ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 499 แผนลับ
บทที่ 499 แผนลับ
“หรือว่าไม่ใช่?” เมิ่งฉีฮ่วนยังคงกล่าวด้วยความมั่นใจ “หากไม่ใช่อ่อนแอ แล้วเหตุใดหลายปีมานี้เหลียวปี้เลี่ยตงถึงต้องคอยขอให้กองทัพชายแดนตงฮั่นของข้าช่วยปกป้องเมืองให้ หรือจะบอกว่า… ที่ผ่านมาพวกเจ้าเพียงแค่แสร้งทำเป็นอ่อนแอเพื่อตบตาผู้อื่นกันแน่?”
“ท่าน…” องค์หญิงสิบสามเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองพลั้งปากเสียทีไปเสียแล้ว “ขอให้ท่านอ๋องคืนตัวพี่ฝานเอ๋อร์ให้แก่ข้าแต่โดยดี และตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เราจะกลับมาทำตามข้อตกลงเดิมคือการฝังเข็มให้หวังเฟยทุก ๆ สามวัน มิเช่นนั้น… ต่อให้ต้องฆ่าฝานเอ๋อร์ทิ้ง ข้าก็จะไม่ยอมให้หวังเฟยสุดที่รักของท่านมีโอกาสได้ฟื้นคืนมาเด็ดขาด!”
ยามนี้ในใจขององค์หญิงสิบสามมีเพียงความคิดที่จะแย่งตัวฝานเอ๋อร์กลับมาไว้ในกำมือให้ได้ นางจึงพลั้งปากออกมาไม่หยุด ซ้ำถ้อยคำที่ใช้ยังปราศจากความเคารพยำเกรงต่อเมิ่งฉีฮ่วนผู้เป็นอ๋องจากมหาอำนาจแม้แต่น้อย
นั่นเพราะหว่านอู้เซิงคือสมบัติล้ำค่าของแผ่นดิน ยามนี้ราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงยังรวบรวมหว่านอู้เซิงมาไว้ในมือได้ไม่ครบถ้วน ดังนั้นฝานเอ๋อร์จึงยังตายไม่ได้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ก่อนที่ราชสำนักจะมั่นใจว่าได้หว่านอู้เซิงมาครบแล้ว ฝานเอ๋อร์จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป
“แม่นางฝานเอ๋อร์” แววตาของเมิ่งฉีฮ่วนฉายความโกรธเกรี้ยวออกมาวูบหนึ่งก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว เขากลับไปมีท่าทีสงบนิ่งแล้วหันไปกล่าวกับฝานเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เมื่อคืนข้าล่วงเกินเจ้าไปไม่น้อย ต้องขออภัยด้วย”
นี่คือแผนการที่พวกเขาหารือกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ฝานเอ๋อร์ยังไม่สามารถถูกกักตัวไว้ที่เรือนพักแห่งนี้เป็นการถาวรได้ เพราะสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนต้องการคือหว่านอู้เซิงทั้งหมด หากเขาฝืนกักตัวนางไว้ ไม่แน่ว่าทางเหลียวปี้เลี่ยตงอาจจะตัดสินใจทำลายหว่านอู้เซิงที่เหลือทิ้งเพื่อไม่ให้เขาได้ไปก็เป็นได้
“ท่านอ๋องฉีช่างเป็นคนฉลาดหลักแหลมโดยแท้” องค์หญิงสิบสามแค่นยิ้มเย็นชาพลางมองดูฝานเอ๋อร์ที่เดินกลับมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังตนอย่างว่าง่าย ก่อนที่นางจะกลับมาวางท่าจองหองอีกครั้ง “อีกสามวัน ข้าจะมาหารือเรื่องงานมงคลกับท่านอ๋องด้วยตัวเอง”
กล่าวจบ องค์หญิงสิบสามก็พาฝานเอ๋อร์จากไปด้วยความยโส
เมิ่งฉีฮ่วนมองตามแผ่นหลังของนางไปพลางยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก องค์หญิงสิบสามผู้นี้ช่างโง่เขลาจนน่าเวทนาเสียจริง
“ท่านอ๋อง” เฮ่อเจิ้งเทียนปรากฏตัวขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง “นี่คือหว่านอู้เซิงอีกส่วนหนึ่งขอรับ”
เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ฝานเอ๋อร์ได้บอกที่ซ่อนของหว่านอู้เซิงอีกจุดหนึ่งแก่เมิ่งฉีฮ่วน นางเล่าว่าหว่านอู้เซิงถูกเสด็จแม่และตระกูลฝ่ายตาของนางแบ่งออกเป็นยี่สิบส่วน แต่ละส่วนถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิด จนถึงตอนนี้ราชสำนักเพิ่งจะหาเจอเพียงสามส่วนเท่านั้น
หว่านอู้เซิงส่วนนี้ถูกขุดขึ้นมาจากใต้ดินของอารามร้างแห่งหนึ่งซึ่งห่างออกไปจากตัวเมืองราวสามสิบหลี่ มันถูกบรรจุอยู่ในกล่องเงินเช่นเดิม และทันทีที่เปิดออก กลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำพุวิญญาณก็ฟุ้งกระจายออกมา
เมิ่งฉีฮ่วนไม่รอช้า รีบนำหว่านอู้เซิงให้หลี่เยว่หานดื่มกิน หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็ลงมือตรวจชีพจรให้นางด้วยตัวเอง เมื่อพบว่าทุกอย่างปกติจึงค่อยเบาใจลง
นึกไปถึงตอนที่เพิ่งมาถึงเหลียวปี้เลี่ยตง ยามนั้นชีพจรที่ข้อมือของหลี่เยว่หานแทบไม่เหลือร่องรอยการเต้น หากเขาต้องการยืนยันว่านางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ก็ต้องใช้วิธีสัมผัสที่ลำคอของนางเท่านั้น
ทว่าตอนนี้ หลังจากได้รับหว่านอู้เซิงไปสองส่วน หลี่เยว่หานไม่เพียงแต่จะมีอุณหภูมิร่างกายเหมือนคนปกติ แต่ชีพจรที่ข้อมือยังเริ่มสั่นไหวให้สัมผัสได้บ้างแล้ว สิ่งนี้ทำให้เมิ่งฉีฮ่วนมีความสุขเป็นอย่างมาก
“ส่งข่าวไปถึงกองทัพชายแดน ให้พวกเขาลอบส่งคนไปเจรจากับชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือ บอกว่าหลังจากตีเหลียวปี้เลี่ยตงได้แล้ว เราจะแบ่งดินแดนแคว้นนี้ให้พวกเขาครึ่งหนึ่ง” หลังจากดูแลหลี่เยว่หานเรียบร้อย เมิ่งฉีฮ่วนก็ก้าวออกมาจากห้อง แววตาและหัวคิ้วแฝงไปด้วยกลิ่นอายสังหารอันเย็นเยียบ เฮ่อเจิ้งเทียนรับคำสั่งแล้วรีบถอยออกไปทันที ขณะที่เจียงหมิงพยายามจะเอ่ยเตือน
“ท่านอ๋อง ชนเผ่าเร่ร่อนเหล่านั้นโหดเหี้ยมทารุณนัก หากเราแบ่งแผ่นดินเหลียวปี้เลี่ยตงให้พวกเขา เกรงว่าสุดท้ายแล้วราษฎรจะเป็นผู้ที่ต้องรับกรรม”
ในฐานะคนที่มาจากโลกอนาคต เจียงหมิงย่อมไม่อยากเห็นสงคราม เพราะไม่ว่าแผ่นดินจะรุ่งเรืองหรือล่มสลาย ผู้ที่ทุกข์ยากที่สุดก็คือราษฎร อีกทั้งชนเผ่าเร่ร่อนยังขึ้นชื่อเรื่องความป่าเถื่อน วิธีการจัดการของพวกเขาแทบไม่ต่างจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลกเดิมของเขาเลย
“ข้าย่อมไม่ยกแผ่นดินให้พวกมันจริง ๆ หรอก” เมิ่งฉีฮ่วนยกยิ้มที่มุมปาก “แต่หลายปีมานี้ชนเผ่าเร่ร่อนไม่เพียงแต่ระรานเหลียวปี้เลี่ยตง แม้แต่แคว้นเล็ก ๆ รอบข้างก็เดือดร้อนจนหาความสงบไม่ได้ แม้กระทั่งเมืองชายแดนตงฮั่นของเราเองก็ถูกพวกมันลอบโจมตีอยู่บ่อยครั้ง หากไม่ใช้เหยื่อล่อให้พวกมันเข้ามาติดกับ เราจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากในคราวเดียวได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงหมิงก็เงียบไป
การผลัดเปลี่ยนแผ่นดินย่อมสร้างขึ้นบนกองซากศพมหาศาล เรื่องนี้เขาไม่ใช่ไม่เข้าใจ ตลอดเวลาหลายปีที่เขาคอยช่วยเหลือจงเจิ้งเซวียน มือของเขาก็ใช่ว่าจะสะอาดบริสุทธิ์ เพียงแต่ในฐานะคนสมัยใหม่ เขาย่อมเข้าใจซึ้งถึงความน่ากลัวของสงครามมากกว่าใคร เขาจึงอดไม่ได้ที่จะออกมาเตือนเมิ่งฉีฮ่วนเช่นนี้
อีกอย่าง… ชนเผ่าเร่ร่อนที่กระหายสงครามเหล่านั้นไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ แต่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามในเผ่านั้นต่างหากที่น่าเวทนา
ทว่าในเผ่าที่ทุกคนคือยอดนักรบ นอกจากสตรีแล้วก็ไม่มีใครที่ไม่เคยผ่านการรบพุ่งและปล้นสะดม แม้แต่ผู้หญิงบางคนที่แข็งแกร่งก็ยังสามารถควบม้าถือดาบออกเข่นฆ่าผู้คนได้ไม่ต่างจากบุรุษ
เพราะในชนเผ่าที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิมีเสียงใด ๆ หากพวกนางมีโอกาสได้ออกรบ พวกนางจะดุร้ายยิ่งกว่าสุนัขบ้า เพราะถ้าไม่เหี้ยมเกรียมพอก็คงไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้ในเผ่านั้น
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจียงหมิงจึงทอดถอนใจออกมา “หวังว่าฤดูใบไม้ผลิจะมาถึงในเร็ววัน”
“มันจะมาถึงแน่นอน” เมิ่งฉีฮ่วนตอบสั้น ๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าห้องไปนั่งเฝ้าหลี่เยว่หานและอ่านหนังสือต่อ
….
