ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 494 เคยได้ยินชื่อ ‘หว่านอู้เซิง’ หรือไม่
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 494 เคยได้ยินชื่อ ‘หว่านอู้เซิง’ หรือไม่
บทที่ 494 เคยได้ยินชื่อ ‘หว่านอู้เซิง’ หรือไม่
“ในเมื่อองค์หญิงยืนกรานจะฝังเข็มให้เยว่หาน…” เมิ่งฉีฮ่วนพูดถึงตรงนี้แล้วจู่ ๆ ก็เงียบงันไป
“คะ?” เมื่อเห็นเขาพูดค้างไว้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ องค์หญิงสิบสามจึงถามด้วยความไม่เข้าใจ “หรือมีสิ่งใดไม่เหมาะสมอย่างนั้นหรือ?”
“อืม” เมิ่งฉีฮ่วนเม้มริมฝีปากพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย พลางทอดถอนใจแล้วเอ่ยว่า “ข้าเองก็มีความสงสัยที่สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน อย่างไรเสียตอนนี้ข้าก็พักอยู่ในเรือนพักลี้ภัยของราชสำนักพวกเจ้า แถมก่อนหน้านี้ข้ายังเพิ่งปฏิเสธองค์หญิงไป ใจคนเราย่อมต้องระแวดระวังเป็นธรรมดา”
องค์หญิงสิบสามคาดไม่ถึงเลยว่า หลังจากที่เมิ่งฉีฮ่วนใช้ลีลาชั้นเชิงหลบเลี่ยงมานาน จู่ ๆ เขาจะปล่อยหมัดตรงออกมาเช่นนี้ นางอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะค่อย ๆ เค้นเสียงออกมา
“ท่านอ๋องมองอานิ่งเช่นนี้ อานิ่งรู้สึกเสียใจยิ่งนัก…” พูดไปพลาง ขอบตาก็เริ่มแดงระเรื่อขึ้นมา “ในเมื่อท่านอ๋องไม่เชื่อใจอานิ่ง เช่นนั้นอานิ่งก็จะพาพี่ฝานเอ๋อร์กลับไปเดี๋ยวนี้คะ”
นางพูดจบก็สะบัดหน้าจะเดินจากไปทันที โดยไม่สนแม้แต่กิริยามารยาทใด ๆ
“องค์หญิงสิบสามโปรดช้าก่อน” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยรั้งไว้ “หากองค์หญิงยอมลงนามในหนังสือค้ำประกัน ยืนยันว่าการฝังเข็มของแม่นางฝานเอ๋อร์ในครั้งนี้ เยว่หานจะไม่เกิดปัญหาใด ๆ และมีอาการดีขึ้น ข้าก็ใช่ว่าจะไม่เชื่อใจองค์หญิง”
คาดไม่ถึงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะมามุกนี้ แม้แต่เฮ่อเจิ้งเทียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยังถึงกับตกตะลึง
มีเพียงเจียงหมิงเท่านั้นที่ยังคงสงบเยือกเย็น เพราะนี่คือคำแนะนำที่เขาให้ไว้กับเมิ่งฉีฮ่วนเอง ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา ทั้งคู่ปรึกษากันหลายครั้งว่าหากองค์หญิงสิบสามกลับมาอีกครั้ง นางจะเล่นตุกติกหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้เมิ่งฉีฮ่วนเพิ่งจะปฏิเสธน้ำใจนางไปอย่างไม่ใยดี จะให้คนอื่นไม่ระแวงเลยก็คงเป็นไปไม่ได้
เจียงหมิงจึงเสนอแผนการว่า อย่าเพิ่งยอมให้ฝังเข็มในทันที แต่ให้หาทางบีบให้องค์หญิงรับรองว่าการรักษาจะไม่มีปัญหาและต้องเห็นผลชัดเจน
ตอนแรกเจียงหมิงคิดเพียงแค่จะให้รับปากด้วยวาจา แต่ไม่นึกว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะใช้วิธีดิบเถื่อนกว่านั้นด้วยการบังคับให้ลงลายลักษณ์อักษร แต่พอมาคิดดูอีกทีเขาก็เข้าใจ เพราะตอนนี้พวกเขาอยู่ในถิ่นของแคว้นเหลียวปี้เลี่ยตง ต่อให้มีพยานบุคคลว่านางรับปากด้วยวาจา แต่ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ ใครจะไปรู้ว่าพยานเหล่านั้นจะกลับคำหรือไม่
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เจียงหมิงก็อดชื่นชมความรอบคอบของเมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ ตอนแรกเขายังแฝงไว้ด้วยความลำพองใจของคนจากประเทศแม่ที่คิดว่าราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงย่อมต้องยำเกรงฐานะของพวกตน แค่มีพยานก็น่าจะพอแล้ว แต่เขาลืมไปว่าที่นี่คือบ้านของคนอื่น
