ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 496 ทายาทของถังเป่ยฝาน
บทที่ 496 ทายาทของถังเป่ยฝาน
แม้ว่าเฮ่อเจิ้งเทียนจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ท่านอ๋องกับเจียงหมิงสนทนากันนัก แต่หากเป็นเรื่องการหาเรื่องป่วนชาวบ้านแล้วละก็ เขาถือเป็นยอดฝีมือแถวหน้าเลยทีเดียว
ยามนี้แคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงยังไม่เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ กลางวันจึงสั้นกว่าปกติ เพียงแค่ยามโหย่ว ท้องฟ้าก็เริ่มมืดมิดลงแล้ว
หลังจากรับประทานอาหารค่ำเสร็จ เฮ่อเจิ้งเทียนก็จัดการเปลี่ยนชุดเป็นชุดพรางตัวสีดำสนิท พกมีดสั้นเล่มเล็กที่ไม่ได้ใช้งานมานานติดตัวไว้ แล้วแอบเร้นกายออกจากเรือนพักลี้ภัยไปอย่างเงียบเชียบท่ามกลางราตรีอันหนาวเหน็บ
ในยามเดียวกัน เมิ่งฉีฮ่วนกำลังนั่งเดินหมากอยู่กับเจียงหมิงในห้องนอนของหลี่เยว่หาน
“ท่านอ๋องดูออกได้อย่างไรครับว่าแม่นางฝานเอ๋อร์ไม่ได้เป็นใบ้?” เจียงหมิงนิ่งคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่สงสัยออกมา
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแม้แต่น้อย เขาตอบเสียงเรียบว่า “องค์หญิงสิบสามก็บอกเองไม่ใช่หรือว่า หว่านอู้เซิงให้กำเนิดสรรพสิ่ง ต่อให้เหลือลมหายใจเพียงเฮือกเดียวก็สามารถฉุดกลับมาจากประตูนรกได้ และหว่านอู้เซิงที่แม่นางฝานเอ๋อร์นำมาปรุงยาให้เยว่หานจนถึงตอนนี้ อย่างน้อยก็น่าจะมีปริมาณถึงหนึ่งช้อนโต๊ะแล้ว ข้าเคยสัมผัสกับหว่านอู้เซิงมาก่อนย่อมรู้ซึ้งถึงอานุภาพของมันดี ถ้านายเป้นแม่นางฝานเอ๋อร์ นายจะปล่อยให้คอตัวเองใช้การไม่ได้โดยไม่รักษาอย่างนั้นหรือ?”
ได้ยินดังนั้น เจียงหมิงก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ วางหมากขาวลงแล้วแย้งว่า “แต่บางคนก็เป็นใบ้มาตั้งแต่เกิดนะครับ”
“คนที่เป็นใบ้แต่กำเนิด ส่วนใหญ่จะหูหนวกด้วย แต่เห็นได้ชัดว่าแม่นางฝานเอ๋อร์ได้ยินเสียงและเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางวางหมากดำลงไป กลหมากบนกระดานพลันเปลี่ยนเป็นรุกฆาตทันที “นายแพ้แล้ว”
“เดินหมากกับท่านอ๋องทีไร ผมไม่เคยชนะเลยจริง ๆ” ตอนแรกเจียงหมิงยังแอบไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ เพราะในโลกก่อนเขาเคยเป็นถึงแชมป์หมากรุกระดับเยาวชนระดับประเทศเชียวนะ
แต่พอมาเจอเมิ่งฉีฮ่วนเข้า แพ้แล้วแพ้อีกจนตอนนี้เขาเริ่มจะหมดทิฐิไปเอง ช่วยไม่ได้ ในเมื่อแพ้จนชินแล้ว ถ้ายังขืนดื้อรั้นกุมขมับต่อมีหวังได้อกแตกตายเสียก่อน
“ข้าล่ะสงสัยนัก ทำไมตอนนั้นนายถึงยอมรับการคลุมถุงชนของจงเจิ้งเซวียน ทั้งที่ยอมแต่งงานและมีลูกล่ะ?” เมิ่งฉีฮ่วนเป็นเพียงไม่กี่คนที่รู้ฐานะผู้มาจากต่างโลกของเจียงหมิง
“ข้าเคยได้ยินเยว่หานเล่าเรื่องโลกของพวกนายมาบ้าง เห็นว่าพวกนายเน้นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล และปฏิเสธการ… การคลุมถุงชนไม่ใช่หรือ?”
