ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 503 ฟื้นคืนสติ
บทที่ 503 ฟื้นคืนสติ
นี่มิใช่เพียงการเอาชนะยอดนักรบทั้งหมดของเหลียวปี้เลี่ยตง แต่นี่มันคือการกวาดล้างทั้งแคว้นด้วยตัวคนเดียวชัด ๆ!
องค์หญิงสิบสามไม่มีทางคาดคิดเลยว่า ชายที่นางมุ่งหมายจะแต่งงานด้วยจะกลายเป็นผู้ที่ทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของตนเอง ยามนี้นางรู้สึกเจ็บปวดราวกับมีมีดนับพันเล่มกรีดลงที่กลางใจและนึกเสียใจภายหลัง หากไม่ใช่เพราะนางดึงดันที่จะแต่งกับเมิ่งฉีฮ่วน ก็คงไม่นำพาหายนะครั้งใหญ่มาสู่ตระกูลฮาลี่เช่นนี้!
แต่จะโทษใครได้เล่า ในเมื่อเมิ่งฉีฮ่วนก็บอกไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วว่าในใจของเขาไม่มีที่ว่างไว้ให้ใครอีกนอกจากพระชายา เป็นนางเองที่ดื้อรั้นและบีบคั้นเขาไม่หยุดหย่อน เดิมทีเมิ่งฉีฮ่วนเพียงต้องการช่วยชีวิตพระชายาของเขา แต่นางกลับโลภมากและคิดใช้จุดนี้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองมากขึ้น!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น น้ำตาขององค์หญิงสิบสามก็ไหลพรากราวกับทำนบแตก
นางเสียใจแล้ว นางรู้ซึ้งถึงความผิดแล้ว แต่มันก็สายเกินไปเสียทุกอย่าง!
กระบวนการยึดครองวังหลวงของเหลียวปี้เลี่ยตงนั้นช่างเรียบง่ายและโหดเหี้ยม กว่าที่ทุกคนจะทันรู้ตัว คนในตระกูลฮาลี่ทั้งหมด รวมถึงโฉวฮองเฮาและญาติฝ่ายแม่ของนาง ต่างก็ถูกจับมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา
เมิ่งฉีฮ่วนเดินไปแก้เชือกให้ฝานเอ๋อร์ด้วยตนเอง ก่อนจะพานางเดินขึ้นไปยังแท่นประทับอันสูงส่งและประกาศก้องต่อหน้าฝูงชน
“สตรีนางนี้คือองค์หญิงใหญ่แห่งเหลียวปี้เลี่ยตงของพวกเจ้า ตระกูลโฉวเคยลอบสังหารฮองเฮาองค์ก่อนและองค์ชายรัชทายาท ซ้ำยังใช้ผงห้าหินควบคุมตัวจ้าวปันสือ บัดนี้แคว้นตงฮั่นของข้าจะทำหน้าที่ในฐานะแคว้นผู้ปกครอง ประกาศความผิดของพวกเขาให้โลกได้รับรู้ ตระกูลฮาลี่และตระกูลโฉวจะถูกส่งมอบให้องค์หญิงใหญ่เป็นผู้ตัดสินความ!”
ยามที่เดินขึ้นไปยังตำแหน่งสูงสุดเคียงข้างเมิ่งฉีฮ่วน ฝานเอ๋อร์ยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง จนกระทั่งเมิ่งฉีฮ่วนกล่าวจบ นางจึงเริ่มได้สติกลับคืนมา
หลังจากนั้น ด้วยกำลังทหารของเมิ่งฉีฮ่วนที่คอยกดดันอยู่เบื้องหลัง การจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ของฝานเอ๋อร์จึงเป็นไปอย่างราบรื่น
คนในตระกูลฮาลี่ทั้งหมด ยกเว้นองค์ชายใหญ่ ถูกนำตัวไปประหารชีวิต ส่วนตระกูลโฉวถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก สามวันให้หลัง องค์หญิงฝานเอ๋อร์ขึ้นครองบัลลังก์และประกาศพิธีมงคลสมรสกับกัวอี้ หัวหน้าเผ่าเร่ร่อน โดยใช้อำนาจของยอดขัตติยนารีผู้ปกครองแคว้นแต่งงานกับเขา นับแต่นั้นมาเหลียวปี้เลี่ยตงก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นตงฮั่น ทางราชสำนักตงฮั่นมีราชโองการแต่งตั้งให้ฝานเอ๋อร์เป็นองค์หญิงตงหยาง และยกดินแดนเหลียวปี้เลี่ยตงให้เป็นเขตปกครองส่วนพระองค์ นับจากนั้นเป็นต้นมา ชื่อของเหลียวปี้เลี่ยตงก็เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
กว่าเรื่องราวทุกอย่างจะสงบลง เวลาก็ล่วงเลยมาถึงเดือนห้าแล้ว
เมิ่งฉีฮ่วนได้รับหว่านอู้เซิงทั้งหมดมาจากมือขององค์หญิงตงหยาง ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้นำมันไปป้อนให้หลี่เยว่หานดื่ม นางก็ฟื้นคืนสติขึ้นมาเสียก่อน สุดท้ายหว่านอู้เซิงเหล่านั้นจึงถูกส่งคืนให้องค์หญิงตงหยางไป
