ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 500 หุ่นเชิด
บทที่ 500 หุ่นเชิด
เมื่อเห็นท่าทางของถังซีฟานดูไม่เหมือนกำลังโกหก หลี่เยว่หานก็ไม่ได้ข่มขวัญเขาต่อ นางเอ่ยขึ้นว่า “ลองคิดดูสิ ในเมื่อเจ้าชื่อถังซีฟาน ไม่แน่ว่าพี่ชายของเจ้าอาจจะชื่อถังตงฝานจริง ๆ ส่วนน้องชายอีกสองคนก็อาจจะชื่อหนานกับเป่ยก็ได้นะ?”
ถังซีฟานได้ยินเช่นนั้นก็ขบคิดตามอย่างจริงจังก่อนจะถอนหายใจออกมา “ข้ามีชีวิตอยู่มานานเกินไป บางทีอาจจะมีจริง ๆ ก็ได้ แต่ข้าจำไม่ได้แล้ว… เมื่อกี้พอลองนึกดูดี ๆ เหมือนข้าจะเคยมีพี่ชายชื่อถังตงฝานจริง ๆ แต่ในความทรงจำไม่มีพี่น้องที่ชื่อถังหนานฝานหรือถังเป่ยฝานเลย หากเป็นอย่างที่เจ้าว่า พ่อแม่ของข้าคงจะตั้งชื่อได้มักง่ายเกินไปแล้ว…”
หลี่เยว่หานไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ
นางเคยค้นดูความทรงจำของถังซีฟาน จึงรู้ว่าเขาขึ้นเขาไปฝึกวิชาตั้งแต่ยังเด็กมาก หลังจากนั้นก็ถูกบรรพชนเหยี่ยวดำกักขังไว้ในแดนราชันไร้เทียมทาน แล้วยังต้องหลอมรวมเข้ากับเศษเสี้ยวจิตวิญญาณนั่นอีก เวลาผ่านไปนานหลายปีขนาดนี้ ความทรงจำจะเลอะเลือนไปบ้างก็ถือเป็นเรื่องปกติ
ตัวอย่างเช่น ในความทรงจำของถังซีฟาน นางเห็นว่าคนที่ทำลายวรยุทธ์ของบรรพชนเหยี่ยวดำแล้วโยนเข้ามาในแดนราชัน ไม่ใช่คนในสำนักของเขา แต่เป็นถังตงฝานพี่ชายของเขาที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ เรื่องนี้ดูเหมือนถังซีฟานจะไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย
ตลอดเวลาที่อยู่ข้างกายนาง เขามักจะพร่ำเพ้อพรรณนาว่าสำนักดีต่อเขาเพียงใด แม้เขาจะเป็นขยะในด้านการฝึกตน แต่ทางสำนักก็ยังช่วยล้างแค้นให้เขา
ส่วนเรื่องที่ถังตงฝานเป็นแม่ทัพใหญ่นั้น หลี่เยว่หานเห็นมาจากความทรงจำของถังซีฟานตอนที่บรรพชนเหยี่ยวดำตะโกนเรียกออกมาว่า “แม่ทัพถัง! แม่ทัพใหญ่ถังตงฝาน!”
น่าเสียดายที่ตอนนั้นถังซีฟานอยู่ในร่างกึ่งอสูร ความทรงจำจึงพร่าเลือน ในใจคิดเพียงแต่ว่าสำนักช่างดีเหลือเกิน เพราะคงคาดหวังความสามารถในการแยกแยะจากม้าตัวหนึ่งไม่ได้มากนัก ขนาดมนุษย์ยังรู้จักแต่งเติมความทรงจำของตนเองให้ดูดีเลย นับประสาอะไรกับม้า
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานก็ไม่ได้ถกเถียงกับถังซีฟานอีก แต่นางกลับไปตั้งใจฝึกฝนพลังจิตต่อ
อาจเป็นเพราะนางเป็นผู้ที่ข้ามภพมา และแดนราชันไร้เทียมทานยังมีส่วนช่วยส่งเสริมพลังให้นาง ดังนั้นในสายตาของถังซีฟาน ความก้าวหน้าในการฝึกพลังจิตของหลี่เยว่หานจึงรวดเร็วราวกับก้าวกระโดด
ไอหมอกพิษรอบบ้านพักที่ปลอดภัยยังไม่ได้ถูกถอนออกไป ยามนี้หลี่เยว่หานยังไม่มีสมาธิพอจะไปตรวจสอบดูว่าในแดนราชัน แห่งนี้ยังมีมนุษย์กึ่งอสูรที่ฟื้นคืนสติอีกกี่ตน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน นางจึงคงหมอกพิษเอาไว้เช่นเดิม
กิจวัตรประจำวันของถังซีฟานคือการกินหญ้า ตากแดด และเฝ้ามองหลี่เยว่หานฝึกตน พลางฟังนางนับจำนวนปากน้ำพุที่เปิดออกได้เพิ่มขึ้น
นี่เป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายและสบายใจที่สุดตั้งแต่เขาฟื้นคืนสติมาเลยทีเดียว
เพราะในช่วงแรกที่ฟื้นสติ เขายังคงอยู่ในร่างม้า ในแดนราชันแห่งนี้ยึดถือพละกำลังเป็นหลัก เขาต้องคอยหลบซ่อนตัวจากการโจมตีของสัตว์ร้ายเพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็นอาหารของผู้อื่น ชีวิตจึงไม่ได้สุขสบายนัก
แต่ในช่วงที่ติดตามหลี่เยว่หาน จากตอนแรกที่เคยรู้สึกรำคาญใจ ตอนนี้ถังซีฟานกลับปล่อยวางได้ทุกอย่างจนดูคล้ายเข้าถึงสัจธรรม เมื่อลองย้อนนึกถึงอดีต เขาก็รู้สึกว่าตอนนั้นสมองของตนคงจะเลอะเลือน
คิดอะไรอยู่ถึงได้ไปร่วมมือกับคนใจดำอย่างบรรพชนเหยี่ยวดำเพื่อจะหนีออกไปตั้งตัวเป็นใหญ่ข้างนอก?
