ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 497 องค์หญิงสิบสาม
บทที่ 497 องค์หญิงสิบสาม
“ท่านอ๋องฉีเกรงใจไปแล้ว!” บาเคอร์ยกจอกเหล้าขึ้นชูแต่ไกลก่อนจะดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นเขาวางจอกลงอย่างใจนักเลง ใช้มีดเฉือนเนื้อแกะย่างสุกออกมาหนึ่งชิ้นแล้วกล่าวปนยิ้มว่า
“ยามนี้ทั่วทั้งเมืองติ้งอวิ๋นต่างรู้กันถ้วนหน้าว่าท่านอ๋องฉีทรงยอมลำบากเดินทางไกลนับพันลี้มายังเหลียวปี้เลี่ยตงของพวกเราเพื่อพระชายาสุดที่รัก นับเป็นเกียรติแก่บ้านเมืองเรายิ่งนัก!”
‘ต่อให้เป็นแคว้นมหาอำนาจแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ยังมีโรคที่รักษาไม่ได้ จนต้องถ่อมาขอความช่วยเหลือถึงแคว้นห่างไกลอย่างพวกเราอยู่ดี!’
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็วางจอกเหล้าลง น้ำเสียงยังคงราบเรียบ “ที่ข้าต้องมาคอยรบกวนพวกท่าน ก็เพราะทำตามคำแนะนำของกรมโหราศาสตร์เท่านั้น”
‘มาเหลียวปี้เลี่ยตงน่ะใช่ แต่ข้าไม่ได้อยากมาเอง กรมโหราศาสตร์คำนวณตามดวงดาวมาให้ต่างหากล่ะ อย่าได้คิดว่าวิชาแพทย์ของพวกเจ้าจะเหนือกว่าแคว้นตงฮั่นของข้าเลย!’
“เพียงแต่เวลาล่วงเลยมาหลายวันแล้ว แต่อาการของพระชายาก็ยังไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย เรื่องนี้ทำให้ข้าร้อนใจยิ่งนัก” เมิ่งฉีฮ่วนเสริมขึ้นอีกประโยค
‘กรมโหราศาสตร์บอกว่าเหลียวปี้เลี่ยตงมีวิธีช่วยเมียข้า แต่ข้ามาแล้วพวกเจ้ากลับไม่มีปัญญาทำอะไรเลย ข้าผิดหวังมาก!’
ใบหน้าของบาเคอร์ฉายแววกระอักกระอ่วนวูบหนึ่ง เขาพิงมีดที่ใช้เฉือนเนื้อลงก่อนจะกล่าวเสียงดังฟังชัด “ท่านอ๋องฉีโปรดวางใจ เหลียวปี้เลี่ยตงย่อมต้องทุ่มเทกำลังทั่วทั้งแผ่นดินเพื่อรักษาพระชายาของท่านอย่างแน่นอน!”
‘ในเมื่อกรมโหราศาสตร์ของพวกท่านเก่งกาจนัก พวกเราก็จะช่วยรักษาไปตามน้ำก็แล้วกัน ถ้ารักษาไม่หายก็อย่ามาโทษพวกข้าละกัน!’
เมิ่งฉีฮ่วนเผยยิ้มขื่น พลางกล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าเชื่อในความจริงใจของท่านองค์ชายใหญ่ หากอาการของพระชายาดีขึ้น ข้าสัญญาว่าจะไม่ปฏิบัติอย่างแล้งน้ำใจต่อเหลียวปี้เลี่ยตงแน่นอน”
‘อยากได้ผลประโยชน์ใช่ไหม งั้นก็แสดงฝีมือออกมา ถ้าทำแค่ขอไปที ก็อย่าหวังว่าจะได้อะไรติดมือกลับไป!’
