ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 506 การต่อสู้ยามค่ำคืนบนเรือ
บทที่ 506 การต่อสู้ยามค่ำคืนบนเรือ
หลังจากเร่งเดินทางมาตลอดทั้งคืน เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานก็ได้ปลอมตัวเป็นพ่อลูกที่แก่ชราและหญิงสาวชาวบ้าน ก่อนจะขึ้นเรือข้ามฟากลำใหญ่ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ส่วนเฮ่อเจิ้งเทียนและคนอื่น ๆ กลับขึ้นเรือรบอย่างเปิดเผยโดยไม่ปิดบังร่องรอย มุ่งหน้าตรงไปยังแคว้นเหลี่ยหลาน
กัปตันเรือข้ามฟากลำนี้เคยเป็นผู้ติดตามของเมิ่งฉีฮ่วนในปีก่อน ๆ ในช่วงหลายปีที่เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้อยู่ที่เมืองเทียนซิงอู่เหอ เขาได้กลายเป็นขาใหญ่ประจำท่าเรือทิศใต้ที่ใครก็ไม่กล้าล่วงเกิน การเดินทางเที่ยวนี้ประกาศว่าจะไปแคว้นตงฮั่น แต่กลับตั้งราคาค่าโดยสารไว้สูงลิบลิ่ว ทำให้มีผู้โดยสารขึ้นมาเพียงครึ่งเดียว เรือก็ออกตัวไปเสียแล้ว
ทว่าภายในท้องเรือลำนี้กลับซุกซ่อนทหารฝีมือดีไว้ไม่ต่ำกว่าห้าพันนาย ซึ่งล้วนเป็นกำลังคนที่เจ้าของเรือแอบฝึกฝนไว้อย่างลับ ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพื่อรอรับใช้เมิ่งฉีฮ่วนเพียงผู้เดียว
เมื่อขึ้นเรือแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็ได้ไปพบปะกับเจ้าของเรือครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าไปพักในห้องพักผู้โดยสารพร้อมกับหลี่เยว่หาน
แม้คนส่วนใหญ่บนเรือจะเป็นฝ่ายเดียวกัน แต่ผู้โดยสารคนอื่น ๆ กลับไม่ใช่ หากต้องการจะไปยังเกาะถงเซิงอย่างเงียบเชียบ คนเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคทั้งสิ้น
เดิมทีเมิ่งฉีฮ่วนตั้งใจจะปฏิเสธไม่รับผู้โดยสารอื่น แต่หลี่เยว่หานเห็นว่าการทำเช่นนั้นจะดูผิดสังเกตเกินไป จึงตัดสินใจยอมให้คนเหล่านั้นขึ้นเรือมาด้วย
และก็เป็นไปตามคาด คนที่ขึ้นเรือมาไม่มีผู้ใดที่เป็นคนธรรมดาเลย
ในช่วงเวลาที่เมิ่งฉีฮ่วนไปพบกับเจ้าของเรือ พลังจิตของหลี่เยว่หานก็ได้ตรวจสอบทุกคนอย่างละเอียดแล้ว
ทุกคนล้วนปลอมตัวมาทั้งสิ้น!
เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนกลับเข้ามาในห้อง หลี่เยว่หานก็ส่งสัญญาณมือบอกให้เขาเงียบไว้ จากนั้นนางจึงรีบเขียนข้อความเตือนลงบนกระดาษส่งให้เขาดู
ทันทีที่เห็นข้อความนั้น สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที
ขณะที่หลี่เยว่หานกำลังเผากระดาษแผ่นนั้นจนเป็นเถ้าถ่าน นางก็ส่งสัญญาณให้เมิ่งฉีฮ่วนเริ่ม “แสดงละคร” เพราะยามนี้พวกผู้ชมที่อยู่ข้างนอกต่างเอาหูแนบผนังฟังกันหมดแล้ว
“แค่ก แค่ก แค่ก…” เมิ่งฉีฮ่วนแสร้งไอโขลกอย่างคนแก่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ลูกสาว พ่ออยากดื่มน้ำเหลือเกิน”
“จะดื่มอะไรนักหนา! ไหนท่านบอกว่าลมบนเรือแรงดี พัดเสียจนท่านสบายเนื้อสบายตัวอย่างไรเล่า!” หลี่เยว่หานแผดเสียงแหลมพลางรินน้ำส่งให้เมิ่งฉีฮ่วน นางมองดูเขาค่อย ๆ จิบน้ำลงไปแล้วจึงบ่นต่อ “จะไปแคว้นตงฮั่นทำไมกัน เมืองเทียนซิงอู่เหอมันอยู่ไม่สบายนักหรือ หรือว่าแคว้นตงฮั่นมันจะมีดีกว่าที่นี่กันเชียว!”