เมื่อหลี่เยว่หานฟื้นขึ้นมา นางถึงได้รู้ว่าในช่วงครึ่งปีที่นางหมดสติไปนั้น มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน
ระหว่างการเดินทางกลับจากเหลียวปี้เลี่ยตง ร่างกายของหลี่เยว่หานฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันนางก็ได้ปล่อยตัวถังซีฟานออกมาจากแดนราชันไร้เทียมทานด้วย
ไม่ว่ามองมุมไหน เมิ่งฉีฮ่วนก็มองถังซีฟานด้วยความไม่สบอารมณ์ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าถังซีฟานอยู่กับหลี่เยว่หานมานานเพียงใด ทุกครั้งที่เห็นหน้าชายผู้นี้ แววตาของเขามักจะฉายแววสังหารออกมาวูบหนึ่งเสมอ
หลี่เยว่หานเห็นเขามีท่าทีหึงหวงเช่นนั้นก็อดขำไม่ได้ “เจ้ายังจะไปถือสาหาความกับคนสติเลอะเลือนอย่างเขาอีกหรือ”
“ข้าไม่ได้ถือสา” เมิ่งฉีฮ่วนพึมพำตอบ แม้จะแสดงอาการฮึดฮัดอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ
ยามนี้พวกเขาเดินทางมาถึงและพักแรมที่เมืองเทียนซิงอู่เหอ
เมืองเทียนซิงอู่เหอในตอนนี้กลับมาสงบสุขเหมือนดังเดิมอีกครั้งหลังจากการกวาดล้างของเมิ่งฉีฮ่วนก่อนหน้านี้ ส่วนถังซีฟานที่ไม่ได้เห็นผู้คนมานาน เมื่อเห็นความคึกคักของเมืองก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจไปเสียทุกอย่าง
เฮ่อเจิ้งเทียนซึ่งเป็นผู้ติดตามของเมิ่งฉีฮ่วน ย่อมไม่อาจไปเล่นสนุกกับเขาได้ ส่วนหลี่เยว่หานแม้จะหลุดพ้นจากแดนราชันไร้เทียมทานมาแล้ว แต่ร่างกายยังบอบช้ำจากหนอนกู่ ถึงแม้หนอนจะถูกกำจัดไปแล้วหลังจากนางฟื้น แต่ร่างกายก็ยังคงอ่อนแอ เมิ่งฉีฮ่วนจึงคอยเฝ้าติดตามนางไม่ห่างกาย โดยมีเฮ่อเจิ้งเทียนคอยตามหลังทั้งคู่อีกทีหนึ่ง
สุดท้ายจึงเหลือเพียงเจียงหมิงที่ถูกถังซีฟานลากตัวไปเดินเที่ยวในตลาด
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หัวใจที่เคยว้าวุ่นมาตลอดครึ่งปีของเมิ่งฉีฮ่วนก็สงบลงเสียที เมื่อมีเวลาว่างเขามักจะดึงหลี่เยว่หานมากอดไว้ในอ้อมแขน แม้แต่ตอนอ่านหนังสือก็ยังไม่ยอมปล่อย
“จะกลับเมืองหลวงไหม?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง
“…” เมิ่งฉีฮ่วนมองนางด้วยแววตาซับซ้อนและเงียบไปครู่หนึ่ง
“มีอะไรหรือเปล่า?” หลี่เยว่หานสงสัย
“ข้าถามหน่อย… นี่เจ้าเกือบลืมไปแล้วใช่ไหมว่ายังมีลูกอีกสองคนที่เมืองหลวง?” เมิ่งฉีฮ่วนอดถามไม่ได้
หลี่เยว่หานชะงักไปทันที ก่อนจะเบือนหน้าหนีด้วยความขัดเขิน
เพราะถูกกักขังอยู่ในแดนราชันไร้เทียมทานนานเกินไป นาง… เกือบลืมไปแล้วจริง ๆ ว่าตนเองเคยคลอดลูกมาแล้ว…
เห็นท่าทางของนาง เมิ่งฉีฮ่วนก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปบีบแก้มนางเบา ๆ “ยามนี้ยังไม่รีบร้อนกลับเมืองหลวงหรอก”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็มองเขาอย่างไม่เข้าใจ “เจ้าเตรียมจะแต่งชายารองหรือไง?” ทันทีที่ฟื้นนางก็ได้ยินมาว่าเมิ่งฉีฮ่วนเกือบจะแต่งองค์หญิงสิบสามมาเป็นชายารอง หากไม่ใช่เพราะร่างกายยังอ่อนแออยู่ล่ะก็ นางคงหยิบกระบี่ขึ้นมาประลองกับเขาให้รู้แล้วรู้รอดไปแล้ว
แม้จะรู้ดีว่าสู้เขาไม่ได้แน่ ๆ ก็เถอะ
“แต่งชายารองอะไรกัน ข้าตั้งใจจะผลักดันระบบสามีภรรยาเดียวต่างหาก!” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“หืม? ที่ไหนล่ะ? เมืองเทียนซิงอู่เหอหรือ?” หลี่เยว่หานเลิกคิ้วถาม