เมื่อก่อนเจียงหมิงเคยมั่นใจในสติปัญญาของตัวเองว่าฉลาดล้ำราวกับปีศาจ แต่พอมาเห็นเมิ่งฉีฮ่วนในตอนนี้ เขากลับรู้สึกว่าไอ้ที่ว่าฉลาดน่ะมันไร้สาระสิ้นดี ติดตามเมิ่งฉีฮ่วนมานานขนาดนี้ เขารู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะกลายเป็นแค่เครื่องจักรผลิตของเสียไปวัน ๆ สมองที่ว่าเร็วก็ยังเร็วสู้เฮ่อเจิ้งเทียนไม่ได้ในบางเรื่อง
แถมเมื่อครึ่งเดือนก่อน เขายังโดนเฮ่อเจิ้งเทียนค่อนแคะเรื่องที่เป็นพวกโสดมาตั้งแต่เกิดจนไร้เดียงสาเรื่องความรักอีก หากเป็นแบบนี้ต่อไป เขาคงจะสู้เฮ่อเจิ้งเทียนไม่ได้จริง ๆ นั่นแหละ…
คิดได้ดังนั้น เจียงหมิงก็รีบคว้ากระดาษพู่กันมาเขียนหนังสือค้ำประกันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นส่งให้องค์หญิงสิบสามด้วยรอยยิ้ม
แน่นอนว่านอกจากลงชื่อแล้ว ยังต้องให้องค์หญิงสิบสามประทับลายนิ้วมือและลัญจกรส่วนตัวด้วย ไม่อย่างนั้นคงจะบิดพลิ้วได้ง่ายเกินไป
สีหน้าขององค์หญิงสิบสามย่ำแย่ลงทันทีที่เห็นกระดาษแผ่นนั้นและแท่นประทับชาด “ท่านอ๋อง ทำเช่นนี้ไม่ดูเป็นการดูหมิ่นกันเกินไปหน่อยหรือคะ?”
“ข้าต้องขออภัยองค์หญิงก่อนล่วงหน้า เพียงแต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพระชายาที่รักยิ่ง ข้าจึงจำเป็นต้องรอบคอบเป็นพิเศษ หวังว่าองค์หญิงจะโปรดเข้าใจในความเสียมารยาทครั้งนี้ด้วย” เมิ่งฉีฮ่วนตอบกลับอย่างรวดเร็ว ทว่าบนใบหน้าไม่มีวี่แววของความสำนึกผิดแม้แต่น้อย กลับดูเป็นธรรมชาติราวกับว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว
องค์หญิงสิบสามเห็นเช่นนั้นก็มีสีหน้าซับซ้อน “ท่านอ๋องไม่กังวลหรือว่าอานิ่งจะทนการดูหมิ่นนี้ไม่ได้ แล้วพาพี่ฝานเอ๋อร์เดินจากไปโดยไม่เหลียวแลพระชายาอีกเลย?”
“ไม่เป็นไร” เมิ่งฉีฮ่วนตอบอย่างราบเรียบ “หากองค์หญิงใจดำอำมหิตถึงเพียงนั้น ข้าเองก็คงต้องยอมเสี่ยงเพื่อภรรยาสุดที่รักสักตั้ง” น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยการข่มขู่ที่ไม่ได้ปกปิดเลยแม้แต่นิดเดียว
*หากเจ้ากล้าเล่นตุกติกกับข้า ข้าก็กล้าสั่งทหารมาเหยียบแผ่นดินเจ้าให้ราบพนาสูร ข้าไม่กลัวว่าเจ้าจะหัวแข็ง กลัวแค่หัวเจ้าจะแข็งไม่พอสู้เท่านั้น!*
เพื่อหลี่เยว่หานแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนยอมทิ้งทุกอย่างได้จริง ๆ ยิ่งบวกกับคำเตือนของเฮ่อเจิ้งเทียนเมื่อครึ่งเดือนก่อนที่ว่าองค์หญิงสิบสามอาจคิดจะแต่งงานด้วย เขาก็ยิ่งนิ่งเฉยไม่ได้
เขาพยายามยัดเยียดคำว่า ‘ภรรยาสุดที่รัก’ ใส่หูนางทุกคำขนาดนี้แล้ว หากนางยังดันทุรังจะแต่งให้เขาอีก เขาก็คงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยกทัพมาถล่มแคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงจริง ๆ
ส่วนเรื่องจะเกรงกลัวฮ่องเต้หลิงอวิ๋นหรือไม่นั้น… ลืมไปได้เลย สิ่งที่เขาเตรียมการไว้ตอนออกจากเมืองหลวง ป่านนี้คงความแตกหมดแล้ว สำหรับฮ่องเต้ตอนนี้ ขอแค่เมิ่งฉีฮ่วนไม่โผล่หัวกลับเมืองหลวงกะทันหัน ต่อให้เขาจะตัดหัวจ้าวปันสือของแคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงส่งไปถวายถึงวังหลวง ฮ่องเต้ก็คงไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่นัก
