ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 507 มือของเจ้าต้องสะอาดบริสุทธิ์
บทที่ 507 มือของเจ้าต้องสะอาดบริสุทธิ์
“คนเหล่านี้จะจัดการอย่างไร” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถามหลี่เยว่หานด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
สำหรับหนอนกู่นั้น เขาอาจจะใช้ถุงหอมขับพิษเพื่อปกป้องตนเองได้ แต่เขากลับไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมคนเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้พวกเขายังอยู่กลางทะเลลึก ว่ากันว่าคนจากหนานเจียงนั้นลงมือโหดเหี้ยมอำมหิต หากไม่ระวังแม้เพียงนิด ก็อาจถูกพวกมันลากไปตายตกตามกันได้
ตัวเมิ่งฉีฮ่วนเองนั้นไม่ได้กังวลเท่าใดนัก เขาเป็นห่วงก็แต่หลี่เยว่หาน รวมถึงกัปตันเรือและบรรดาพี่น้องทหารที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ท้องเรือ
“ง่ายนิดเดียว” หลี่เยว่หานพยักหน้าให้เมิ่งฉีฮ่วน นางพลิกมือเรียกหว่านอู้เซิงออกมา แล้วบังคับให้คนเหล่านั้นดื่มลงไป
ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นผู้ปกครองถ้ำนั้น ในตอนแรกยังคงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไม่ยอมดื่ม แต่หลังจากถูกหลี่เยว่หานใช้พลังจิตเฮือกสุดท้ายโจมตีเข้าที่สมองจนหัวสมองอื้ออึง เขาก็ถูกกรอกหว่านอู้เซิงเข้าไปคำโต
เป็นคำที่โตกว่าของผู้อื่นเสียด้วย
เมื่อคนเหล่านั้นดื่มหว่านอู้เซิงเข้าไปหมดแล้ว หลี่เยว่หานก็รีบเปิดหน้าต่างทุกบานในห้องโถงใหญ่อย่างว่องไว ลมทะเลพัดกรรโชกเข้ามาข้างในจนเมิ่งฉีฮ่วนถึงกับสะท้านเยือก
ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากถามด้วยความห่วงใยว่านางหนาวหรือไม่ ทันใดนั้นผู้ปกครองถ้ำคนดังกล่าวก็ส่งเสียงอ้วกออกมาคำโต เขาก้มตัวลงอาเจียนจนเลอะพื้นไปหมด
กลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวลไปทั่ว เมิ่งฉีฮ่วนมองภาพนั้นด้วยสายตาเย็นชา
เมื่อมีผู้ปกครองถ้ำเริ่มเป็นคนแรก คนที่เหลือต่างก็พากันอาเจียนออกมาไม่หยุด จนสุดท้ายผู้ปกครองถ้ำก็ใบหน้าซีดเผือด สิ้นเรี่ยวสิ้นแรงไปหมดสิ้น เขาได้แต่จ้องมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาเคียดแค้น “นางปีศาจ! เจ้าให้พวกเรากินอะไรเข้าไป!”
“เดาสิ” หลี่เยว่หานตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางเรียกให้คนของกัปตันเรือมาทำความสะอาด
ผู้ปกครองถ้ำโกรธจัดจนแทบกระอักเลือด แต่ก็มิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
หลังผ่านพ้นค่ำคืนอันวุ่นวาย กลุ่มคนจากสิบสองถ้ำแห่งหนานเจียงก็ถูกสยบจนหมดสิ้น บนเรือไม่มีคนนอกเหลืออยู่อีกต่อไป กัปตันเรือโบกมือส่งสัญญาณให้เปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ มุ่งหน้าไปยังทิศทางของค่ายกลสมุทรทันที
ด้วยอานุภาพการข่มขวัญของหว่านอู้เซิง คนจากสิบสองถ้ำย่อมไม่อาจใช้วิชากู่ใด ๆ ได้อีก ทุกคนถูกคนของเมิ่งฉีฮ่วนตรวจค้นจนสะอาดราบคาบ สิ่งของสำหรับส่งสัญญาณล้วนถูกริบไปจนหมดสิ้น เรียกได้ว่าพวกมันโกรธแค้นจนแทบคลั่งแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ในยามเช้า หลี่เยว่หานนั่งห่มผ้าห่มอยู่ในห้อง พลางรับประทานอาหารที่เมิ่งฉีฮ่วนคอยป้อนให้พร้อมกับฟังเขาเล่าเรื่องที่ถูกคนจากสิบสองถ้ำลอบทำร้ายระหว่างทางไปเหลียวปี้เลี่ยตง เรื่องนี้เมิ่งฉีฮ่วนไม่เคยเล่าให้นางฟังอย่างละเอียดมาก่อน เพียงแต่บอกคร่าว ๆ ว่าคนของสิบสองถ้ำแอบสะกดรอยตามพวกเขามาตลอดทาง