ช่วงเวลาที่ผ่านมานางได้รับฟังเรื่องราวในอดีตของเมิ่งฉีฮ่วนมามากมาย จึงรู้ว่าเมืองเทียนซิงอู่เหอนี้แท้จริงแล้วคือถิ่นของเขา เขาไม่เพียงแต่เป็น ‘ท่านเก้า’ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอำเภอหย่งอัน แต่ยังเป็นบรรพบุรุษผู้ทรงอิทธิพลของที่นี่ด้วย เรื่องนี้ทำให้หลี่เยว่หานสนใจมากจนคะยั้นคะยอให้เขาเล่าเรื่องเก่า ๆ ให้ฟังบ่อยครั้ง
ขณะเดียวกัน นางก็เริ่มรู้สึกรังเกียจเกาะถงเซิงที่อยู่ใกล้ ๆ เมืองเทียนซิงอู่เหอแห่งนี้มากขึ้นด้วย
“ใช่ ที่เมืองเทียนซิงอู่เหอนี่แหละ” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มออกมาอย่างสง่างาม “ที่นี่จะปล่อยให้พวกพรรคต่าง ๆ ปกครองแบบไร้ระเบียบต่อไปไม่ได้ เพราะยังมีชาวบ้านอีกไม่น้อยที่ไม่ยอมย้ายออกไปจากที่นี่”
“ก็น่าแปลกนะ ในเมื่อที่นี่เป็นพื้นที่รกร้างไร้การดูแล ทำไมพวกเขาถึงยังดึงดันจะอยู่ที่นี่กันอีกล่ะ” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางเท้าคางกับขอบหน้าต่างมองออกไปข้างนอก
“ไม่แปลกหรอก เพราะที่นี่มีอิสระและไม่ต้องเสียภาษี เพียงแค่จ่ายค่าคุ้มครองเป็นรายเดือนก็มีที่ทำกินได้แล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพร้อมกับลูบศีรษะนางเบา ๆ “และเพราะที่นี่อยู่ใกล้เกาะถงเซิงที่สุด ข้าเลยตั้งใจจะจัดการทำลายที่นั่นทิ้งเสียที”
คำพูดนั้นทำให้หลี่เยว่หานอึ้งไป “แต่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะ…”
“ตอนข้าออกจากเมืองหลวง จงเจิ้งเสียนกับจงเจิ้งอวี่กำลังเปิดศึกแย่งชิงอำนาจสั่งการกองทัพห้าแสนนาย แถบชานเมืองกันอย่างดุเดือด ถ้าเราโยนเรื่องเกาะถงเซิงเข้าไปในช่วงนี้ เจ้าคิดว่าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะยุ่งจนหัวหมุนไหมล่ะ?”
“กองทัพชานเมืองไม่ใช่มีแค่สามแสนเจ้าหรอกหรือ?”
“ก็ภายหลังไปกลืนเอากองทัพส่วนตัวอีกสองแสนของจงเจิ้งเซวียนมาน่ะสิ”
หลี่เยว่หานส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “เจ้านี่นะ… ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมีน้องชายอย่างเจ้า ถือว่าเคราะห์ร้ายจริง ๆ”
“เขาจะเคราะห์ร้ายอะไรล่ะ ถ้าตอนนั้นเขาไม่คิดจะหลอกใช้ข้าเป็นเครื่องมือ ป่านนี้ข้าก็คงยังปลูกผักอยู่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นกับเจ้าแล้ว” เมื่อเอ่ยถึงฮ่องเต้หลิงอวิ๋น แววตาของเมิ่งฉีฮ่วนมักจะฉายความเด็ดขาดและดุดันออกมาโดยไม่รู้ตัว
เห็นดังนั้น หลี่เยว่หานจึงกุมมือเขาไว้เบา ๆ “ถ้าเจ้าจัดการเรื่องเมืองเทียนซิงอู่เหอเสร็จเมื่อไหร่ พวกเราค่อยกลับไปปลูกผักกันใหม่นะ!”
เมิ่งฉีฮ่วน “…”
พวกเขาพักอยู่ที่เมืองเทียนซิงอู่เหอมาครึ่งเดือนแล้ว ระหว่างนั้นเมิ่งฉีฮ่วนยุ่งอยู่กับการจัดการกิจการต่างๆ ของเมือง เขาได้สั่งให้จัดเตรียมจวนที่ใหญ่ที่สุดเพื่อใช้เป็นสถานที่ทำงานชั่วคราว
หลี่เยว่หานร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก บางครั้งนางก็ออกไปเดินตลาดกับถังซีฟาน นางเคยได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนบอกว่าเมืองเทียนซิงอู่เหอเป็นสถานที่ที่ดูเหมือนกาลเวลาและมิติทับซ้อนกันอย่างวุ่นวาย หลังจากสังเกตอยู่หลายวันนางก็เริ่มเห็นด้วย
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะคิดแผนการดี ๆ ในการจัดระเบียบที่นี่ได้ ถังซีฟานก็หายตัวไปเสียแล้ว…