ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 498 การร่วมมือ
บทที่ 498 การร่วมมือ
“ความลับในวังหลวงที่พวกท่านกังวลกันนักหนา สำหรับแคว้นตงฮั่นของข้าแล้ว มันไม่ใช่ความลับอะไรเลยสักนิด” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวด้วยท่าทีผ่อนคลาย “คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าองค์หญิงฝานเอ๋อร์จะเลือกอย่างไรแล้ว”
เมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูด ฝานเอ๋อร์ก็ก้มหน้าลงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “ขอเพียงท่านช่วยข้าล้างแค้นได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยแคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงทั้งแผ่นดิน ข้าก็ยินดีจะมอบ ‘หว่านอู้เซิง’ ทั้งหมดในมือให้ท่าน!”
‘ทายไม่ผิดจริง ๆ!’
เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก แต่สีหน้ากลับไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา “ถ้าอย่างนั้นถือว่าการร่วมมือของเราตกลงกันได้แล้ว องค์หญิงฝานเอ๋อร์ควรจะแสดงความจริงใจให้ข้าเห็นก่อนสักนิด”
แม้ฝานเอ๋อร์จะรู้ดีว่าเมิ่งฉีฮ่วนกำลังหาทางเอาเปรียบ แต่นางก็ตระหนักว่ายามนี้ตนเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากกว่า ในเมื่ออีกฝ่ายรู้กระทั่งว่าหว่านอู้เซิงถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วนและนำไปซ่อนไว้ ก็เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะรู้ที่ซ่อนของหว่านอู้เซิงในวังหลวงด้วย หากนางมัวแต่โยกโย้ไม่ใจกว้าง แล้วเมิ่งฉีฮ่วนเกิดหมดความอดทนสั่งกองทัพชายแดนตงฮั่นบุกถล่มเหลียวปี้เลี่ยตงขึ้นมาจริง ๆ ถึงตอนนั้นเขาก็ยังสามารถค้นหาหว่านอู้เซิงจากในวังไปช่วยชายาของเขาได้อยู่ดี
ผิดกับตัวนางเอง นอกจากจะหมดโอกาสปลิดชีพศัตรูด้วยมือตัวเองแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะต้องตายท่ามกลางเปลวไฟแห่งสงครามด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฝานเอ๋อร์จึงสลัดความลังเลทิ้งไป นางจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วนอย่างเปิดเผยพลางกล่าวว่า “ท่านให้คนลักพาตัวข้ามากลางดึกเช่นนี้ ต่อให้ข้ามีหว่านอู้เซิงอยู่จริง แต่ข้าก็ไม่ได้พกมันติดตัวมาด้วย”
“เรื่องนี้ข้าย่อมรู้อยู่แล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า ก่อนจะส่งสัญญาณให้เฮ่อเจิ้งเทียนก้าวออกมา “องค์หญิงฝานเอ๋อร์บอกตำแหน่งที่ซ่อนหว่านอู้เซิงแก่ผู้ติดตามของข้าคนนี้ได้เลย ด้วยฝีมือของเขา การหลบเลี่ยงองครักษ์เงาในยามวิกาลไม่ใช่เรื่องยาก”
ฝานเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตอบตกลงโดยไม่รีรอ หลังจากนางบอกที่ซ่อนส่วนหนึ่งของหว่านอู้เซิงให้เฮ่อเจิ้งเทียนทราบ เขาก็รีบเร้นกายออกจากเรือนพักไปทันที
“ท่านอ๋องฉี” หลังจากเฮ่อเจิ้งเทียนจากไป ฝานเอ๋อร์ก็พยายามสงบสติอารมณ์ “การจะทำให้พระชายาฟื้นขึ้นมาต้องใช้หว่านอู้เซิงปริมาณมาก ยามนี้เราอยู่ในสถานะพันธมิตรกัน ดังนั้นข้าจะยังไม่มอบหว่านอู้เซิงทั้งหมดให้ท่านในคราวเดียว หวังว่าท่านจะเข้าใจ”
“ข้าย่อมเข้าใจดี” เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้คาดหวังว่าฝานเอ๋อร์จะมอบทุกอย่างให้เพื่อช่วยหลี่เยว่หานในรวดเดียวอยู่แล้ว เพราะนางสามารถอดทนซ่อนตัวอยู่ในวังมาได้หลายปี ย่อมต้องมีแผนการในใจตนเอง “สิ่งที่เจ้าต้องการ ก็แค่อาฆาตจองเวรเอาชีวิตสองแม่ลูกตระกูลโฉวที่เป็นมเหสีและลูกสาว หลังจากข้าจับตัวพวกนางได้แล้ว ข้าจะนำมาแลกกับหว่านอู้เซิงส่วนที่เหลือเอง”
