ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 502 บีบบังคับวังหลวง
บทที่ 502 บีบบังคับวังหลวง
เมิ่งฉีฮ่วนหาได้สนใจเรื่องอื่นไม่ เมื่อเห็นร่างไร้วิญญาณของหัวหน้าผู้ดูแลที่นอนเย็นชืดอยู่เช่นนั้น ก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกมาคัดค้านสิ่งใดอีก
เฮ่อเจิ้งเทียนและเจียงหมิงถูกทิ้งให้รอดูแลความเรียบร้อยอยู่ที่เรือนพัก ยามที่เมิ่งฉีฮ่วนก้าวเท้าออกจากจวน นอกจากเขาจะสวมชุดสีดำสนิทแล้ว ในมือยังถือกระบี่คู่กายติดมาด้วย ทันทีที่เขาปรากฏตัวออกมานอกเรือนพัก ผู้คนต่างก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใดเจ้าบ่าวถึงไม่สวมชุดมงคล แต่กลับสวมชุดดำทะมึนออกมาเช่นนี้?
หรือว่าเขาจะลืมไปแล้วว่าวันนี้คือวันวิวาห์?
ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับไม่แยแสสิ่งใด ใครก็ตามที่กล้าดาหน้าเข้ามาขวางทาง เขาจะตวัดกระบี่ปลิดชีพผู้นั้นทันทีอย่างไร้ความปรานี
หลังจากสังหารไปสามศพ ในที่สุดก็มีคนเริ่มตระหนักถึงความผิดปกติ “ท่านอ๋องฉี! วันนี้เป็นวันมงคลสมรสของท่าน ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็เลิกคิ้วขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยไอสังหาร “อ้อ? ธรรมเนียมของเหลียวปี้เลี่ยตงพวกเจ้าไม่ใช่ต้องการให้เปิ่นหวังบุกตะลุยเข้าไปเพื่อรับตัวองค์หญิงมาหรอกหรือ อย่างไร… เปิ่นหวังทำผิดที่ตรงไหน?”
“…” จะว่าผิดก็คงไม่ใช่ แต่การบุกที่ว่านั้นคือการเอาชนะ มิใช่การ ‘ฆ่า’ ล้างบางเช่นนี้ ท่านผู้เฒ่า… ท่านมีความเข้าใจผิดอันใดต่อคำว่า ‘บุก’ หรือไม่?
“หากเปิ่นหวังทำสิ่งใดผิดไป ก็ขอให้พวกเจ้าพูดออกมาให้ชัดแจ้ง” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางเลิกแขนเสื้อขึ้นเช็ดคราบเลือดที่ติดอยู่บนตัวกระบี่จนสะอาด ก่อนจะเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ท่านอ๋องฉี ธรรมเนียมของเราคือการเอาชนะฝ่ายตรงข้าม มิใช่การหมายเอาชีวิต อีกทั้งคนที่ท่านสังหารไปก็หาใช่ยอดนักรบไม่ ท่านกำลังเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์!” ชายผู้หนึ่งที่ใจกล้ากระโดดออกมาตะโกนด้วยใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น “ก่อเหตุฆาตกรรมในวันมงคล ท่านอ๋องฉีไม่ดูถูกพวกเราเกินไปหน่อยหรือ!”
“เหอะ” เมิ่งฉีฮ่วนไม่ตอบคำ เขาเพียงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เบื้องหลังคือศพทั้งสาม ปล่อยให้คนเหล่านั้นรุมชี้หน้าด่าทอว่าเขาก่อเหตุร้ายในวันมงคลโดยไม่ไหวติง
หลังจากคุมเชิงกันอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องดังมาจากที่ไกล ๆ
“แย่แล้ว! พวกชนเผ่าเร่ร่อนบุกยึดวังหลวงแล้ว!”
ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างหน้าถอดสี พากันวิ่งหนีเอาตัวรอดกระจัดกระจาย ใครจะมามัวห่วงเรื่องความยุติธรรมอยู่ตรงนี้อีก
ทว่าในใจของพวกเขาต่างเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย ทั้งที่หิมะยังละลายไม่หมด ทั้งที่เมืองชายแดนยังอยู่ห่างจากวังหลวงถึงห้าเมือง แล้วพวกชนเผ่าเร่ร่อนบุกมาถึงที่นี่ได้อย่างไร!
“นั่นคือตงฮั่น! นั่นคือเหล่าทหารหาญจากเมืองหลวง! ทหารจากเมืองหลวงมาช่วยพวกเราแล้ว!”
“ไม่ดีแน่ แคว้นตงฮั่นกับพวกชนเผ่าเร่ร่อนร่วมมือกัน!”