ทว่าพอได้ฟังรายละเอียดในครั้งนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่หงอวี้และหงซิ่วสองพี่น้องต้องทนทุกข์ทรมานจากฝีมือของคนพวกนั้น หลี่เยว่หานก็โกรธจนตัวสั่น
“คนพวกนี้… ข้าอยากจะอัดพวกมันนัก!” หลี่เยว่หานขบฟันเอ่ย
เห็นนางเป็นเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนกลับคลี่ยิ้มออกมา “หว่านอู้เซิงได้ทำลายวิชากู่ทั่วร่างของพวกมันไปแล้ว เกรงว่าคงไม่อาจทำเรื่องชั่วร้ายได้อีก ข้ารู้ว่าเจ้าเจ็บแค้นแทนหงอวี้กับหงซิ่ว แต่ว่า… มือของเจ้าต้องสะอาดบริสุทธิ์เข้าไว้”
เรื่องการเข่นฆ่าสังหาร ให้เป็นหน้าที่ของเขาก็เพียงพอแล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็พึมพำงึมงำอยู่ในลำคอแล้วไม่เอ่ยอะไรอีก
“อีกเพียงครึ่งวันก็จะถึงค่ายกลสมุทรแล้ว” หลังจากป้อนอาหารหลี่เยว่หานเสร็จ เมิ่งฉีฮ่วนก็รับประทานอาหารเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มกล่าวถึงเรื่องค่ายกลสมุทรให้นางฟัง “เมื่อเข้าสู่ค่ายกลสมุทร พวกเราอาจจะคลาดกันได้ แต่เจ้าต้องจำเอาไว้ให้มั่น สิ่งที่เจ้าเห็นเบื้องหน้าล้วนเป็นภาพลวงตา ไม่ว่าจะเป็นพายุหิมะคลั่งหรือคลื่นยักษ์ถล่มฟ้า ขอเพียงเจ้าขบฟันอดทนให้ผ่านพ้นไป ทุกอย่างก็จะจบสิ้นลง ผู้คนมากมายหวาดกลัวค่ายกลสมุทรแห่งนี้ ก็เพราะภาพลวงตาเหล่านั้นมันช่างดูสมจริงยิ่งนัก จนส่วนใหญ่ต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อไปเสียก่อน”
ได้ฟังดังนั้น หลี่เยว่หานก็เอียงคอครุ่นคิด “เช่นนั้นข้าจะไปพบกับท่านได้อย่างไร”
“เมื่อเข้าสู่ค่ายกลแล้ว เจ้าจงอยู่กับที่ห้ามขยับเขยื้อนไปไหน ข้าจะเป็นฝ่ายไปหาเจ้าเอง”
“แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่มาหาข้าคือตัวจริงหรือตัวปลอม?”
เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับสะอึกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างหงุดหงิดใจเล็กน้อยว่า “อย่างไรข้าก็เป็นสามีของเจ้า ของจริงของปลอมเจ้าก็น่าจะแยกออกมิใช่หรือ”
“ก็ท่านบอกเองนี่นาว่าภาพลวงตาในค่ายกลสมุทรนั้นสมจริงมาก หากค่ายกลนั่นจำแลงร่างเป็นท่านขึ้นมาอีกคนเล่า” หลี่เยว่หานหรี่ตามองถามเขา
“เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องเกรงใจ ลงมือก่อนได้เลย” เมิ่งฉีฮ่วนเห็นนางยิ้มได้ก็อารมณ์ดีขึ้น “หากเป็นตัวจริง เจ้าไม่มีทางชนะข้าแน่ แต่ถ้าเป็นตัวปลอม ย่อมต้องมีร่องรอยพิรุธให้เห็น แม้ค่ายกลสมุทรจะร้ายกาจ แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งจุดบอด มิเช่นนั้นในตอนนั้นข้าคงไม่อาจบุกฝ่าออกมาเพียงลำพัง และคงไม่กล้าพาเจ้าบุกเข้าไปในยามนี้หรอก”
หลี่เยว่หานพยักหน้าแสดงความเข้าใจในคำพูดของเขา
การเดินทางในช่วงครึ่งวันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เรือของพวกเขาค่อย ๆ หยุดลงที่เบื้องหน้ากลุ่มหมอกหนาทึบ เรือรบที่เฮ่อเจิ้งเทียนนำมานั้นต้องอ้อมไปยังแคว้นเหลี่ยหลานรอบหนึ่ง จึงไม่อาจมาสมทบได้รวดเร็วเพียงนี้ ยามนี้บนท้องทะเลอันกว้างใหญ่จึงมีเพียงเรือข้ามฟากของพวกเขาเพียงลำเดียว
จะเรียกเรือลำนี้ว่าเรือข้ามฟากก็ดูจะใจร้ายกับคำว่าเรือข้ามฟากไปเสียหน่อย เพราะแคว้นตงฮั่นไม่มีเหล็กกล้าชั้นดี และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีโลหะผสม เรือลำนี้จึงเป็นเพียงเรือที่ใหญ่กว่าเรือทั่วไปหลายเท่านัก และมีพื้นที่ภายในกว้างขวางกว่าปกติเท่านั้นเอง
