ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 501 ก็แค่รับอนุคนหนึ่งเท่านั้น
บทที่ 501 ก็แค่รับอนุคนหนึ่งเท่านั้น
ทางด้านเหลียวปี้เลี่ยตงเตรียมพิธีการอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ คาดว่าคงหวังจะให้องค์หญิงสิบสามรีบแต่งออกไปโดยเร็ว เพื่อที่แคว้นตงฮั่นจะได้ส่งกองทัพชายแดนมาช่วยพวกเขาต้านทานพวกชนเผ่าเร่ร่อน
เพียงไม่ถึงห้าวัน พิธีมงคลสมรสก็ถูกจัดเตรียมจนพรั่งพร้อม
ในช่วงเวลานี้ องค์หญิงสิบสามยังคงมาฝังเข็มให้หลี่เยว่หานทุกสามวันตามข้อตกลง ทว่ายิ่งใกล้ถึงวันวิวาห์ กิริยาท่าทางของนางยามอยู่ต่อหน้าเมิ่งฉีฮ่วนก็ยิ่งดูเป็นการล่วงเกินและไร้ความสำรวมมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากไม่ใช่เพราะเมิ่งฉีฮ่วนตั้งใจจะฉวยโอกาสนี้กำจัดเหลียวปี้เลี่ยตงให้สิ้นซาก เขาคงไม่อยากแม้แต่จะแสร้งทำเป็นโอนอ่อนผ่อนตามนางแม้แต่น้อย
ตลอดห้าวันที่ผ่านมา ในทุก ๆ คืน เฮ่อเจิ้งเทียนจะลอบนำหว่านอู้เซิงมาให้หลี่เยว่หานดื่ม เมื่อเวลาผ่านไปห้าวัน เมิ่งฉีฮ่วนก็สัมผัสได้ชัดเจนว่าสัญญาณชีพของหลี่เยว่หานนั้นแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นั่นทำให้เขาเบาใจลงได้บ้าง
การลอบเข้าสู่แคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงเพียงลำพังและวางแผนการใหญ่บนถิ่นของศัตรูนั้น เขาไม่ได้มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่เขากังวลก็คือหากสงครามปะทุขึ้น เขาอาจจะไม่สามารถปกป้องหลี่เยว่หานได้ดีพอ
เช้าวันที่ห้า เฮ่อเจิ้งเทียนกลับมาพร้อมไอเย็นเยียบติดกาย เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าเมิ่งฉีฮ่วนแล้วรายงานว่า “นายท่าน ทุกอย่างเตรียมการเรียบร้อยแล้วขอรับ!”
ยามที่เมิ่งฉีฮ่วนตัดสินใจจะยึดเหลียวปี้เลี่ยตง เขาได้ให้เฮ่อเจิ้งเทียนส่งข่าวลับไปยังกองทัพชายแดนให้ส่งคนไปเจรจากับพวกชนเผ่าเร่ร่อน ดูเหมือนว่าการเจรจาจะเป็นไปด้วยดี ในเช้าวันมงคลนี้เองที่เฮ่อเจิ้งเทียนได้รับข่าวและรีบนำมารายงานเมิ่งฉีฮ่วนทันที
แม้จะเป็นวันมงคลสมรส แต่สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนกลับเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ยามนี้เขากำลังเดินหมากรุกอยู่กับเจียงหมิง
เมื่อได้ยินข่าวนี้ มือที่กำลังจะวางหมากของเมิ่งฉีฮ่วนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะวางหมากลงไปหนึ่งตัว เป็นเหตุให้เจียงหมิงพ่ายแพ้ราบคาบทั้งกระดาน “ประจวบเหมาะพอดิบพอดี”
เจียงหมิงมองดูหมากบนกระดานที่ถูกสังหารอย่างเหี้ยมเกรียมแล้วอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ การที่จงเจิ้งเสียนต้องตายด้วยน้ำมือของเมิ่งฉีฮ่วนนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลย
ผู้ชายคนนี้ไม่เพียงแต่จะมีจิตใจลึกซึ้งยากแท้หยั่งถึง แต่ยังมีแผนการที่มองการณ์ไกล แม้แต่ชนเผ่าเร่ร่อนที่ไม่เคยพบหน้ากัน เขาก็ยังคำนวณเอาไว้ในแผนการได้อย่างแม่นยำ เรียกได้ว่าการวางแผนอยู่ภายในเรือนพำนัก แต่สามารถกำหนดชัยชนะได้ไกลนับพันหลี่นั้น ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิด
ฟ้าเริ่มสาง คนจากวังหลวงเริ่มทยอยเดินทางมาถึง ช่วงหลายวันที่ผ่านมาพวกเขาได้จัดตกแต่งเรือนพักแห่งนี้ไว้พร้อมแล้ว สิ่งที่ต้องทำในวันนี้คือการช่วยเมิ่งฉีฮ่วนผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และประทินโฉม จากนั้นตามธรรมเนียมของเหลียวปี้เลี่ยตง เขาจะต้องฝ่าด่านพิสูจน์ความกล้าจากบรรดายอดนักรบของแผ่นดินเพื่อไปรับตัวองค์หญิงสิบสามผู้สูงศักดิ์มาเข้าพิธี
ต้องยอมรับว่าแม้เวลาจะกระชั้นชิด แต่พวกเขาก็ทำงานกันได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวยิ่ง