…
เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่ว วังหลวงตกอยู่ในความโกลาหล ทหารทั้งหมดถูกระดมไปอารักขาพระราชวัง โดยไม่มีใครสนใจความเป็นตายของราษฎรบนท้องถนนเลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าพวกชนเผ่าเร่ร่อนย่อมไม่มีทางตีฝ่าเมืองทางเหนือทั้งห้าเมืองมาได้รวดเร็วเพียงนี้
ทว่าพวกเขาอาศัยความช่วยเหลือจากแคว้นตงฮั่น แยกกำลังพลลอบเร้นผ่านเมืองทั้งห้ามาอย่างเงียบเชียบเพื่อมุ่งตรงเข้าโจมตีวังหลวงโดยเฉพาะ
ส่วนกองทัพชายแดนของตงฮั่นนั้นยิ่งง่ายดายยิ่งกว่า พวกเขาเพียงอ้างว่ามาเพื่ออารักขาความปลอดภัยในงานมงคลของท่านอ๋องฉี จึงสามารถเดินทางจากทางใต้ผ่านเข้ามาจนถึงหน้าประตูวังหลวงได้อย่างสง่าผ่าเผย
เมื่อชนเผ่าเร่ร่อนเปิดประตูเมืองและส่งสัญญาณพลุไฟ ทหารที่ตั้งมั่นอยู่นอกเมืองก็บุกเข้าทันที และล้อมวังหลวงเอาไว้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนสมทบกับกองทัพชายแดนแล้ว เขาได้แบ่งกองกำลังเล็ก ๆ ร้อยนายไปคุ้มครองเรือนพัก จากนั้นก็ควบม้าพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังวังหลวง
เดิมทีวังหลวงได้ระดมกำลังป้องกันส่วนใหญ่กลับมาเพื่อเตรียมงานมงคลขององค์หญิงสิบสาม ทำให้ประตูเมืองมีคนเฝ้าไม่มากนัก แต่ในส่วนของวังชั้นในกลับถูกป้องกันไว้อย่างหนาแน่นจนดูเหมือนไร้ช่องโหว่
เมิ่งฉีฮ่วนควบม้าไปสมทบกับ เยว่หย่งลี่ แม่ทัพชายแดน และได้พบกับผู้นำของชนเผ่าเร่ร่อน ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าคนปัจจุบันและเป็นคนรู้จักเก่าของเมิ่งฉีฮ่วน… กัวอี้
“ผู้น้อยคารวะท่านอ๋อง!” ทันทีที่กัวอี้เห็นเมิ่งฉีฮ่วน เขาก็รีบลงจากหลังม้าเพื่อทำความเคารพทันที
เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า สีหน้าที่เย็นชาดุจน้ำแข็งเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย “คราวนั้นข้าให้เจ้าแฝงตัวเข้าไปในชนเผ่าเร่ร่อน นึกไม่ถึงว่าเวลาไม่ถึงครึ่งปี เจ้าจะได้ขึ้นเป็นหัวหน้าเผ่าเสียแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กัวอี้ที่มีผิวสีเข้มก็แสดงอาการเคอะเขิน “ชนเผ่าเร่ร่อนนิยมความแข็งแกร่ง ผู้น้อยบังเอิญสังหารหัวหน้าเผ่าคนเก่าตายในการประลอง จึงได้สืบตำแหน่งต่อมาอย่างชอบธรรมขอรับ”
หมากตัวนี้คือสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนวางไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เดิมทีเขามีเจตนาจะปกป้องเหลียวปี้เลี่ยตงซึ่งเป็นแคว้นบริวารที่อ่อนแอ และชนเผ่าเร่ร่อนเองก็เป็นปัญหาเรื้อรังของแคว้นตงฮั่นมานานปี
แต่กัวอี้กลับดุดันกว่าที่เขาคิด จนถึงขั้นขึ้นเป็นผู้นำเผ่าได้ด้วยตัวเอง
เดิมทีกัวอี้ได้รับคำสั่งจากเมิ่งฉีฮ่วนว่าในปีนี้ชนเผ่าเร่ร่อนจะไม่เข้าปล้นสะดมแคว้นทางเหนือ แต่ใครจะคิดว่าเหลียวปี้เลี่ยตงกลับเดินหมากที่น่ารังเกียจออกมาเสียก่อน ทำให้เมิ่งฉีฮ่วนตัดสินใจที่จะกำจัดทิ้งโดยไม่ลังเล
“เมิ่งฉีฮ่วน นึกไม่ถึงว่าท่านจะเป็นคนเยี่ยงนี้!” องค์หญิงสิบสามทนไม่ไหวอีกต่อไป นางวิ่งขึ้นมาบนกำแพงวังหลวง เมื่อเห็นภาพเบื้องล่างนางก็โกรธจนดวงหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเหี้ยมเกรียม “ท่านไม่กลัวหรือว่าข้าจะทำลายหว่านอู้เซิงทิ้งเสีย!”
“กลัวสิ” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้ารับอย่างไม่ปิดบัง “แต่หากเจ้าส่งมอบหว่านอู้เซิงมา เปิ่นหวังยังอาจจะละเว้นชีวิตคนในตระกูลฮาลี่ของเจ้าไว้ได้บ้าง เจ้าอยากจะลองเลือกดูหน่อยไหม?”