ทั้งสองฝ่ายต่างโต้ตอบกันอย่างมีนัยแฝงอยู่หลายยก บาเคอร์ไม่สามารถช่วงชิงความได้เปรียบใด ๆ จากเมิ่งฉีฮ่วนได้เลย สุดท้ายจึงต้องจำใจหุบปากแล้วหันไปชมการร่ายรำแทน
สตรีชาวเหลียวปี้เลี่ยตงนั้นใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางหิมะและความหนาวเหน็บเกือบตลอดทั้งปี ต่อให้เป็นช่วงฤดูร้อนจัด อุณหภูมิของที่นี่ก็ยังเย็นกว่าแคว้นตงฮั่นมาก ส่งผลให้พวกนางมีผิวพรรณที่ละเอียดละออ ท่วงท่าการร่ายรำก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ดูองอาจเข้มแข็งและสง่างาม
ทว่าใจของเมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้อยู่ที่การแสดงเหล่านั้นเลย
นับตั้งแต่หมอของเหลียวปี้เลี่ยตงเริ่มเข้ามาตรวจอาการของหลี่เยว่หาน เขาก็เอาแต่ครุ่นคิดว่า ‘ดาวต่างถิ่น’ ที่กรมโหราศาสตร์กล่าวถึงนั้นอยู่ที่ใดกันแน่ ในเมื่อยามนี้เขาพาหลี่เยว่หานมาถึงที่นี่แล้ว เหตุใดดาวดวงนั้นจึงยังไม่ปรากฏตัวเสียที
เขากลัวเหลือเกิน กลัวว่าร่างกายของหลี่เยว่หานจะทนไม่ไหวจนสิ้นลมหายใจไปเสียก่อน
หากเป็นเช่นนั้นจริง มันคงเป็นการสูญเสียที่ทำลายชีวิตเขาย่อยยับจนไม่อาจฟื้นคืนได้
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้การร่ายรำตรงหน้าจะงดงามเพียงใด เมิ่งฉีฮ่วนก็ยังคงใจลอย ซึ่งอารมณ์ของเขาก็ส่งผลไปถึงเจียงหมิงที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ข้าง ๆ จนพลอยมีสีหน้าห่อเหี่ยวตามไปด้วย ส่วนเฮ่อเจิ้งเทียนนั้นถูกสั่งให้คอยเฝ้าคุ้มกันอยู่ข้างกายหลี่เยว่หาน จึงไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยง
อีกอย่าง วรยุทธ์ของเมิ่งฉีฮ่วนนั้นสูงส่งกว่าเฮ่อเจิ้งเทียนหลายเท่าตัว เขาจึงไม่จำเป็นต้องมีใครมาคอยคุ้มกันใกล้ ๆ ในงานนี้
การร่ายรำผ่านไปห้าหกชุดแล้ว เหล่าขุนนางที่มาร่วมงานต่างก็ทยอยกันเดินมาคารวะเหล้าเมิ่งฉีฮ่วนจนครบวง แม้เขาจะใจลอยอยู่บ้างแต่ก็ยังรับมือได้อย่างลื่นไหล ส่วนเจียงหมิงที่นั่งข้าง ๆ กลับดูว่างงานกว่ามาก เขาเอาแต่ลอบสังเกตพวกขุนนางเหล่านั้นพลางคิดอะไรบางอย่างในใจ
“ท่านพี่!” เสียงใส ๆ เสียงหนึ่งดังแทรกฝูงชนเข้ามา “วันนี้ในวังมีงานเลี้ยง เหตุใดท่านถึงไม่เรียกข้ามาด้วย!”
สิ้นเสียงนั้น เด็กสาวคนหนึ่งที่ถักผมเปียยาวสองข้าง สวมรัดเกล้าทองคำขนาดเล็กและชุดกระโปรงยาวสีแดงสลับดำ ก็ก้าวเข้ามาในครรลองสายตาของเมิ่งฉีฮ่วนอย่างคล่องแคล่ว
“นังหนูคนนี้ ท่านพ่อสั่งให้เจ้ากักบริเวณสำนึกตนไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้าถึงแอบหนีออกมาได้!” บาเคอร์ทำน้ำเสียงดุว่าน้องสาว แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ท่าทางเช่นนั้นทำให้เจียงหมิงรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
กษัตริย์แห่งเหลียวปี้เลี่ยตงนั้นพวกเขาเคยพบมาแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเมืองติ้งอวิ๋น หลังจากนั้นในแต่ละวัน กษัตริย์ผู้นั้นก็มักจะโผล่หน้ามาทักทายอยู่เสมอ แต่เนื่องจากครั้งนี้เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้มาในฐานะทูตทางการ แต่มาเพื่อรักษาพระชายา จึงไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องราชการให้วุ่นวายนัก
เวลาผ่านไปหลายวัน พวกเขาเกือบจะเห็นหน้าค่าตาคนในราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงจนครบหมดแล้ว
ทว่าเด็กสาวตรงหน้าคนนี้ พวกเขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
“ท่านพี่มัวแต่ยุ่งกับการรับรองแขก จนลืมน้องเสี่ยวถังคนนี้ไปนานแล้วน่ะสิ” เด็กสาวผู้นั้นฉีกยิ้มกว้างให้บาเคอร์ “โทษกักบริเวณของข้าสิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อวานแล้วต่างหากล่ะ!”