“ท่านอ๋องฉี พวกข้าน้อยมาปรนนิบัติท่านเพื่อผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และปรนนิบัติการล้างหน้าบ้วนปากขอรับ” หลังจากเฮ่อเจิ้งเทียนกลับมาได้เพียงครึ่งถ้วยน้ำชา เสียงจากหน้าประตูก็ดังขึ้น
เมิ่งฉีฮ่วนไม่เอ่ยตอบ เขายังคงเก็บหมากที่เหลือค้างอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะเริ่มกระดานใหม่กับเจียงหมิง
ทางด้านเจียงหมิงนั้นพ่ายแพ้จนเริ่มปล่อยวาง ช่วงเวลานี้เขาไม่เคยชนะเมิ่งฉีฮ่วนได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ภายใต้การเคี่ยวกรำของเมิ่งฉีฮ่วน ฝีมือเดินหมากของเขาก็พัฒนาขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างมาก
คนในห้องยังคงเดินหมากอย่างใจเย็น คนข้างนอกเมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนไม่ตอบคำจึงตะโกนเรียกซ้ำอีกสองสามครั้ง แต่เมิ่งฉีฮ่วนก็ยังคงทำเพิกเฉย
เขาทิ้งให้คนข้างนอกคอยจนเริ่มมีการสบถด่าเบา ๆ เมิ่งฉีฮ่วนจึงค่อยส่งสัญญาณให้เฮ่อเจิ้งเทียนไปเปิดประตู
ทุกวันนี้เมิ่งฉีฮ่วนใช้เวลาตลอดทั้งวันทั้งคืนอยู่ในห้องของหลี่เยว่หาน โดยให้หลี่เยว่หานนอนบนเตียงและมีฉากกั้นสองบานตั้งกั้นไว้เป็นสัดส่วน จากจุดที่เขานั่งเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมาก็จะมองเห็นหลี่เยว่หานได้ทันที ซึ่งจากมุมอื่นจะมองไม่เห็นนางเลย
ด้วยเหตุนี้ แผนการแรกเริ่มของคนข้างนอกที่คิดว่าหากเมิ่งฉีฮ่วนเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน พวกเขาจะจับตัวหลี่เยว่หานที่หมดสติไว้เป็นตัวประกันจึงไม่สามารถทำได้
เมื่อเฮ่อเจิ้งเทียนเปิดประตู คนกลุ่มหนึ่งประมาณสิบคนก็กรูกันเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนยังคงนั่งเดินหมากอยู่ หัวหน้าผู้ดูแลก็แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน “ท่านอ๋องฉี เวลาไม่เช้าแล้วนะขอรับ หากไม่รีบผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และเตรียมตัว เกรงว่าจะพลาดฤกษ์มงคลเอาได้”
เมิ่งฉีฮ่วนไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง “เปิ่นหวังก็แค่รับอนุคนหนึ่ง ยังต้องมามัวกังวลเรื่องฤกษ์ยามอะไรกันอีก”
ประโยคนี้ทำเอาหัวหน้าผู้ดูแลโกรธจนแทบกระอักเลือด แต่เขาก็รู้ดีว่าการที่องค์หญิงน้อยของตนแต่งออกไปครั้งนี้ สถานะก็เป็นเพียงอนุคนหนึ่งจริง ๆ ถึงจะเรียกให้ดูดีว่าพระชายารอง แต่ในความเป็นจริงก็คืออนุชั้นสูงเท่านั้นเอง
“ท่านอ๋องฉี อย่างไรเสียท่านก็ยังอยู่ในดินแดนเหลียวปี้เลี่ยตงของเรา ทางที่ดีท่านควรปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับท่านอ๋องจ้าวปันสือจะดีกว่า” หัวหน้าผู้ดูแลสะกดอารมณ์โกรธไว้ไม่มิด น้ำเสียงแฝงไปด้วยความข่มขู่ “เพราะมีเพียงแค่การที่องค์หญิงของเราแต่งเข้ามาเท่านั้น หวังเฟยสุดที่รักของท่านถึงจะมีโอกาสฟื้นคืนมาได้”
‘ฉึก!’ เสียงอาวุธลับปักเข้าที่เนื้อดังขึ้น หัวหน้าผู้ดูแลตาเหลือกค้างและล้มลงสิ้นใจไปทั้งที่ตายังไม่หลับ
บรรดาคนที่ตามเข้ามาต่างขวัญเสีย พากันทรุดเข่าลงกับพื้นจนเต็มห้อง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“หวังเฟยของเปิ่นหวัง ใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะมาวิพากษ์วิจารณ์ได้ตามอำเภอใจอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงของเมิ่งฉีฮ่วนเต็มไปด้วยไอสังหาร เขาปรายตามองคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นแวบหนึ่ง ก่อนจะดึงสายตากลับมาเดินหมากต่อ
อย่าว่าแต่คนที่ติดตามหัวหน้าผู้ดูแลเลย แม้แต่เจียงหมิงเองก็ยังตกใจจนสะดุ้ง
แต่เมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์ที่ทุ่งหิมะเหมันต์ในคืนนั้น เจียงหมิงก็สงบใจลงได้อย่างรวดเร็ว
‘แค่ใช้ตัวหมากสังหารคน ท่านอ๋องถือว่าไว้หน้าพวกเจ้ามากแล้วนะ ถ้าพวกเจ้าเคยเห็นตอนที่ท่านอ๋องระเบิดหัวพวกที่มาแตะต้องรถม้าของหวังเฟยจนเละล่ะก็ พวกเจ้าคงได้ตกใจจนปัสสาวะราดแน่!’
