ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 495 ลักพาตัว
บทที่ 495 ลักพาตัว
ในที่สุดองค์หญิงสิบสามก็เริ่มที่จะนั่งไม่ติดเสียแล้ว
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นางจงใจแสดงท่าทีดึงเช็งเพื่อปั่นหัวและหยั่งเชิงพวกเขาทั้งกลุ่ม ซึ่งเรื่องนี้เมิ่งฉีฮ่วนย่อมรู้ดีอยู่เต็มอก ทว่าที่เขายังนิ่งเฉยอยู่นั้น ก็เพราะตระหนักว่าพวกเขายังพักอาศัยอยู่ในจวนรับรองของราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตง
การหักหน้ากันตรง ๆ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อฝ่ายใด อีกทั้งต้องยอมรับว่าทุกครั้งที่แม่นางฝานเอ๋อร์มาฝังเข็มให้ แม้หลี่เยว่หานจะยังไม่ฟื้นคืนสติ แต่สีหน้าและออร่าของนางกลับดูดีขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งมาถึงแคว้นนี้มากนัก
องค์หญิงสิบสามจับจุดอ่อนของเมิ่งฉีฮ่วนได้แม่นยำ นางจึงใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้รักษาภาพลักษณ์อันไร้เดียงสาของตนเองไว้ พร้อมกับพยายามสร้างบรรยากาศให้ดูเหมือนว่านางกำลังร้อนอกร้อนใจแทนเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานอย่างจริงใจ โดยหารู้ไม่ว่า นอกจากเฮ่อเจิ้งเทียนที่ช่วงแรกยังตามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมแล้ว ทั้งเมิ่งฉีฮ่วนและเจียงหมิงต่างมองทะลุการแสดงอันแสนหยาบโลนของนางมานานแล้ว
หากไม่ใช่เพราะแม่นางฝานเอ๋อร์ละก็…
“ท่านอ๋องครับ หรือว่าเราจะพาตัวแม่นางฝานเอ๋อร์…” เฮ่อเจิ้งเทียนพรวดพราดเข้ามาตรงหน้าเมิ่งฉีฮ่วนพลางทำท่าทำทางประกอบ “ลักพาตัวนางมาเลยดีไหมครับ?”
เจียงหมิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นท่าทางนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงจะอ่อนแอและเต็มไปด้วยปัญหาอย่างที่เราเห็นภายนอกน่ะ?”
“เอ๋? หรือว่าไม่ใช่ล่ะครับ ถ้าพวกเขาไม่กากจริง ทำไมถึงโดนพวกชนเผ่าเร่ร่อนปล้นสะดมอยู่ทุกปีล่ะ?” เฮ่อเจิ้งเทียนถามด้วยสีหน้ามึนงง
“ย่อมไม่ใช่แน่นอน เหลียวปี้เลี่ยตงไม่เพียงไม่เกรงกลัวใคร แต่ลึก ๆ แล้วยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าแคว้นเหลี่ยหลานเสียอีก” สีหน้าของเจียงหมิงเริ่มเคร่งขรึมขึ้นเมื่อกล่าวต่อ
“ช่วงนี้ท่านอ๋องพักอยู่แต่ในเรือนไม่ได้ออกไปไหน แต่เจิ้งเทียน เจ้ากับฉันได้ออกไปข้างนอกบ่อย ๆ เจ้าลองนึกดูสิ ทั้งที่ตอนนี้ใกล้ถึงช่วงเวลาที่พวกชนเผ่าเร่ร่อนจะบุกปล้นแล้ว แต่เจ้าเคยเห็นราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงส่งอินทรีสื่อสารออกไปแจ้งข่าวทหารแม้แต่ครั้งเดียวไหม?”