“ไม่” ฝานเอ๋อร์ฉายแววตาเหี้ยมเกรียม “ข้าต้องการหัวของคนทั้งตระกูลฮาลี่!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็นึกไม่ถึงว่าองค์หญิงผู้นี้จะมีใจคอโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก็หัวเราะออกมาอย่างปล่อยวาง “เป็นข้าเองที่มองโลกในแง่แคบเกินไป”
หลังจากสั่งให้เจียงหมิงพาฝานเอ๋อร์ไปพักผ่อน เฮ่อเจิ้งเทียนก็กลับมาพร้อมกับกล่องเงินใบหนึ่ง เมื่อเปิดออกดู หว่านอู้เซิงที่อยู่ภายในถูกเก็บรักษาด้วยวิธีพิเศษบางอย่าง มันจึงยังไม่กลายเป็นสีดำ แต่ยังคงทอประกายแวววาวราวกับน้ำพุวิญญาณ
เมิ่งฉีฮ่วนค่อย ๆ ป้อนหว่านอู้เซิงในกล่องให้หลี่เยว่หานที่ยังสลบไสล เมื่อเห็นนางขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกระอักเลือดสีดำที่มีกลิ่นเหม็นเน่าออกมามากขึ้น เขาก็เริ่มเบาใจลง
เขาลงมือทำความสะอาดร่างกายให้นางด้วยตัวเอง พร้อมกับเปิดหน้าต่างเพื่อระบายกลิ่นเหม็นเน่าของเลือดดำให้ออกไป จากนั้นจึงจุดธูปหอมในห้อง แล้วโอบกอดหลี่เยว่หานที่มีอุณหภูมิร่างกายกลับมาเป็นปกติเข้าสู่นิทราไปพร้อมกัน
วันพรุ่งนี้เช้า องค์หญิงสิบสามย่อมต้องรู้เรื่องที่เขาให้คนลักพาตัวฝานเอ๋อร์มากลางดึก การมาเยือนราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงครั้งนี้ของพวกเขาก็เปรียบเสมือนการบุกเดี่ยวเข้าไปในดงศัตรู ดังนั้นการพักผ่อนเพื่อสะสมพลังกายพลังใจจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
จะว่าไปแล้ว ในการเผชิญหน้ากับฝานเอ๋อร์วันนี้ เมิ่งฉีฮ่วนเดิมพันด้วยโชคชะตามากกว่าครึ่ง
เขาเดิมพันกับความแค้นที่สั่งสมมานานปีในใจของฝานเอ๋อร์ ยามนี้ถือว่าเขาชนะเดิมพันไปแล้วครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งที่เหลือ ก็ต้องรอดูจุดจบของตระกูลฮาลี่แห่งเหลียวปี้เลี่ยตงหลังจากนี้
เช้าวันต่อมา องค์หญิงสิบสามก็นำกำลังคนบุกมาถึงเรือนพัก ขณะนั้นเมิ่งฉีฮ่วนเพิ่งจะทานมื้อเช้าเสร็จ โดยมีฝานเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทางอิดโรย เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้นอนมาทั้งคืน
“ข้าอยากรู้นักว่าท่านอ๋องฉีต้องการสื่ออะไรกันแน่” เมื่อองค์หญิงสิบสามเห็นฝานเอ๋อร์ยืนหน้าตาสลดอิดโรยอยู่ข้าง ๆ นางก็คาดเดาไปเองว่าเมื่อคืนเมิ่งฉีฮ่วนคงบังคับให้ฝานเอ๋อร์ฝังเข็มรักษาหลี่เยว่หานทั้งคืนเป็นแน่
“หืม?” เมิ่งฉีฮ่วนล้างมือพลางเหลือบมององค์หญิงสิบสามด้วยสายตาเรียบเฉย “ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า การที่องค์หญิงสิบสามบุกรุกเข้ามาในเรือนพักของข้าแต่เช้าตรู่เช่นนี้ มีจุดประสงค์อะไรกันแน่”
“ท่านอ๋องฉีส่งคนไปลักพาตัวพี่ฝานเอ๋อร์มาจากในวังถึงที่นี่ ท่านไม่คิดจะให้คำอธิบายกับข้าหน่อยหรือ!” ในที่สุดองค์หญิงสิบสามก็หมดความอดทน แม้นางจะไม่กังวลว่าฝานเอ๋อร์จะพูดอะไรออกมา เพราะนางเป็นคนวางยาจนฝานเอ๋อร์เป็นใบ้ด้วยมือตัวเอง แต่นางก็โกรธมากที่แผนการที่วางไว้ถูกทำลายจนพินาศหมดสิ้น ซึ่งมันทำให้นางหงุดหงิดใจอย่างยิ่ง
“ข้าเคยบอกตั้งแต่ตอนมาถึงเหลียวปี้เลี่ยตงแล้วว่า ข้ามาที่นี่เพื่อรักษาพระชายา ในเมื่อองค์หญิงสิบสามไม่ยอมให้แม่นางฝานเอ๋อร์มารักษาเมียของข้า ข้าก็เลยต้องให้คนไปเชิญนางมาเอง” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญ
องค์หญิงสิบสามโกรธจนตัวสั่น นางยืนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อยู่หลายครั้งเพื่อระงับโทสะในใจ ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าก็บอกไปแล้วเช่นกันว่า หว่านอู้เซิงคือสินเดิมของข้า หากท่านอ๋องอยากได้มันไปช่วยพระชายา ท่านก็ต้องแต่งงานกับข้า นี่ไม่ใช่ข้อเสนอที่ไม่เป็นธรรมเลยสักนิด!”