หลังจากสงบใจได้ เจียงหมิงก็พยายามรวบรวมสมาธิเดินหมากกับเมิ่งฉีฮ่วนต่อ
กระดานนี้ ภายใต้การควบคุมของเมิ่งฉีฮ่วน ทั้งสองเดินหมากกันนานถึงสองชั่วโมง จนกระทั่งแสงอาทิตย์สาดส่องแรงขึ้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงปิดเกมด้วยการวางหมากสังหารตัวสุดท้าย จบกระดานที่ยาวนานนี้ลง
ส่วนคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นนับสิบคนนั้น คุกเข่ามานานถึงสองชั่วโมงจนบางคนที่ร่างกายอ่อนแอถึงกับเป็นลมหมดสติไป ส่วนคนที่เหลือก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากัน ต่างหน้าซีดเผือดและไม่กล้าปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว
เมิ่งฉีฮ่วนลุกขึ้นยืน ส่งสัญญาณให้พวกเขาก่อนจะชักกระบี่ของเฮ่อเจิ้งเทียนออกมา เขาใช้ปลายกระบี่เขี่ยชุดมงคลที่พวกเขานำมาให้ขึ้นมาพิจารณาดูครู่หนึ่ง แล้วหันไปถามเจียงหมิงว่า “เจ้าคิดว่ารสนิยมของคนเหลียวปี้เลี่ยตงเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เรียนท่านอ๋อง” เจียงหมิงตอบตามตรง “แม้ชุดมงคลนี้จะเป็นสีแดงมงคลและประดับประดาด้วยอัญมณี ดูผ่าน ๆ เหมือนจะหรูหรามีสง่าราศี แต่หากมองให้ดีกลับดูหยาบโลนและน่าเบื่อหน่ายนัก ไม่เหมือนชุดมงคลของแคว้นตงฮั่นของเราที่ทุกเข็มทุกด้ายปักด้วยไหมทองชั้นเลิศ แม้จะมีการประดับอัญมณีก็เป็นเพียงการเสริมให้งดงามขึ้น ไม่ใช่การถมเครื่องประดับลงไปอย่างไร้รสนิยมเช่นนี้ขอรับ”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็พยักหน้า ก่อนจะสะบัดปลายกระบี่โยนชุดมงคลนั้นลงกับพื้น ไม่รอให้คนเหล่านั้นพูดอะไร เมิ่งฉีฮ่วนก็เอ่ยขึ้นว่า “เอาเสื้อคลุมของเปิ่นหวังมา ก็แค่รับอนุคนหนึ่ง จะต้องใส่ชุดมงคลไปทำไมกัน ดูประหลาดนัก”
เฮ่อเจิ้งเทียนรู้ความยิ่งนัก เขารีบส่งเสื้อคลุมบุขนสัตว์ที่เมิ่งฉีฮ่วนมักใช้สวมใส่ยามออกไปข้างนอกมาให้ทันที ทว่า… เสื้อคลุมตัวนั้นกลับเป็นสีดำสนิท
เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนสวมเสื้อคลุมสีดำตั้งท่าจะก้าวออกจากประตู คนที่มาจากวังหลวงต่างก็พากันตื่นตระหนก
‘จะทำอย่างไรดีเล่า! มีที่ใดในใต้หล้ากัน ที่เจ้าบ่าวจะสวมชุดสีดำสนิทไปเข้าพิธีมงคลสมรสเช่นนี้!’