ได้ยินดังนั้น เฮ่อเจิ้งเทียนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตบหน้าผากตัวเองเมื่อนึกขึ้นได้
อินทรีสื่อสารนั้นแตกต่างจากนกพิราบสื่อสารทั่วไป มันต้องผ่านการฝึกฝนจากยอดฝีมือเป็นพิเศษ และมีเพียงเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่จะเพาะเลี้ยงได้ แม้แต่เมิ่งฉีฮ่วนเองก็มีอยู่เพียงไม่กี่ตัว แต่เหลียวปี้เลี่ยตงแม้จะเป็นแคว้นเล็ก ๆ ทว่าต่อให้อ่อนแอเพียงใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีปัญญาเลี้ยงอินทรีสื่อสารสักตัว
ยิ่งไปกว่านั้น เฮ่อเจิ้งเทียนเคยใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพและติดตามเมิ่งฉีฮ่วนมานาน ย่อมแยกแยะลักษณะของอินทรีสื่อสารได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมาเขามัวแต่เดินเที่ยวเล่นหาของกินตามตรอกซอกซอยกับเจียงหมิงจนไม่ได้สังเกตเรื่องรอบตัวเลย
ตอนแรกเขายังเคยถามเจียงหมิงว่า ในขณะที่ท่านอ๋องกำลังเป็นห่วงพระชายา แต่พวกเขากลับออกมาเดินเที่ยวหาของอร่อยกินแบบนี้ ท่านอ๋องจะตำหนิเอาหรือไม่ แต่ตอนนั้นเจียงหมิงกลับยัดเนื้อย่างใส่มือเขาโดยไม่ตอบอะไร และเฮ่อเจิ้งเทียนก็ดันโดนเนื้อย่างอุดปากจนลืมคำถามของตัวเองไปเสียสนิท
พอเจียงหมิงทักขึ้นมาเช่นนี้ แม้เฮ่อเจิ้งเทียนจะเริ่มเข้าใจ แต่ก็ยังมึนอยู่เล็กน้อย “ที่ผ่านมาคุณเจียงไม่ได้พาผมไปเดินเที่ยวหาของกินเฉย ๆ แต่กำลังสังเกตการณ์ราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงอยู่อย่างนั้นเหรอครับ?”
“แน่นอนสิ” เจียงหมิงพยักหน้า “ตั้งแต่ก้าวเข้าประตูเมืองมา ฉันก็รู้สึกว่าเหลียวปี้เลี่ยตงมีบางอย่างผิดปกติ แม้จะรู้ว่าคนในแคว้นสามัคคีและมั่งคั่ง จนกลายเป็นแกะอ้วนในสายตาพวกชนเผ่าเร่ร่อน แต่การที่มีทหารเฝ้าประตูเมืองเพียงไม่กี่สิบคนมันดูหละหลวมเกินไปหน่อย”
“ตอนแรกฉันกะจะเสนอแนะให้จ้าวปันสือเพิ่มกำลังอารักขา แต่ท่านอ๋องห้ามฉันไว้ก่อน พอได้รับคำชี้แนะจากท่านอ๋อง ฉันถึงได้พบว่าเหลียวปี้เลี่ยตงในยามกลางคืนกับกลางวันน่ะ เป็นคนละเรื่องกันเลย”
“เจ้าดูลูกกรงเหล็ก เอ๊ย เรือนพักลี้ภัยที่เราอยู่นี่สิ ยามกลางวันดูเหมือนมีทหารเฝ้าประปรายไว้ประดับบารมี แต่พอเข้าสู่ช่วงเที่ยงคืน รอบ ๆ เรือนของเราจะมีองครักษ์เงาระดับยอดฝีมือแฝงตัวอยู่ไม่ต่ำกว่าร้อยคน พวกเขาเฝ้าจับตาดูเราทุกคืน เจ้าลองทายดูสิว่าเพราะอะไร?”
เฮ่อเจิ้งเทียนส่ายหัวอย่างว่างเปล่า “คงไม่ใช่เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเราหรอกมั้งครับ…”
“เหตุผลหนึ่งคือการคุ้มครองก็จริง” เจียงหมิงอธิบายต่อ “แต่เหตุผลที่ใหญ่กว่าคือความระแวง พวกเขากลัวว่าเราจะส่งข่าวกรองของราชสำนักออกไปข้างนอก อีกอย่าง เรื่องที่พวกชนเผ่าเร่ร่อนรุกรานทุกปีก็เป็นเรื่องจริง ไม่แน่ว่าจ้าวปันสืออาจจะคิดใช้ท่านอ๋องเป็นตัวประกัน เพื่อบีบให้กองทัพชายแดนของเราออกมาช่วยพวกเขาเฝ้าเมืองก็ได้”
“แต่ว่า… การทำแบบนั้นมันเท่ากับหักหน้ากัน ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อเหลียวปี้เลี่ยตงเลยนะครับ” เฮ่อเจิ้งเทียนพยายามเค้นสมองตามให้ทัน แต่นี่มันซับซ้อนเกินไปสำหรับเขา
“แล้วถ้าสมมติว่า จริง ๆ แล้วราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงแอบจับมือเป็นพันธมิตรกับพวกชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือล่ะ? พวกเขาแค่อยากจับท่านอ๋องไว้เป็นตัวประกันเพื่อดึงความสนใจของกองทัพชายแดนตงฮั่นให้เคลื่อนย้ายไปที่อื่น เพื่อเปิดทางให้พวกเร่ร่อนเข้าโจมตีเมืองชายแดนของเราได้ถนัดขึ้นล่ะ เจ้าจะว่ายังไง?”
สิ้นประโยคของเจียงหมิง ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
เฮ่อเจิ้งเทียนที่เพิ่งได้สติรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วกระซิบถาม “ถ้างั้น… เราควรทำยังไงดีครับ?”