“ท่านอ๋องช่างรักพระชายาดั่งชีวิตจริง ๆ” ในที่สุดท่าทีไร้เดียงสาบนใบหน้าขององค์หญิงสิบสามก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาแห่งการคำนวณ “เช่นนั้นอานิ่งขอพูดตรง ๆ เลยแล้วกัน ในมือของอานิ่งมีสิ่งที่ช่วยชีวิตพระชายาได้จริง อยู่ที่ว่าท่านอ๋องจะเอาสิ่งใดมาแลก”
“องค์หญิงสิบสามช่างกล้าหาญนัก” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มบาง ๆ “หากองค์หญิงมีสิ่งที่ช่วยชีวิตเยว่หานได้จริง เหตุใดต้องให้แม่นางฝานเอ๋อร์มาฝังเข็มให้วุ่นวายเล่า” แม้เขาจะค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่นางพูดคือเรื่องจริงถึงแปดเก้าส่วน แต่เขาก็ต้องไม่แสดงอาการออกไป ยามนี้คือการประลองเล่ห์เหลี่ยม ใครเผยจุดอ่อนก่อน คนนั้นแพ้
องค์หญิงสิบสามยิ้มออกมาอย่างสดใส “ท่านอ๋องคงจะเคยชิมขนมที่แคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงส่งไปถวายที่เมืองหลวงในทุก ๆ ปี ความจริงแล้วขนมเหล่านั้นทำมาจากสิ่งที่ช่วยชีวิตพระชายาได้นั่นเอง แม้จะมีปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ขนมมีรสชาติเลิศล้ำและช่วยให้ร่างกายปลอดโปร่ง”
เมิ่งฉีฮ่วนนิ่งเงียบ เมื่อพูดถึงขนมชนิดนี้ เขาก็นึกถึงตำราเกี่ยวกับถังหนานฝานที่เขาเคยรวบรวมมาจากเมืองเทียนซิงอู่เหอ ในนั้นเคยระบุไว้ว่าน้องชายของถังหนานฝานที่ชื่อถังเป่ยฝานหลงใหลในขนมหวานมาก และภายหลังได้ทำธุรกิจจนรุ่งเรืองใหญ่โต แต่เรื่องราวหลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้แน่ชัด หรือว่าทายาทของถังเป่ยฝานจะอยู่ในราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตง?
“ไม่ทราบว่าท่านอ๋องเคยได้ยินชื่อ ‘หว่านอู้เซิง’ หรือไม่คะ?” องค์หญิงสิบสามเห็นเขาเงียบไปจึงตัดสินใจเอ่ยออกมาตรง ๆ
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘หว่านอู้เซิง’ เปลือกตาของเมิ่งฉีฮ่วนพลันกระตุกวูบ ขณะที่เจียงหมิงสังเกตเห็นว่าแม่นางฝานเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างหลังองค์หญิงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“หว่านอู้เซิง ให้กำเนิดสรรพสิ่ง ต่อให้เหลือลมหายใจเพียงเฮือกเดียว หากได้รับหว่านอู้เซิงก็จะกลับฟื้นคืนชีพได้” องค์หญิงสิบสามเห็นเมิ่งฉีฮ่วนยังคงนิ่งเงียบ ก็นึกว่าตนเองเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าแล้ว จึงเชิดหน้าขึ้นอย่างลำพอง
“หลายปีมานี้เพื่อเป็นการเอาใจแคว้นตงฮั่นที่เป็นประเทศแม่ ทุกครั้งที่ส่งขนมไป เราจะผสมหว่านอู้เซิงลงไปเล็กน้อย แม้ปริมาณจะน้อยนิดแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้รสชาติพิเศษไม่เหมือนใคร ข้าคิดว่าท่านอ๋องย่อมล่วงรู้ดี”
“อานิ่งเป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อ พระองค์จึงตัดสินใจจะยกหว่านอู้เซิงครึ่งหนึ่งให้อานิ่งเป็นสินเดิม หากท่านอ๋องต้องการช่วยพระชายา ก็จงหาฤกษ์ดีมาสู่ขออานิ่งกับเสด็จพ่อเถิดค่ะ” พูดจบ องค์หญิงสิบสามก็ย่อตัวคำนับอย่างแช่มช้อย ก่อนจะพาฝานเอ๋อร์เดินจากไป
“ท่านอ๋อง…” หลังจากทั้งคู่พ้นเขตเรือนไปแล้ว เจียงหมิงก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เรื่องหว่านอู้เซิงเกรงว่าจะเป็นเรื่องจริง แต่เมื่อครู่ข้าสังเกตเห็นแม่นางฝานเอ๋อร์ ทันทีที่องค์หญิงสิบสามเอ่ยชื่อหว่านอู้เซิงออกมา ท่าทางของนางดูผิดปกติอย่างมากครับ”