ในแดนราชันไร้เทียมทาน
หลี่เยว่หานใช้เวลาฝึกฝนพลังจิตตามเคล็ดวิชามาได้ระยะหนึ่งแล้ว นางสามารถใช้พลังจิตทะลวงเปิดปากน้ำพุได้มากกว่าร้อยแห่ง ซ้ำนางยังสัมผัสได้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่โลกภายนอกคงจะหาหว่านอู้เซิงเจอแล้วเช่นกัน เพราะในช่วงนี้นางรู้สึกว่าพลังจิตของตนก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก
เมื่อสองวันก่อน บรรพชนเหยี่ยวดำไม่รู้ว่าใช้วิธีการใดจนสามารถฝ่าไอหมอกพิษเข้ามาได้ เมื่อเขาพบว่าหลี่เยว่หานกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ เขาก็เผยแววตาอำมหิตพุ่งเข้าใส่หมายจะปลิดชีพนางเสีย
ในตอนนั้นถังซีฟานกำลังนอนหลับอยู่ พอสัมผัสได้ถึงไอสังหารเขาก็ลืมตาขึ้นมาทันที และภาพที่เห็นก็คือร่างของบรรพชนเหยี่ยวดำระเบิดกลายเป็นหมอกเลือดต่อหน้าต่อตาเขาพอดี มันน่าหวาดกลัวเสียจนเขาอ้าปากค้างส่งเสียงร้องไม่ออกแม้แต่คำเดียว
“ตกใจหรือ?” หลี่เยว่หานหันไปมองถังซีฟานด้วยแววตาที่ส่องประกายเย็นเยียบ
ถังซีฟานได้สติกลับมาทันที “เปล่า… ข้า… ข้าแค่ตกใจมากที่พลังจิตของเจ้าก้าวหน้าไปเร็วขนาดนี้…”
“อืม สามีของข้าป้อนหว่านอู้เซิงให้ข้าน่ะ” หลี่เยว่หานตอบเรียบ ๆ จากนั้นก็หลับตาลงพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก “หนึ่งพันแห่ง!” ต้องยอมรับเลยว่าหว่านอู้เซิงที่เมิ่งฉีฮ่วนส่งมาให้นั้นมาได้ถูกจังหวะเวลาจริง ๆ
ถังซีฟานย่อมรู้ดีว่า “หนึ่งพันแห่ง” ที่นางพูดถึงหมายความว่าอย่างไร แม้จะรู้อยู่แล้วแต่เขาก็ยังอดที่จะมึนงงไม่ได้ “เจ้าจะบอกว่า… โลกภายนอกยังมีหว่านอู้เซิงอยู่อีกงั้นหรือ? เป็นไปไม่ได้… หว่านอู้เซิงทันทีที่ออกจากแดนราชันไร้เทียมทานจะกลายเป็นสีดำสนิทและสูญเสียพลังจิตไปในเวลาไม่นาน นอกจากจะนำไปปรุงเป็นลูกกลอน แต่ต่อให้เป็นลูกกลอน เจ้าก็ติดอยู่ในแดนราชันนี้มานานกว่าสี่เดือนแล้ว พลังจิตในยาก็ควรจะสลายไปหมดแล้วสิ”
“ใครจะไปรู้ล่ะ ในเมื่อข้าไม่ได้อยู่ข้างนอก บางทีอาจจะมีตระกูลเก่าแก่บางตระกูลที่มีวิธีพิเศษในการเก็บรักษาหว่านอู้เซิงจำนวนมากเอาไว้ก็ได้” หลี่เยว่หานกล่าวพลางจ้องมองถังซีฟาน ก่อนจะถามขึ้นอย่างกะทันหันว่า “เจ้ามีพี่ชายชื่อถังตงฝาน หรือมีน้องชายชื่อถังหนานฝานกับถังเป่ยฝานบ้างไหม?”
เมื่อได้ยินคำถาม ถังซีฟานก็ทำหน้าเหลอหลา “หา? ข้าไม่รู้เรื่องเลย…”
“หืม?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าไม่รู้อย่างนั้นหรือ?”
“ข้า… ข้าไม่รู้จริง ๆ…” ถังซีฟานสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัวต่อสายตาของนาง “เพราะข้าเข้าสำนักฝึกตนตั้งแต่อายุยังน้อยมาก เมื่อเข้าสู่หนทางแห่งเซียนแล้วก็ไม่อาจยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลกได้อีก ข้าไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ นะ!”