่ข้าเห็นกับตาว่า องค์หญิงสิบสามอาศัยจังหวะที่ท่านกำลังดีใจเรื่องอาการของพระชายาเข้าไปคว้าแขนเสื้อของท่านไว้ ดังนั้นข้าจึงคิดว่า… องค์หญิงอาจจะ…”
พูดถึงตรงนี้ เฮ่อเจิ้งเทียนก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เสี่ยงตายเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมาอย่างแผ่วเบา “องค์หญิงอาจจะอยากแต่งงานกับท่านอ๋องก็ได้ครับ…”