“อย่างนั้นหรือ” เมิ่งฉีฮ่วนจ้องมององค์หญิงสิบสามเขม็ง “ในเมื่อคนที่ช่วยพระชายาได้จริง ๆ คือแม่นางฝานเอ๋อร์ แล้วเหตุใดข้ายังต้องแต่งงานกับเจ้าอีก?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจขององค์หญิงสิบสามก็กระตุกวูบ หรือว่าฝานเอ๋อร์จะบอกความลับทุกอย่างแก่เมิ่งฉีฮ่วนไปหมดแล้ว?
ไม่… ไม่ถูก ฝานเอ๋อร์เป็นใบ้ แถมยังอ่านเขียนไม่ได้ วิชาแพทย์ก็เรียนรู้มาจากหมอหลวงในวังแบบพักลักจำมาเท่านั้น นางจะส่งข่าวให้เมิ่งฉีฮ่วนได้อย่างไร หรือว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะเข้าใจภาษามือด้วย?
นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ เพราะแม้แต่ภาษามือของฝานเอ๋อร์ นางยังเป็นคนคิดค้นและสอนให้ด้วยตัวเองเพื่อใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันเท่านั้น หลายอย่างก็สื่อสารไม่ชัดเจนด้วยซ้ำ
ถ้าอย่างนั้น… มันผิดพลาดที่ตรงไหนกันแน่?
“ท่านอ๋องย่อมรู้ดีว่ามีเพียงหว่านอู้เซิงเท่านั้นที่ช่วยพระชายาได้!” องค์หญิงสิบสามคิดอย่างไรก็ไม่ออก จึงได้แต่กัดฟันข่มขู่ไปว่า “ทำเช่นนี้ท่านไม่กลัวข้าจะพลิกลิ้นไม่ไว้หน้าท่านบ้างหรือ? ท่านอ๋องควรรู้ตัวนะว่ายามนี้ท่านอยู่ในเขตราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตง!”
“ข้ารู้ตัวดี” เมิ่งฉีฮ่วนมีท่าทีสงบนิ่ง “แต่แคว้นเล็ก ๆ อย่างเหลียวปี้เลี่ยตง จะมีวิญญาณความกล้าที่ไหนมาแตะต้องความปลอดภัยของข้าได้กัน?”
“ท่าน…” องค์หญิงสิบสามถูกเมิ่งฉีฮ่วนตอกกลับจนหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “เรื่องที่ควรจะจบลงด้วยดี เหตุใดต้องทำให้มันกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนราษฎรต้องเดือดร้อนด้วย! ท่านเป็นถึงท่านอ๋องแห่งมหาอำนาจตงฮั่น ท่านไม่มีความสงสารราษฎรบ้างเลยหรือ? พวกเราอาจจะทำอะไรท่านไม่ได้ แต่คิดว่าพวกเราจะทำอะไรคนในเมืองชายแดนตงฮั่นไม่ได้อย่างนั้นหรือ!”
“องค์หญิงสิบสามพูดเล่นแล้ว เมืองชายแดนตงฮั่นมีกองทัพประจำการอยู่มหาศาล ขณะที่เหลียวปี้เลี่ยตงเอง ทุกปีในช่วงเวลานี้ก็มักจะถูกชนเผ่าทางเหนือรุกรานจนเอาตัวแทบไม่รอด ข้าไม่คิดจริง ๆ ว่าพวกท่านจะมีปัญญาไปต่อกรกับกองทัพชายแดนของแคว้นตงฮั่นได้”
เมื่อได้ยินคำพูดที่ดูถูกเหยียดหยามของเมิ่งฉีฮ่วน องค์หญิงสิบสามก็อดไม่ได้ที่จะเค้นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมา “ท่านอ๋องฉีช่างมีความมั่นใจเสียเหลือเกิน! ดูท่าที่ผ่านมาเหลียวปี้เลี่ยตงในสายตาแคว้นตงฮั่นของพวกท่าน คงเป็นเพียงแมลงตัวเล็ก ๆ ที่แสนอ่อนแอสินะ!”