“เจ้าจะไปรู้อะไร ประสาเด็กผู้หญิงตัวแค่นี้” เมิ่งฉีฮ่วนกดเสียงให้ต่ำลง น้ำเสียงฟังดูแหบพร่าและชราภาพยิ่งนัก ราวกับชายชราวัยหกสิบกว่าปีไม่มีผิด
“ใช่สิ ข้ามันไม่รู้อะไรเลย โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าทำไมท่านกับท่านแม่ถึงต้องตะบี้ตะบันมีข้าตอนอายุสี่สิบกว่าด้วย ดูสิ พอท่านแม่ตายไป ท่านก็แก่เฒ่าเพียงนี้ จนข้าเองก็พลอยจะออกเรือนไม่ได้ไปด้วย!” น้ำเสียงของหลี่เยว่หานทั้งจิกกัดและประชดประชันยิ่งนัก
นี่คือบทละครที่ทั้งคู่เตรียมกันไว้ล่วงหน้า พ่อเฒ่ากับลูกสาววัยแรกรุ่น
“เจ้าก็พูดเกินไป ตระกูลหวังของพวกเราก็ต้องมีผู้สืบทอดสิ อีกอย่าง ตอนที่แม่เจ้าอุ้มท้องเจ้านั้นร่างกายไม่ค่อยดีนัก หากฝืนกินยาขับเด็กออกไปล่ะก็ อย่าว่าแต่เจ้าเลย แม้แต่แม่ของเจ้าก็คงไม่รอดชีวิต” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสลดลง “”ข้าคิดไม่ถึงว่านางจะจากไปทันทีที่เจ้าลืมตาดูโลก ทันทีที่เจ้าลืมตาดูโลก…”
หลี่เยว่หานเกือบจะหลุดขำออกมา นางจึงได้แต่ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วเงียบไป
เมื่อดึกสงัด หลี่เยว่หานคะยั้นคะยอให้เมิ่งฉีฮ่วนเข้านอนก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้อง
ก่อนออกจากห้องนางตั้งใจฟังเสียงข้างนอกจนแน่ชัด พบว่าพวกที่แอบซุ่มอยู่หน้าประตูต่างพากันย่องหนีไปหมดแล้ว
หลี่เยว่หานเปิดประตูด้วยใบหน้าเย็นชา นางแสร้งเดินเข้าไปนอนในห้องพักข้าง ๆ และคอยเงียบหูฟังความเคลื่อนไหวบนเรืออย่างระมัดระวัง
พวกที่แอบมาสืบความลับย่อมไม่อยู่เฉย หรือพูดให้ถูกคือ พวกเขาหมายตาสองพ่อลูกคู่นี้ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว หลังจากหลี่เยว่หานดับตะเกียงไปได้ราวครึ่งชั่วยาม ก็เริ่มมีคนใช้กริชสะเดาะกลอนประตูอย่างเงียบเชียบ
หลี่เยว่หานไม่ได้ร้อนรนแต่อย่างใด
ด้วยวรยุทธที่แข็งแกร่งของเมิ่งฉีฮ่วนและพลังจิตอันกล้าแกร่งของนาง พวกนางไม่กลัวว่าคนเหล่านี้จะเข้ามาหาที่ตายหรอก แต่ที่กังวลคือกลัวว่าพวกมันจะแบ่งกลุ่มกันมา
เพราะหากแบ่งกลุ่มกันมา เมื่อคนกลุ่มแรกหายเงียบไป กลุ่มที่เหลืออาจจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนได้
ก่อนออกเดินทาง เมิ่งฉีฮ่วนได้สั่งให้คนแอบกระจายข่าวออกไปว่าน้องชายของหลี่เยว่หานถูกคนจากแคว้นเหลี่ยหลานลักพาตัวไป พวกเขาจึงต้องออกตามหา ด้วยเหตุนี้เฮ่อเจิ้งเทียนจึงนำเรือรบมุ่งหน้าไปทางแคว้นเหลี่ยหลาน ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานกลับมุ่งหน้าไปยังเกาะถงเซิง