การเป็นราชาจะมีอะไรดี วัน ๆ ต้องคอยระแวงว่าจะถูกคนคิดไม่ซื่อลอบทำร้ายอยู่ตลอดเวลา
สู้เป็นผู้อ่อนแอที่อยู่ข้างกายผู้แข็งแกร่งยังจะสบายเสียกว่า เพราะเมื่อมีผู้แข็งแกร่งคุ้มครอง ต่อให้มีคนคิดร้าย ก็คงไม่ถึงคิวของผู้อ่อนแออย่างเขาที่จะต้องออกไปรับหน้าแทน
พอคิดได้เช่นนั้น ชีวิตแต่ละวันของถังซีฟานก็ช่างรื่นรมย์ยิ่งนัก
ในเมื่อแย่งชิงแดนราชัน มาไม่ได้ สู้ติดตามหลี่เยว่หานอยู่ที่นี่เพื่อฆ่าเวลาไปวัน ๆ ยังดีกว่า
อ้อไม่สิ คนที่ฆ่าเวลาอยู่มีเพียงเขาคนเดียว ส่วนยอดฝีมืออย่างหลี่เยว่หานกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยก ฝึกฝนพลังจิตให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วที่เขาได้แต่แอบอิจฉาอยู่ในใจ
….
สามวันต่อมา องค์หญิงสิบสามพาฝานเอ๋อร์มาฝังเข็มให้หลี่เยว่หานตามสัญญา ครั้งนี้เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้คัดค้านอะไร หลังจากที่องค์หญิงสิบสามพาฝานเอ๋อร์กลับไปแล้ว เขาก็ส่งเทียบเชิญเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าจ้าวปันสือ และสู่ขอองค์หญิงสิบสามอย่างเป็นทางการ
ทางด้านจ้าวปันสือดูเหมือนจะรับรู้เรื่องราวทุกอย่างอยู่ก่อนแล้ว เขาตอบรับคำขอนั้นอย่างรวดเร็ว แต่มีข้อแม้ประการหนึ่งคือ ลูกสาวของเขาจะต้องไม่ออกเรือนไปเป็นเมียน้อย
ความหมายแฝงก็คือ ต้องการให้เมิ่งฉีฮ่วนหย่าขาดกับหวังเฟยหลี่เยว่หานนั่นเอง
แน่นอนว่าเมิ่งฉีฮ่วนไม่มีทางยินยอม
“ที่เปิ่นหวังตกลงจะแต่งงานกับองค์หญิงสิบสาม ก็เพราะต้องการหว่านอู้เซิงในสินเดิมของนางมาช่วยชีวิตภรรยาสุดที่รัก หากท่านเจ้าเมืองต้องการให้เปิ่นหวังหย่าภรรยา เช่นนั้นเปิ่นหวังก็ต้องขออภัยด้วย” แม้จะเป็นการมาสู่ขอ แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ดีว่าเดิมพันคืออะไร
เมิ่งฉีฮ่วนจึงกล่าววาจาอย่างไม่ไว้หน้า “ถ้าองค์หญิงสิบสามไม่ยอมมาเป็นพระชายารองของเปิ่นหวัง ก็ยกเลิกงานแต่งนี้เสีย”
“ชินอ๋องฉีไม่คิดจะช่วยพระชายาแล้วหรือ?” แม้ตอนนี้จ้าวปันสือจะมีร่างกายที่ทรุดโทรมจากการถูกสูบพลังไปมาก แต่สติสัมปชัญญะของเขายังถือว่าใช้ได้ ความคิดความอ่านจึงไม่ได้เชื่องช้าจนเกินไป
“ช่วยสิ แน่นอนว่าต้องช่วย” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มบาง ๆ “ก็แค่หว่านอู้เซิงไม่ใช่หรือ หากท่านเจ้าเมืองไม่อยากให้องค์หญิงสิบสามเป็นรองผู้อื่น เช่นนั้นเปิ่นหวังคงต้องหาหนทางอื่นแทนแล้ว”
คำว่า ‘หาหนทางอื่น’ นี้ ย่อมหมายถึงการพร้อมที่จะแตกหัก
ทางด้านจ้าวปันสือเองก็ใช่ว่าจะไม่ได้สืบประวัติของเมิ่งฉีฮ่วน อ๋องที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาผู้นี้ เขารู้ดีว่าเมิ่งฉีฮ่วนคืออ๋องที่มีอำนาจล้นมือในเมืองหลวง กุมกำลังทหารที่ชายแดนถึงสามแสนนาย ไม่ใช่อ๋องธรรมดาที่ไร้อำนาจวาสนา ต่อให้แดนเหลียวปี้เลี่ยตงจะอยู่ไกลหูไกลตาฮ่องเต้เพียงใด ในใจเขาก็ยังมีความยำเกรงอยู่ไม่น้อย