เมื่อถูกจี้จุด เจียงหมิงก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน “ตอนแรกผมก็ปฏิเสธครับ เพราะจงเจิ้งเซวียนไม่ใช่เจ้านายในอุดมคติที่ผมอยากจะรับใช้เลย แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ เขาเล่นวางกู่ใส่ผม แถมยังล้างสมองว่าถ้าผมยอมสร้างครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝา เขาถึงจะยอมลดการเฝ้าติดตามลง ท่านอ๋องไม่รู้หรอกว่าช่วงนั้นผมใช้ชีวิตยังไง จงเจิ้งเซวียนเป็นคนขี้ระแวงมาก ผมตื่นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วเจอองครักษ์เงามานั่งเล่นอยู่ในบ้าน พวกเขาไม่กลัวผมเห็นด้วยซ้ำ พอผมตื่นถึงค่อย ๆ เดินจากไปต่อหน้าต่อตา”
พูดมาถึงตรงนี้ เจียงหมิงดูเหมือนจะมีอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะข่มมันไว้แล้วยิ้มแห้ง ๆ “ผมเป็นคนเห็นแก่ตัวครับ ในโลกก่อนผมก็เป็นพวกฉวยโอกาสที่เน้นผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก แต่ลูกผู้ชายที่ไหนจะไม่อยากสร้างผลงานใหญ่โตล่ะ ดังนั้นเพื่อให้หลุดพ้นจากการถูกจับตาดูตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ผมเลยต้องจำใจยอมพยักหน้าแต่งงาน”
“แต่ที่ผมคาดไม่ถึงเลยก็คือ กู่ที่จงเจิ้งเซวียนวางใส่ผมมันส่งผลร้ายไปถึงลูกเมียด้วย ยิ่งไปกว่านั้น พอแต่งงานแล้วเขากลับไม่ได้สั่งให้คนเลิกตามผม แต่กลับเปลี่ยนไปเฝ้าจับตาลูกเมียของผมแทน…” เมื่อพูดถึงครอบครัว แววตาของเจียงหมิงก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ถือเป็นผลกรรมความเห็นแก่ตัวของผมเองแหละครับ” เจียงหมิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “แม้ตอนนี้จงเจิ้งเซวียนจะตายไปแล้ว และกู่ในตัวพวกเราสามคนพ่อแม่ลูกจะถูกถอนออกไปแล้ว แต่ภรรยาของผมเป็นผู้หญิง ร่างกายถูกกู่กัดกินมาหลายปีจนทรุดโทรม ส่วนเจียงฉือเองก็…”
“อาการของเจียงฉือใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ ข้าเคยคุยกับหมอกู่แล้ว เขาบอกว่าถ้าเขายอมให้ฝังเข็มที่ศีรษะ ไม่แน่ว่าเจียงฉืออาจจะกลับมามีสติสัมปชัญญะที่แจ่มใสได้” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางจัดวางกระดานหมากชุดใหม่
“ความหวังมันริบหรี่นัก แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยฉือเอ๋อร์ก็ไม่ต้องมาเดินตามรอยเดิมของผม” เจียงหมิงยิ้มขื่น พลางหยิบหมากขาววางลงกลางกระดาน
เฮ่อเจิ้งเทียนนั้นถูกเมิ่งฉีฮ่วนฝึกฝนมากับมือ เรื่องความรวดเร็วย่อมไม่ต้องพูดถึง
หลังจากทั้งคู่เดินหมากไปได้เพียงสามกระดาน เฮ่อเจิ้งเทียนก็แบกกระสอบสีดำใบใหญ่อันหนักอึ้งกลับมา
ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้ามา เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับต้องหรี่ตาลงเพราะลมหนาวที่พัดเข้ามาปะทะ ดูเหมือนข้างนอกหิมะจะเริ่มตกอีกรอบแล้ว
“ท่านอ๋อง ผมทำภารกิจสำเร็จแล้วครับ!” เฮ่อเจิ้งเทียนคำนึงว่าแม่นางฝานเอ๋อร์เป็นสตรี เขาจึงไม่ได้โยนนางลงพื้นอย่างรุนแรง แต่กลับวางลงบนเก้าอี้อย่างเบามือ ก่อนจะแก้มัดปากกระสอบออก
ร่างของแม่นางฝานเอ๋อร์ที่ถูกมัดมือมัดเท้าและมีผ้าอุดปากอยู่ ปรากฏต่อสายตาชายหนุ่มทั้งสามคน