ในยามปกติ กัปตันเรือมักจะใช้เรือลำนี้ในการขนส่งสินค้า
“เตรียมตัวให้พร้อม พวกเราจะเข้าสู่ค่ายกลแล้ว” ยามนี้พวกเขาทุกคนรวมตัวกันอยู่ที่ชั้นบนสุดของเรือ เดิมทีเมิ่งฉีฮ่วนกลัวว่าลมทะเลจะทำให้หลี่เยว่หานล้มป่วย จึงอยากให้นางรออยู่ในห้องพัก แต่หลี่เยว่หานไม่ยินยอม เขาจึงต้องพานางขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือด้วยกัน
หลังจากย้ำเตือนจุดอ่อนของค่ายกลสมุทรแก่เหล่าทหารหาญทั้งห้าพันนายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมิ่งฉีฮ่วนก็พาหลี่เยว่หานเข้าไปในห้องพัก ทุกคนต่างกระจายกำลังกันไปประจำจุด ไม่ได้รั้งอยู่บนดาดฟ้าเรือ นอกจากองครักษ์ที่เฝ้าระวังอยู่ในตัวเรือแล้ว ยังมีทหารอีกกว่าร้อยนายคอยเฝ้าอยู่ริมกราบเรือทั้งสองข้าง
สิ้นเสียงคำสั่งของกัปตันเรือ เรือลำใหญ่ก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ท่ามกลางสายหมอกที่ข้นคลัก
หลี่เยว่หานนั่งอยู่ในห้องพัก มือหนึ่งถูกเมิ่งฉีฮ่วนกุมไว้แน่น นางรู้สึกสงบใจจึงหันไปมองนอกหน้าต่าง
ทันทีที่เข้าสู่หมอกหนา ทัศนวิสัยโดยรอบก็มืดบอดจนมองไม่เห็นสิ่งใด กัปตันเรือรีบรายงานเมิ่งฉีฮ่วนว่าเข็มทิศโบราณของพวกเขาไม่สามารถชี้ทิศทางได้อีกแล้ว
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงบอกให้เดินเรือต่อไปข้างหน้าเท่านั้น
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมิ่งฉีฮ่วนคอยสั่งการกัปตันเรือให้ควบคุมทิศทางเป็นระยะ
รอบกายเงียบสงัดไร้เสียงสรรพสิ่ง นอกจากเสียงเรือแหวกสายน้ำแล้ว ก็มีเพียงเสียงลมหายใจของกันและกัน
หลังจากล่องเรือฝ่าหมอกหนามาเกือบสองชั่วยาม ท้องฟ้าก็เริ่มมืดสลัว ลมพายุเริ่มกรรโชกแรงมาจากทุกทิศทาง
หลี่เยว่หานสัมผัสได้ว่าผืนน้ำเริ่มปั่นป่วน ตัวเรือเริ่มโคลงเคลงไปมา
“สั่งการให้ทหารที่กราบเรือทั้งสองข้างกลับเข้าในตัวเรือ ห้ามมีใครรั้งอยู่บนดาดฟ้าเด็ดขาด ทุกคนยึดร่างกายให้มั่น ตั้งสติให้มั่นคง อย่าได้หวาดกลัว!” เมิ่งฉีฮ่วนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเข้ม ทหารใต้บังคับบัญชาต่างเคลื่อนไหวอย่างว่องไว พาคนที่อยู่ข้างนอกกลับเข้ามาและหาทางยึดร่างตนเองไว้มั่น ใบหน้าของแต่ละคนไม่มีวี่แววของความตระหนกเลยแม้แต่น้อย
ยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนไม่มีเวลาพะวงเรื่องอื่น หลี่เยว่หานเองก็ไม่ได้ส่งเสียงรบกวน นางเพียงเฝ้ามองเขาออกคำสั่งอย่างเงียบเชียบและมองดูผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามอย่างว่องไว โดยที่มือของเขายังคงกุมมือนางไว้ไม่ยอมปล่อย
แม้ต้องเผชิญหน้ากับค่ายกลสมุทรที่อันตรายและไม่อาจหยั่งรู้ได้ แต่ยามที่มีเมิ่งฉีฮ่วนอยู่เคียงข้าง หลี่เยว่หานก็ไม่รู้สึกหวาดหวั่นแม้เพียงนิด
ไม่นานนัก ท้องฟ้าก็มืดมิดลงโดยสมบูรณ์ เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้สั่งให้หยุดเรือ พวกเขาจึงเดินหน้าต่อไป เพียงแต่ลดใบเรือลงไปกว่าครึ่ง ทำให้ความเร็วในการเดินทางช้าลงมาก
“ท่านพี่ เฮ่อเจิ้งเทียนจะสามารถนำเรือรบผ่านค่ายกลสมุทรมาได้อย่างราบรื่นหรือไม่” จู่ ๆ หลี่เยว่หานที่นั่งอยู่ข้างกายก็เอ่ยถามขึ้น เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้วมุ่นโดยสัญชาตญาณ
ผิดปกติ… หลี่เยว่หานมักจะเรียกชื่อจริงของเขามาโดยตลอด นางเคยเรียกเขาว่า ‘ท่านพี่’ ตั้งแต่เมื่อใดกัน?