“อยู่นิ่ง ๆ ไว้ก่อน อย่าเพิ่งหลงกล” เจียงหมิงตอบ
“ไม่” ในที่สุดเมิ่งฉีฮ่วนก็เอ่ยปากขึ้น “ก่อนเที่ยงคืนคืนนี้ เจิ้งเทียน เจ้าไปลักพาตัวแม่นางฝานเอ๋อร์มาที่เรือนเราซะ” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เหลียวปี้เลี่ยตงจะวางแผนอะไร ข้าไม่สนใจทั้งนั้น จุดประสงค์ที่เรามาที่นี่คือเพื่อรักษาพระชายา ในเมื่อองค์หญิงสิบสามจงใจเผยไต๋เพื่อบีบคั้นเรานัก เราก็แค่พาตัวหมอไปเลยก็สิ้นเรื่อง”
“ที่ท่านอ๋องพูดมาก็มีเหตุผลครับ” เจียงหมิงขมวดคิ้วใช้ความคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย “ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าองค์หญิงสิบสามมีหว่านอู้เซิงอยู่ในมือจริงหรือไม่ แต่แม่นางฝานเอ๋อร์คนนั้น ฉันว่านางดูมีอะไรน่าสนใจทีเดียว บางทีนางอาจจะรู้เรื่องหว่านอู้เซิงมากกว่าใคร และวิชาแพทย์ของนางก็ดูท่าจะใช้ได้จริง ๆ”
เมิ่งฉีฮ่วนเหลือบมองเจียงหมิงด้วยสายตาประหลาด ก่อนจะเอ่ยเนิบ ๆ “เจ้าเอาตาข้างไหนมองว่าวิชาแพทย์นางใช้ได้กัน?”
เจียงหมิง “???”
“ฝีมือการฝังเข็มของนางน่ะช่ำชองก็จริง แต่ยังเทียบไม่ได้แม้แต่กับตาแก่กู่ในสำนักหมอหลวงด้วยซ้ำ ที่เยว่หานอาการดีขึ้นหลังจากการฝังเข็ม เป็นเพราะเข็มเงินของนางทุกเล่มถูกแช่อยู่ในหว่านอู้เซิงมาเป็นเวลานานก่อนจะเอามาใช้ที่นี่ต่างหาก”
ครั้งแรกที่เมิ่งฉีฮ่วนเห็นเข็มสีดำคล้ำในมือนาง เขาไม่ได้เอะใจนัก แต่พอสังเกตเห็นว่าหลังจากถอนเข็มออกมาแล้ว เข็มเหล่านั้นกลับคืนเป็นสีเงินวาวดังเดิม ความสงสัยก็เริ่มก่อตัวขึ้น
และในเมื่ออาการของหลี่เยว่หานดีขึ้นเพราะการรักษาของนางจริง ๆ เมิ่งฉีฮ่วนจึงต้องข่มความใจร้อนเอาไว้และอดทนรอมานานขนาดนี้ เพียงเพื่อจะดูว่าองค์หญิงสิบสามคิดจะใช้หว่านอู้เซิงมาแลกกับอะไร
เมิ่งฉีฮ่วนไม่เชื่อว่าแม่นางฝานเอ๋อร์จะมีหว่านอู้เซิงไว้ในครอบครอง และคำพูดขององค์หญิงสิบสามในวันนี้ก็ช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานนั้นทางอ้อม
“แล้ว… ทำไมเราต้องลักพาตัวแม่นางฝานเอ๋อร์มาด้วยล่ะครับ?” เฮ่อเจิ้งเทียนรวบรวมความกล้าถามขึ้น
ได้ยินคำถามนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็กระตุกยิ้มที่มุมปาก “เล่นสนุกกับพวกเรามานานขนาดนี้ ก็ต้องเรียกเก็บดอกเบี้ยกันบ้าง องค์หญิงสิบสามเป็นพวกประเภทไม่เห็นกระต่ายไม่ปล่อยเหยี่ยว อุตส่าห์ดึงเช็งกับเรามาตั้งนาน อุตส่าห์ดึงเช็งกับเรามาตั้งนาน ถ้าเราไม่ยอมติดกับ นางคงจะเหงาแย่….
และเจียงหมิงก็บอกเองว่าตอนที่องค์หญิงพูดถึงหว่านอู้เซิง ท่าทางของฝานเอ๋อร์ดูผิดปกติมาก แม้จะไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ แต่ลองเสี่ยงดูหน่อยจะเป็นไรไป อย่างไรเสียเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาข้าก็อดทนมามากพอแล้ว ถึงเวลาหาอะไรให้พวกเหลียวปี้เลี่ยตงทำแก้เซ็งบ้างเสียที”