“ท่าน…” องค์หญิงสิบสามโกรธจนตัวสั่น นางสั่งให้คนคุมตัวฝานเอ๋อร์ที่ถูกมัดอย่างแน่นหนาขึ้นมาบนกำแพง “ข้าจะฆ่านางเสีย!”
“ฆ่าสิ” เมิ่งฉีฮ่วนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
องค์หญิงสิบสามถึงกับอึ้งไป
นางคิดมาตลอดว่าตนเองกุมจุดอ่อนของเมิ่งฉีฮ่วนไว้ได้ด้วยหว่านอู้เซิงและฝานเอ๋อร์ แม้แต่บรรดาเสด็จพี่และเสด็จแม่ของนางก็คิดเช่นเดียวกัน แม้ที่ผ่านมาเมิ่งฉีฮ่วนจะแสดงความไม่พอใจออกมาบ้าง แต่สุดท้ายเขาก็ยอมอดทนเพื่อหวังเฟยของเขา
แต่ยามนี้สถานการณ์กลับตาลปัตรไปหมด
หรือว่าเมิ่งฉีฮ่วนไม่อยากช่วยหวังเฟยของเขาแล้ว?
หรือจะบอกว่า เมิ่งฉีฮ่วนมาที่เหลียวปี้เลี่ยตงครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อช่วยคนตั้งแต่แรก แต่มาเพื่อยึดครองแคว้นเล็ก ๆ แห่งนี้ต่างหาก!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น องค์หญิงสิบสามก็เริ่มหวาดวิตก นางรีบวิ่งลงจากกำแพงวัง องค์หญิงสิบสามในชุดมงคลสีแดงสดที่ประทินโฉมมาอย่างดี บัดนี้ใบหน้ากลับซีดเซียวราวกับภูตผี เมื่อบาเคอร์และโฉวฮองเฮาเห็นสภาพของนาง ก็รู้ทันทีว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
“จะทำอย่างไรดี…” องค์หญิงสิบสามที่ยังเยาว์วัยนัก เมื่อเล่าสิ่งที่ตนเองสันนิษฐานให้เสด็จพี่และเสด็จแม่ฟังเสร็จ นางก็เริ่มร้องไห้ออกมา
“อย่ากลัวไปเลย” โฉวฮองเฮายังพอจะตั้งสติได้ นางมองไปยังบาเคอร์แล้วเอ่ยว่า “เจ้าขึ้นไปบนกำแพง เจรจากับท่านอ๋องผู้นั้นเสีย บอกว่าเราจะส่งมอบหว่านอู้เซิงให้ แล้วให้เขาถอนกำลังออกไป!”
“เสด็จแม่” บาเคอร์ซึ่งเดิมทีไม่อยากมีเรื่องกับแคว้นตงฮั่นอยู่แล้วเอ่ยด้วยความจนใจ “ท่านคิดจริงๆ หรือว่าท่านอ๋องฉีจะไม่รู้ว่าในมือเรามีหว่านอู้เซิงอยู่เท่าไหร่”
เมื่อได้ยินดังนั้น โฉวฮองเฮาก็ชะงักไป ก่อนจะหันไปจ้องมองฝานเอ๋อร์ด้วยสายตามาดร้าย “นังสารเลว! เจ้าบอกความลับนี้แก่ท่านอ๋องผู้นั้นไปแล้วใช่ไหม!”
ฝานเอ๋อร์ที่ถูกมัดทิ้งไว้ด้านข้างตอนแรกยังมีท่าทีตื่นตระหนก แต่เมื่อได้ยินคำถามของโฉวฮองเฮา นางกลับสงบลงได้อย่างประหลาด นางไม่ได้ปริปากตอบแม้แต่คำเดียว เพียงแต่แสร้งทำเป็นหวาดกลัวดังเดิม
“แย่แล้ว ทหารตงฮั่นพังประตูวังเข้ามาได้แล้ว!”
“…”
วังหลวงของเหลียวปี้เลี่ยตงเปราะบางราวกับทำด้วยกระดาษ หน่วยทะลวงฟันเพียงไม่กี่ครั้งก็สามารถพังประตูลงได้ กองทัพชายแดนและคนของชนเผ่าเร่ร่อนดาหน้ากันเข้ามา ล้อมตระกูลฮาลี่เอาไว้ในตำหนักหลวงอย่างรวดเร็ว
เมิ่งฉีฮ่วนถือกระบี่ เดินนิ่งขรึมเข้ามาในตำหนัก เขามองไปยังองค์หญิงสิบสามที่ขดตัวอยู่ข้างโฉวฮองเฮา ก่อนจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก
“องค์หญิงสิบสาม เปิ่นหวังปฏิบัติตามธรรมเนียมของเหลียวปี้เลี่ยตง เอาชนะยอดนักรบทั้งหมดของพวกเจ้าได้แล้ว… ยามนี้ เจ้ายังอยากจะแต่งงานกับเปิ่นหวังอยู่อีกหรือไม่?”
องค์หญิงสิบสามมองเขาราวกับเห็นปีศาจ นางส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย