ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 492 ต่างคนต่างสวมหน้ากาก
บทที่ 492 ต่างคนต่างสวมหน้ากาก
“ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นล่ะ?” เจียงหมิงมีสีหน้าประหลาดใจ “ข้ากลับมองว่า องค์หญิงสิบสามต้องการใช้โอกาสนี้ขอให้ท่านอ๋องช่วยเคลื่อนกำลังทหารชายแดนมาช่วยป้องกันแคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงล่วงหน้ามากกว่า”
เฮ่อเจิ้งเทียนเม้มริมฝีปากพลางมองเจียงหมิงด้วยสายตาที่ซับซ้อน “คุณชายเจียงครับ ข้าถามหน่อยเถอะ คุณกับภรรยารู้จักกันได้ยังไง?”
“หืม?” เจียงหมิงไม่เข้าใจว่าเฮ่อเจิ้งเทียนจะสื่อถึงอะไร แต่ก็ยอมตอบตามตรง “ตอนนั้นจงเจิ้งเซวียนเป็นคนแนะนำให้รู้จักน่ะ ข้าเห็นว่านางมาจากตระกูลที่ใสสะอาดดีก็เลยแต่งงานด้วย” บัดนี้เขาเรียกชื่อจงเจิ้งเซวียนได้อย่างคล่องปากแล้ว
“สรุปคือ คุณไม่เคยมีใจรักใคร่ใครเลยเหรอครับ? ไม่เคยเลยสักครั้ง?” เฮ่อเจิ้งเทียนอุทานด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ไม่เคย” เจียงหมิงเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ แม้ว่าก่อนจะข้ามภพมาเขาจะเป็นคนยุคสมัยใหม่ แต่เขามันพวกเด็กวิศวะสายคำนวณน่ะสิ! แถมยังเป็นพวกเก็บตัวเล่นเกมอยู่แต่ในบ้าน เคยเจอสาวที่ชอบในโลกออนไลน์บ้างเหมือนกัน แต่พอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชาย เขาก็หลอนจนคิดไปเองว่าใครที่เล่นเกมด้วยคงเป็นพวกชายล่ำที่ใช้เครื่องดัดเสียงไปหมด
เรื่องความรักอะไรนั่นน่ะ เขาไม่เคยสัมผัสเลยจริง ๆ
เมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเจียงหมิง เฮ่อเจิ้งเทียนก็เข้าใจแจ้งในทันที “พระชายาเคยบอกไว้ว่า พวกโสดตลอดกาลมักจะตายด้านเรื่องความรู้สึกแบบนี้แหละ” แต่ท่านอ๋องไม่เหมือนกัน ท่านอ๋องทุ่มเทใจทั้งหมดให้พระชายาเพียงผู้เดียว การที่ท่านจะไม่ทันสังเกตเห็นลูกไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ขององค์หญิงสิบสามจึงถือเป็นเรื่องปกติ
พอโดนเฮ่อเจิ้งเทียนจี้จุด เจียงหมิงก็เริ่มทำตัวไม่ถูก “เรื่องนี้… มันก็ไม่ใช่ว่าข้าเต็มใจสักหน่อย… อีกอย่างข้าก็ไม่ได้อยากมีเมียน้อยด้วย…”
“พอได้แล้ว” เมื่อเห็นทั้งคู่เริ่มออกทะเลไปไกล เมิ่งฉีฮ่วนจึงรีบเอ่ยขัดจังหวะ “ไม่ว่าองค์หญิงผู้นี้จะต้องการอะไร เราก็แค่รอเฝ้าดูไปก็พอ”
…..
ทางด้าน หลี่เยว่หาน ในช่วงเวลานี้นางใช้ชีวิตอยู่ในแดนราชันไร้เทียมทานอย่างสุขสบายยิ่งนัก
หลังจากที่นางค้นพบเคล็ดวิชาฝึกฝนพลังจิตจากความทรงจำของถังซีฟาน นางก็ได้สร้างข่ายอาคมป้องกันให้ตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงกางม่านหมอกปิดกั้นเรือนพักลี้ภัยทั้งหมดไว้
เพื่อไม่ให้สัมผัสพลังจิตของบรรพชนเหยี่ยวดำทะลุผ่านเข้ามาได้ นางจัดเตรียมหญ้าแห้งไว้ให้ถังซีฟานกินได้หลายวัน พร้อมทั้งข่มขวัญเขาว่าหากเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปในม่านหมอกจะไม่มีวันได้กลับออกมาอีก เมื่อขู่จนพอใจแล้ว นางจึงเริ่มตั้งมั่นฝึกฝนพลังจิตอย่างวางใจ
การฝึกฝนครั้งนี้กินเวลาผ่านไปหลายวัน
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่จิตของนางกลับคืนสู่ร่างเป็นเวลาประมาณหนึ่งก้านธูป ทว่าก่อนที่นางจะลืมตาขึ้นมา นางกลับสัมผัสได้ว่ามีคนอยู่ข้างกาย และไม่ได้มีเพียงคนเดียว หนึ่งในนั้นมีกลิ่นอายที่ไม่คุ้นเคยซึ่งดูเหมือนจะเป็นสตรี
ด้วยเหตุนี้ หลี่เยว่หานจึงไม่ได้ลืมตาขึ้น
เมื่อสัมผัสได้ว่ามีคนกำลังฝังเข็มลงบนตัวนาง หลี่เยว่หานก็เกิดคำถามขึ้นในใจ หรือว่าจะเป็นหมอที่เมิ่งฉีฮ่วนไปตามตัวมา?
แต่ทำไมถึงมีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงเช่นนี้ล่ะ?
นางสัมผัสได้อย่างเฉียบคมว่า เมื่อกลิ่นเหม็นนั้นจางหายไป พลังจิตของนางก็ดูจะแจ่มใสขึ้นมาก แม้แต่สติที่เดิมทีเริ่มจะล่องลอยกลับไปยังแดนราชันไร้เทียมทานก็ถูกดึงกลับมาอีกครั้ง ทว่าก่อนที่นางจะได้ทันตื่นขึ้นจริงๆ นางกลับได้ยินเสียงที่หวานเยิ้มจนน่ารำคาญกำลังสนทนากับเมิ่งฉีฮ่วน
ในจังหวะที่ได้ยินอีกฝ่ายบอกความว่าต้องฝังเข็มต่อเนื่องไปอีกถึงห้าปี หลี่เยว่หานก็แทบจะลุกขึ้นมาอาละวาด
โชคดีที่ตอนนี้นางเพียงแค่มีสติกลับคืนมา แต่ยังไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ จึงไม่ได้ขยับเขยื้อนใด ๆ
นางนอนฟังความเคลื่อนไหวอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งเมิ่งฉีฮ่วนไปส่งคนเหล่านั้นกลับไป ใจของนางจึงค่อย ๆ สงบลง
จากนั้นนางก็นั่งฟังบทสนทนาระหว่างเมิ่งฉีฮ่วน เจียงหมิง และเฮ่อเจิ้งเทียนอยู่พักใหญ่ เมื่อได้ยินเฮ่อเจิ้งเทียนพูดว่า
“องค์หญิงสิบสามอาจจะอยากแต่งงานกับท่านอ๋องก็ได้ครับ”’ หลี่เยว่หานรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบ จนเกือบจะคุมสติไม่อยู่และถูกดึงกลับไปยังแดนราชันไร้เทียมทานอีกครั้ง
“หึ” เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแต่อย่างใด เขาทำเพียงแค่นหัวเราะในลำคอ “ช่างฝันหวานเสียจริง น่าเสียดายที่ข้าจะปล่อยให้นางทำได้แค่ฝันเท่านั้นแหละ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลี่เยว่หานจึงยอมปล่อยให้จิตถูกดึงกลับไปยังแดนราชันไร้เทียมทานด้วยความเบาใจ
ช่วงเวลาในการฝึกพลังจิตนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่นางกลับก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วราวกับก้าวกระโดด
ในระหว่างการฝึกฝน ทุก ๆ สามวัน จิตของหลี่เยว่หานจะกลับคืนสู่ร่างหนึ่งครั้ง ด้วยพลังจิตที่แข็งแกร่งขึ้น นางจึงถือโอกาสนี้สำรวจสภาพร่างกายของตนเอง
องค์หญิงสิบสามไม่ได้โกหก ร่างกายของนางมาถึงขีดจำกัดแล้วจริง ๆ หากไม่ใช่เพราะคนพวกนี้แวะมาฝังเข็มให้ทุกสามวัน หลี่เยว่หานคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะให้สติกลับคืนมา ในร่างของนางมีบางอย่างที่มีสีดำมืดมิดเกาะกุมอยู่ที่หัวใจและคอยส่งพิษออกมาไม่หยุด นั่นคือสาเหตุที่ทำให้นางไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้
ทว่าหลี่เยว่หานก็ยังรู้สึกสงสัย ทุกครั้งที่คนเหล่านั้นมาฝังเข็ม ดูเหมือนพวกเขาจะลอบแทรกซึมบางอย่างเข้ามาในกายนางทีละนิด และสิ่งนั้นยังให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างประหลาด แต่น่าเสียดายที่หลังจากครั้งแรกเป็นต้นมา สติของนางมักจะหลุดกลับไปยังแดนราชันไร้เทียมทานทันทีที่ถอนเข็มออก และสิ่งที่ถูกแทรกซึมเข้ามาในร่างกายก็ดูจะน้อยลงเรื่อย ๆ จนทำให้นางไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสิ่งใด
ผ่านไปประมาณครึ่งเดือน องค์หญิงสิบสามเริ่มหมดความอดทนและเริ่มลองเชิงถามความคิดเห็นของเมิ่งฉีฮ่วนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ท่านอ๋องเจ้าคะ” วันนี้หลังจากฝังเข็มเสร็จ องค์หญิงสิบสามก็เริ่มเปิดประเด็น “ยามนี้พายุหิมะเริ่มเบาบางลงแล้ว อานิ่งเกรงว่าแคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงจะเริ่มไม่ปลอดภัยแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง “หรือว่าราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงจะเกิดการผลัดแผ่นดินขึ้นมาล่ะ?”
องค์หญิงสิบสามถึงกับสะอึกจนเกือบหายใจไม่ทั่วท้องกับคำพูดนั้น “ท่านอ๋องเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ อานิ่งแค่อยากจะบอกท่านว่า เมื่อพายุหิมะซาลง พวกชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือจะเริ่มบุกปล้นสะดมเมืองชายแดนของเหลียวปี้เลี่ยตง ถึงเวลานั้นราชสำนักอาจจะยุ่งวุ่นวายจนเกรงว่าจะดูแลท่านอ๋องได้ไม่ทั่วถึงเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร เปิ่นหวังเตรียมเงินทองมาเพียงพอในการเดินทางครั้งนี้ หากราชสำนักไม่ว่าง ข้าก็สามารถจ้างชาวบ้านแถวนี้มาคอยดูแลเรื่องความสะดวกได้ แต่ถ้าหากถึงตอนนั้นสถานการณ์วุ่นวายเกินไป ข้าอาจจะต้องรบกวนให้แม่นางฝานเอ๋อร์ย้ายมาพักที่เรือนของข้าเป็นการชั่วคราวแล้วล่ะ”
‘คิดจะโยนหินถามทางกับข้าล่ะก็ ข้าจะแสดงให้เห็นว่าข้านี่แหละคือยอดฝีมือที่เหนือกว่า’
องค์หญิงสิบสามนึกไม่ถึงว่าฝังเข็มมาตั้งครึ่งเดือนแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนยังคงทำเป็นไม่รู้ความอยู่เช่นนี้ นางจึงเริ่มร้อนรนขึ้นมา “ท่านอ๋อง อานิ่งขอพูดตามตรงนะเจ้าคะ ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิของทุกปี ราชสำนักมักจะปั่นป่วนไม่หยุด ต่อให้เป็นเพียงศึกชายแดนทางเหนือ แต่มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบถึงความปลอดภัยในเมืองหลวงด้วย เหลียวปี้เลี่ยตงเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ หากไม่มีแคว้นใหญ่อย่างแคว้นตงฮั่นคอยช่วยเหลือ ป่านนี้พวกเราคงถูกชนเผ่าเร่ร่อนยึดครองไปนานแล้วเจ้าค่ะ”
“เรื่องนี้ข้ารู้อยู่แล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนไม่มีความคิดที่จะเดินตามเกมของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
“อานิ่งขอวิงวอนให้ท่านอ๋องช่วยเหลียวปี้เลี่ยตงในครั้งนี้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ” องค์หญิงสิบสามกัดฟันคุกเข่าลงต่อหน้าเมิ่งฉีฮ่วน “ขอท่านอ๋องโปรดมีคำสั่งถึงแม่ทัพชายแดนแคว้นตงฮั่น ให้ส่งทหารมาช่วยเหลียวปี้เลี่ยตงให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินคำขอ เมิ่งฉีฮ่วนก้มลงมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะห้วน ๆ ออกมา “องค์หญิงสิบสามกำลังจะทวงบุญคุณกับข้าอย่างนั้นหรือ?”
“อานิ่งมิกล้าเจ้าค่ะ” ปากบอกว่าไม่กล้า แต่องค์หญิงสิบสามกลับเงยหน้าขึ้นสบตาเมิ่งฉีฮ่วนอย่างแน่วแน่ “เพียงแต่หวังว่าครั้งนี้ท่านอ๋องจะเปี่ยมไปด้วยเมตตา ช่วยเหลือแคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงสักครั้งนะเจ้าคะ”
“ข้ามีแผนจะพักอยู่ที่เหลียวปี้เลี่ยตงถึงห้าปีเชียวนะ” เมิ่งฉีฮ่วนแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาว “องค์หญิงคงไม่ได้หวังจะให้แคว้นตงฮั่นช่วยปกป้องเมืองชายแดนให้พวกเจ้าไปตลอดทั้งห้าปีหรอกนะ เพราะถ้าทำเช่นนั้น หลังจากห้าปีผ่านไป
เหลียวปี้เลี่ยตงอาจจะต้านทานการโจมตีของชนเผ่าเร่ร่อนไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว ในขณะที่พวกเจ้านอนเสวยสุขอยู่ภายใต้ปีกของแคว้นตงฮั่นที่แข็งแกร่ง แต่อีกฝ่ายกลับใช้ชีวิตอย่างห้าวหาญท่ามกลางพายุหิมะมาโดยตลอด”