เมิ่งฉีฮ่วนวางหมากในมือลง แล้วลุกเดินไปตรงหน้าแม่นางฝานเอ๋อร์พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าจะถาม ถ้าเจ้า… ข้าหมายถึง ถ้าเจ้าเข้าใจให้พยักหน้าหรือส่ายหน้าก็พอ”
ฝานเอ๋อร์เบิกตากว้างมองเมิ่งฉีฮ่วนอย่างตื่นตะลึง นางดูคาดไม่ถึงว่าเขาจะกล้าใช้วิธีดิบเถื่อนเช่นนี้ ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงค่อย ๆ พยักหน้าช้า ๆ
“เจ้าคือทายาทของถังเป่ยฝานใช่หรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนไม่คิดจะอ้อมค้อม เขาปล่อยหมัดตรงเข้าประเด็นทันที สำหรับเขาแล้ว การอ้อมค้อมมีไว้ใช้หยอกล้อกับหลี่เยว่หานเพื่อสร้างความสำราญ หรือใช้ชิงไหวชิงพริบกับฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเพื่อความอยู่รอด แต่กับคนทั่วไปอย่างฝานเอ๋อร์ เมิ่งฉีฮ่วนมักจะเลือกวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดเสมอ
และแน่นอนว่าฝานเอ๋อร์ถึงกับอึ้งจนสติหลุดไปทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น
เนิ่นนานกว่าที่นางจะยอมพยักหน้ายอมรับ
“ความจริงเจ้าพูดได้ ใช่หรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนถามต่อ
คราวนี้ปฏิกิริยาของฝานเอ๋อร์รวดเร็วขึ้นเล็กน้อย นางพยักหน้าอีกครั้ง
“หว่านอู้เซิงที่องค์หญิงสิบสามอ้างว่าจะใช้เป็นสินเดิม แท้จริงแล้วเป็นของสืบทอดประจำตระกูลของเจ้า ใช่หรือไม่?”
ฝานเอ๋อร์ถูกจี้ถามจนหน้าถอดสี แต่ก็ยังฝืนพยักหน้าตอบ
“ดังนั้น ยามนี้หว่านอู้เซิงจึงไม่ได้อยู่ในมือนาง”
ฝานเอ๋อร์พยักหน้าอีกครั้ง
“ข้าจะปล่อยเจ้าเดี๋ยวนี้ เจ้าพร้อมจะให้ความร่วมมือไหม?”
นางยังคงพยักหน้า
เมิ่งฉีฮ่วนไม่รอช้า เขาส่งสายตาให้เฮ่อเจิ้งเทียน ลูกน้องคนสนิทรีบเข้าไปดึงผ้าออกจากปากและแก้มัดให้นางอย่างไม่ออมแรงนัก
เมื่อได้รับอิสระ ฝานเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน พลางขยับร่างกายที่ล้าจากการถูกมัด ก่อนจะมองไปที่เมิ่งฉีฮ่วนแล้วเริ่มเอ่ยปากพูดช้า ๆ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแหบพร่าและฟังดูขัดหูยิ่งนัก “นึกไม่ถึงเลยว่าฉีอ๋องจะช่างสังเกตถึงเพียงนี้”
“คอของเจ้า ถูกองค์หญิงสิบสามวางยาจนเสียเสียงไปสินะ” เฮ่อเจิ้งเทียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ โพล่งถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
ใบหน้าที่เคยผ่อนคลายลงเล็กน้อยของฝานเอ๋อร์พลันเคร่งขรึมและเศร้าหมองลงทันที “ใช่ เป็นฝีมือนาง เพื่อจะแย่งชิงหว่านอู้เซิงไป ราชวงศ์เหลียวปี้เลี่ยตงไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้หรอก”
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้รีบร้อนจะถามอะไรต่อ เขาเดินกลับไปนั่งลงข้างกระดานหมากพลางจิบชาร้อนอย่างใจเย็น
“ท่านอ๋องสั่งคนลักพาตัวข้ามากลางดึกเช่นนี้ แสดงว่าตั้งใจจะฉีกหน้ากับราชวงศ์เหลียวปี้เลี่ยตงแล้วสินะคะ?” ฝานเอ๋อร์ถามด้วยความระแวง
“เปล่านี่” เมิ่งฉีฮ่วนตอบออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย “พวกข้ายังอาศัยอยู่ในเมืองหลวงของพวกเจ้า จะกล้าหักหน้ากับราชวงศ์ได้อย่างไร”
ได้ยินดังนั้น ฝานเอ๋อร์ก็ถึงกับไปไม่เป็น นางหันไปมองเฮ่อเจิ้งเทียน แต่กลับพบว่าสีหน้าของเฮ่อเจิ้งเทียนนั้นเต็มไปด้วยความงุนงงยิ่งกว่านางเสียอีก