เกาะถงเซิงเป็นเพียงตำนานในเมืองเทียนซิงอู่เหอ เป็นตำนานที่ผูกพันอยู่กับท่านเก้าผู้เป็นบรรพชน ทุกคนรู้ดีว่าท่านเก้ามาจากเกาะถงเซิง แต่กลับไม่เคยมีใครในเมืองเทียนซิงอู่เหอเคยไปที่นั่นเลย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่เคยมีใครไปถึงเกาะถงเซิงแล้วจะได้กลับมาอย่างมีชีวิต
ส่วนคนจากเกาะถงเซิงเคยมาเยือนเมืองเทียนซิงอู่เหอหรือไม่ คำตอบย่อมเป็น ‘ใช่’ อย่างแน่นอน
แม้หุ่นเชิดของสำนักถังจะสร้างได้ยากและมีโอกาสสำเร็จต่ำยิ่งนัก แต่จากที่เมิ่งฉีฮ่วนรู้มา ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเกาะถงเซิงไม่เคยละทิ้งการสร้างหุ่นเชิดเลย น่าเสียดายที่พวกเขาไม่มีพรสวรรค์เท่ากับปฐมจักรพรรดิแห่งแคว้นตงฮั่น จึงไม่สามารถสร้างกองทัพหุ่นเชิดขึ้นมาได้ มิเช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นแคว้นเหลี่ยหลานหรือแคว้นเสวียนจิ้ง ย่อมไม่มีโอกาสได้เป็นแคว้นบริวาร แต่คงถูกแคว้นตงฮั่นกลืนกินไปนานแล้ว
คนกลุ่มแรกพังประตูห้องพักของหลี่เยว่หานเข้ามา ก่อนจะแอบพ่นควันยาสลบเข้าไปข้างใน หลี่เยว่หานใช้พลังจิต กลั้นลมหายใจและแสร้งทำเป็นสลบไป พวกที่อยู่ข้างนอกรออยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจจึงค่อย ๆ ผลักประตูห้องเข้ามา
รอจนควันยาสลบในอากาศจางลง พวกมันก็พากันย่องเข้ามา เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานสลบไปจริง ๆ พวกมันจึงมัดตัวนางไว้แล้วพาตัวออกไปอย่างเงียบเชียบ
ทางด้านเมิ่งฉีฮ่วนเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
สองสามีภรรยาถูกจับมัดรวมกันไว้ในห้องพักขนาดใหญ่ส่วนลึกของเรือ หลี่เยว่หานยังคงหลับตาแน่นและใช้พลังจิตตรวจสอบดู พบว่าในห้องกว้างนี้มีคนอยู่ไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน และแต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือระดับแถวหน้าทั้งสิ้น
“ผู้ปกครองถ้ำ พวกเราจับตัวคนมาได้แล้วขอรับ เรือลำนี้มุ่งหน้าไปแคว้นตงฮั่น นอกจากพวกเราแล้ว ก็มีเพียงพ่อลูกคู่นี้ที่น่าสงสัยที่สุด” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยสำเนียงท้องถิ่นที่ฟังดูแปลกหู
“เหอะ สามีภรรยาคู่นี้ช่างขวัญกล้านัก คิดว่าปลอมตัวแล้วจะตบตาพวกเราได้หรือ พวกเขาคงไม่รู้ซึ้งถึงอานุภาพของวิชากู่แห่งหนานเจียง ช่างไม่เจียมตัวเสียจริง! ในเมื่อกล้าทำร้ายลูกศิษย์คนโตของสิบสองถ้ำแห่งพวกเรา วันนี้ข้าจะจับพวกมันทั้งคู่มาหลอมเป็นกู่มนุษย์เสียเลย!” ผู้พูดส่งเสียงแหลมเล็กบาดหูจนแยกไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรี
เมื่อหลี่เยว่หานได้ยินพวกเขาเอ่ยถึงวิชากู่แห่งหนานเจียง นางก็เพิ่มความระมัดระวังขึ้นเป็นสิบเท่า นางใช้ความคิดเพียงครู่เดียวก็นำเอาหว่านอู้เซิงสองหยดออกมาจากแดนราชันไร้เทียมทานอย่างไร้ร่องรอย นางใช้พลังจิตห่อหุ้มหยดน้ำหนึ่งหยดแล้วแอบดีดเข้าไปในตัวเมิ่งฉีฮ่วนอย่างเงียบเชียบ
หว่านอู้เซิง… กำเนิดสรรพสิ่ง สยบสรรพสิ่ง ไม่ว่าพิษจะร้ายกาจเพียงใด หรือกู่จะน่ากลัวแค่ไหน เมื่ออยู่ต่อหน้าการข่มขวัญตามธรรมชาติของหว่านอู้เซิงย่อมไร้ผลโดยสิ้นเชิง
หลี่เยว่หานเคยเสียท่าให้แก่หนอนกู่มาก่อน เมื่อรู้ว่าคนเหล่านี้มาจากหนานเจียง นางจึงระวังตัวมากเป็นพิเศษ
“แปลกพิกล…” คนที่ถูกเรียกว่าผู้ปกครองถ้ำส่งเสียงด้วยความประหลาดใจ “คนคู่นี้มีบางอย่างผิดปกติ เหตุใดกู่ชะตาชีวิตของข้าถึงไม่กล้าเข้าใกล้!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ลืมตาขึ้นทันที และได้สบตากับผู้ที่เรียกตนเองว่าผู้ปกครองถ้ำซึ่งกำลังมีสีหน้ามึนงงอยู่อย่างพอดี
“เจ้ายังไม่สลบ!” ผู้ปกครองถ้ำตกใจสุดขีด มีคนรีบขยับตัวหวังจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนทันที แต่น่าเสียดายที่หลี่เยว่หานว่องไวกว่า
พลังจิตอันกล้าแกร่งถูกซัดออกไป ชายที่กำลังจะส่งสัญญาณถูกโจมตีที่สมองจนล้มฟุบลงไปกองกับพื้นทันที เมิ่งฉีฮ่วนอาศัยจังหวะที่สถานการณ์กำลังชุลมุนหลุดจากเชือกที่มัดไว้ได้อย่างง่ายดาย เขาพุ่งตัวขึ้นและกดร่างผู้ปกครองถ้ำลงกับพื้นภายในไม่กี่กระบวนท่า
“อยากส่งสัญญาณหรือ? ส่งเลยสิ… แต่จำไว้ว่าเมื่อสัญญาณถูกส่งออกไป ผู้ปกครองถ้ำของพวกเจ้าก็ต้องตายตกตามกันไป!”
ชายอีกคนที่เตรียมจะส่งสัญญาณชะงักมือที่กำลังจะดึงสายชนวนทันที
ในจังหวะที่อีกฝ่ายชะงักไปนั้นเอง หลี่เยว่หานก็ซัดพลังจิตเข้าโจมตีอีกครั้ง ชายผู้นั้นล้มฟุบลงไปทันที
แม้พลังจิตของหลี่เยว่หานจะกล้าแกร่งเพียงใด แต่การใช้พลังโจมตีเข้าสู่สมองของมนุษย์โดยตรงเช่นนี้ก็สิ้นเปลืองพลังไม่น้อย โชคยังดีที่คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีเครื่องส่งสัญญาณติดตัวทุกคน อีกทั้งการโจมตีของนางยังไร้รูปร่าง ในสายตาคนนอกจึงดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
เมื่อหลี่เยว่หานใช้พลังจิตสยบคนไปได้เป็นคนที่ห้า ประกอบกับผู้ปกครองถ้ำถูกเมิ่งฉีฮ่วนบีบคอไว้แน่น และหนอนกู่ของพวกมันต่างก็หวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ ในที่สุดคนเหล่านี้ก็เริ่มสงบเสงี่ยมลงและไม่กล้าคิดจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนอีกต่อไป