เห็นได้ชัดว่าบาเคอร์เอ็นดูน้องสาวคนนี้มาก เขาจึงไม่ได้ว่าอะไรต่อ และสั่งให้คนจัดที่นั่งเพิ่มให้เสี่ยวถังได้ร่วมโต๊ะด้วย
“ท่านอ๋องฉีโปรดอย่าถือสาเลย” หลังจากจัดที่ทางให้เสี่ยวถังเรียบร้อย บาเคอร์ก็รีบอธิบายกับเมิ่งฉีฮ่วน “นี่คือน้องสาวคนเล็กของตระกูลเรา ปกติพวกเราจึงมักจะตามใจนางมากไปสักหน่อย ตอนที่ท่านอ๋องมาถึงเมืองติ้งอวิ๋น เสี่ยวถังยังถูกกักบริเวณเพราะทำความผิดอยู่ จึงไม่ได้ออกมาเข้าพบท่าน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจดี” เขาไม่ได้ปรายตามองนางแม้แต่น้อย สายตายังคงทอดมองการร่ายรำกลางลานอย่างเลื่อนลอย
บาเคอร์เห็นท่าทีนิ่งเฉยของเมิ่งฉีฮ่วน สีหน้าก็หม่นลงเล็กน้อย ก่อนจะส่งสายตาให้เสี่ยวถัง
เสี่ยวถังเป็นเด็กสาวที่รู้ความ นางรีบยกจอกเหล้าขึ้นแล้วเดินนวยนาดเข้ามาหาเมิ่งฉีฮ่วน ก่อนจะชูจอกเหล้าขึ้นด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย “ท่านเป็นถึงท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์จากแคว้นมหาอำนาจ ก่อนหน้านี้เสี่ยวถังไม่ได้ออกมาต้อนรับ นับเป็นความเสียมารยาทของข้าเอง หวังว่าท่านอ๋องจะไม่อาฆาตแค้นข้านะคะ!”
“ไม่ถือสาหรอก” เมิ่งฉีฮ่วนเหลือบมองเสี่ยวถังแวบหนึ่ง ก่อนจะดื่มเหล้าในจอกรวดเดียวเพื่อแสดงว่าเขาไม่ติดใจจริง ๆ
เสี่ยวถังฉีกยิ้มสดใส “ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะคะ ข้าคือองค์หญิงลำดับที่สิบสามแห่งเหลียวปี้เลี่ยตง มีนามเต็มว่า ฮาลี่ ถัง ยินดีที่ได้รู้จักท่านอ๋องค่ะ!”
เมิ่งฉีฮ่วนเพียงแต่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นการรับรู้
ชื่อของคนเหลียวปี้เลี่ยตงมักจะยาวมาก อย่างน้อยก็สามพยางค์ขึ้นไป เช่น บาเคอร์ ชื่อเต็มของเขาคือ ฮาลี่ ลิปป์มันน์ บาเคอร์ โดยคำว่า ‘ฮาลี่’ คือนามสกุล ‘ลิปป์มันน์’ แปลว่าวีรบุรุษ และ ‘บาเคอร์’ คือชื่อจริงของเขา
สำหรับองค์หญิงสิบสามผู้นี้ อาจเป็นเพราะนางเป็นสตรีและยังเยาว์วัย จึงยังไม่มีฉายาเกียรติยศแทรกอยู่กลางชื่อ
เมื่อเห็นว่าตนเองไม่สามารถดึงความสนใจจากเมิ่งฉีฮ่วนได้ เสี่ยวถังจึงถือวิสาสะนั่งลงข้างกายเขาเสียเลย “ข้าเห็นว่าที่นั่งตรงท่านอ๋องนี้มองเห็นการแสดงได้ชัดเจนที่สุด ท่านคงไม่รังเกียจที่จะให้ข้านั่งชมการร่ายรำที่งดงามอยู่ข้าง ๆ หรอกนะคะ…
จะว่าไปก็น่าเศร้านัก ข้าเผลอทำโคมแก้วเจียระไนใบโปรดของท่านแม่แตก เลยถูกท่านพ่อกักบริเวณตั้งครึ่งเดือน แถมยังต้องคัดตำราและเขียนจดหมายขอโทษท่านแม่ตั้งสามแผ่น วันนี้เป็นวันแรกที่ข้าได้รับอิสระ และยังบังเอิญได้มาร่วมงานเลี้ยงที่ท่านพี่จัดให้ท่านอ๋องพอดี นับเป็นวาสนาของเสี่ยวถังจริงๆ! ท่านอ๋องคงไม่ใจดำขับไล่ข้าที่อยากจะมาขอแบ่งปันวาสนานี้หรอกใช่ไหมคะ!”
หลังจากร่ายยาวมาชุดใหญ่ เสี่ยวถังก็ส่งสายตาอ้อนวอนด้วยดวงตากลมโตสีดำขลับมาที่เมิ่งฉีฮ่วน
โดยปกติแล้ว เพียงแค่นางส่งสายตาแบบนี้ให้เหล่าพี่ชาย ความปรารถนาทุกอย่างของนางก็จะได้รับการตอบสนองเสมอ
“ขออภัย” เมิ่งฉีฮ่วนมองนางด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “องค์หญิงถังน่าจะยังไม่ได้ออกเรือน ส่วนข้าเป็นบุรุษต่างบ้านต่างเมือง ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกับองค์หญิงเกินไปนัก” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วยกที่นั่งของตนให้เสี่ยวถังทันที ส่วนตัวเองก็เดินไปเบียดนั่งข้าง ๆ เจียงหมิงแทน
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฮาลี่ ถังพลาดท่า นางได้แต่นั่งอึ้งอยู่บนที่นั่งชั้นสูงพลางสงสัยในชีวิตของตัวเอง โดยไม่ได้สังเกตเลยว่ายามนี้นางตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งงานไปเสียแล้ว…