จ้าวปันสือพอจะรู้จักนิสัยใจคอของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นอยู่บ้าง แต่ถึงจะเข้าใจดี ทว่าองค์หญิงสิบสามคือน้องสาวคนเล็กที่เขาโปรดปรานที่สุด เมื่อคิดว่านางต้องไปเป็นเมียรองของผู้อื่น ในใจเขาก็ยังคงรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจนัก
ทว่าเขาก็เข้าใจดีเช่นกันว่า การที่องค์หญิงจากแคว้นบริวารได้แต่งงานกับชินอ๋องแห่งแคว้นใหญ่ในตำแหน่งพระชายารอง เพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครองไปอีกหลายสิบปี ถือเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่ามากแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น จ้าวปันสือจึงทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า “ชายารองก็ชายารองเถอะ แต่ข้ามีบุตรสาวคนนี้เพียงคนเดียว ทะนุถนอมมาตั้งแต่ยังเล็ก ต่อให้เป็นเพียงชายารอง แต่พิธีการที่ควรมีในเหลียวปี้เลี่ยตงก็ต้องจัดให้ครบถ้วน”
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้คัดค้าน หลังจากตกลงรับคำเขาก็ขอตัวล่วงหน้าไปก่อน
องค์หญิงสิบสามที่แอบฟังอยู่หลังฉากกั้นเดินออกมาหลังจากเมิ่งฉีฮ่วนกลับไปแล้ว นางรีบพุ่งเข้าไปหาจ้าวปันสือและกล่าวด้วยความน้อยใจว่า “เสด็จพี่ เหตุใดท่านถึงไม่ยืนกรานให้มากกว่านี้!”
“จะกลัวไปไย” จ้าวปันสือลูบศีรษะองค์หญิงสิบสามด้วยความเอ็นดู น้ำเสียงของเขายังคงทรงพลัง แต่หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าแววตาของเขานั้นว่างเปล่าไร้ซึ่งประกาย “เสี่ยวถังเอ๋อร์ของพี่จัดการกับศพเดินได้คนเดียวไม่ได้เชียวหรือ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น องค์หญิงสิบสามก็ย่นจมูก พลางเอนกายซบตักจ้าวปันสืออย่างออดอ้อน “เสี่ยวถังเอ๋อร์รู้ดีว่าเสด็จพี่ดีกับน้องที่สุดเลย!”
“มันต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว” จ้าวปันสือกล่าวจบก็หลับใหลไปทันที
องค์หญิงสิบสามลุกขึ้นยืน มองดูจ้าวปันสือที่สลบไสลพลางแค่นยิ้มเย็นชาออกมา “ตาแก่ใกล้ตาย ยังกล้าจะให้ข้าไปเป็นชายารอง ฝันไปเถอะ! ข้าไม่เพียงแต่จะจัดการกับยัยศพเดินได้นั่น แต่ข้ายังจะเปลี่ยนท่านให้กลายเป็นศพเดินได้ด้วย!”
“เสี่ยวถังเอ๋อร์” เสียงสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น จากนั้นสตรีผู้สูงศักดิ์ท่าทางสง่างามก็เดินออกมาจากด้านหลัง
ผู้ที่มาคือโฉวฮองเฮา โดยมีฝานเอ๋อร์เดินตามหลังมาอย่างนอบน้อม ที่จ้าวปันสือเพิ่งจะมีเรี่ยวแรงเจรจาต่อรองกับเมิ่งฉีฮ่วนได้เมื่อครู่ ก็เพราะฝานเอ๋อร์เป็นคนป้อนยาห้าหินที่ผสมหว่านอู้เซิงหนึ่งหยดให้เขากินนั่นเอง
ยามนี้ จ้าวปันสือได้ถูกโฉวฮองเฮาควบคุมไว้โดยใช้ฝานเอ๋อร์เป็นเครื่องมือมานานแล้ว
ส่วนฝานเอ๋อร์ หลังจากถูกองค์หญิงสิบสามและโฉวฮองเฮาทารุณมานานหลายปี ในสายตาของสองแม่ลูกนางก็เป็นเพียงหมากที่ใช้งานง่ายที่สุดตัวหนึ่งเท่านั้น
หารู้ไม่ว่า ในใจของฝานเอ๋อร์นั้น การแก้แค้น… ไม่ว่าจะเริ่มเมื่อไหร่ก็ไม่สายเกินไป