ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 508 ภาพลวงตาแห่งค่ายกลสมุทร
บทที่ 508 ภาพลวงตาแห่งค่ายกลสมุทร
ยามที่เขาหันไปมอง หลี่เยว่หานที่เคยส่งยิ้มให้ละไมอยู่ข้างกายกลับค่อย ๆ เน่าเปื่อยและกลายเป็นโครงกระดูกขาวโพลนต่อหน้าต่อตา ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับไม่กล้าปล่อยมือจากโครงกระดูกแห้งกรังนั้น
เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่า แม้มือของหลี่เยว่หานในสายตาเขาจะกลายเป็นกระดูกไปแล้ว แต่สัมผัสในมือนั้นยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
“ถึงใจกลางค่ายกลสมุทรแล้ว ทุกคนจงระวังตัวให้ดี!” เขาคือแม่ทัพใหญ่ ในยามนี้ย่อมไม่อาจแสดงความกระวนกระวายออกมาให้เห็น มิเช่นนั้นเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาจะยิ่งเสียขวัญ
แม้ว่าในยามนี้ สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของเขาจะมีเพียงกองซากศพและโครงกระดูกขาวโพลนดาษดื่นก็ตาม
แม้แต่กัปตันเรือที่กำลังถือท้ายเรืออยู่ ก็กลายเป็นโครงกระดูกขาวโพลนไปแล้วเช่นกัน แต่เขากลับไม่มีท่าทีตระหนกแม้เพียงนิด
ทว่าหากเทียบกับความสุขุมของเขาแล้ว ทางด้านหลี่เยว่หานกลับดูจะลนลานกว่ามาก
นางตกอยู่ในม่านหมอกหนาทึบ รอบกายมองไม่เห็นผู้ใดเลย หากไม่ใช่เพราะสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่คุ้นเคยในมือ นางคงจะกรีดร้องออกมาแล้ว แต่นางจำคำที่เมิ่งฉีฮ่วนเคยบอกไว้ได้อย่างแม่นยำว่า…
ทุกอย่างล้วนเป็นภาพลวงตา จงอย่าตื่นตระหนก และที่สำคัญคือห้ามส่งเสียงร้อง มิเช่นนั้นจะยิ่งถูกค่ายกลสมุทรครอบงำจิตใจได้ง่ายขึ้น
หลี่เยว่หานแตกต่างจากเมิ่งฉีฮ่วน นางเพียงกะพริบตาแค่ครั้งเดียว ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
นางไม่ได้อยู่กลางทะเลอีกต่อไป เมื่อม่านหมอกรอบกายจางหายไป นางก็พบว่าตนเองกลับมายังแดนราชันไร้เทียมทาน
ก่อนหน้านี้ นางต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมหาศาลเพื่อบำเพ็ญพลังจิตจนกล้าแกร่ง และกลายเป็นผู้ไร้เทียมทานในแดนราชันไร้เทียมทานแห่งนี้ จึงจะสามารถอาศัยพลังจิตอันมหาศาลนั้นออกมาได้ หลังจากนั้นนางก็ไม่เคยคิดที่จะเปิดแดนราชันไร้เทียมทานขึ้นมาอีกเลย แม้ว่าที่นั่นจะดีเพียงใด แต่สำหรับหลี่เยว่หานแล้ว ที่นั่นมันดูประหลาดและพิกลเกินไป
ทว่ายามนี้ นางกลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง แถมยังอยู่ตรงหน้าเรือนพักลี้ภัย โดยที่ตัวนางเองยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้เอนหลัง
“อาสะใภ้” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยดังขึ้น หลี่เยว่หานหันไปมองตามเสียง และได้พบกับหลิงซีที่ไม่ได้เจอกันเสียนาน
ยามนี้หลิงซีกำลังกอดน่องกระต่ายย่างกินอย่างมีความสุข เมื่อเห็นหลี่เยว่หานมองมา นางก็ยื่นน่องกระต่ายในมือมาให้อย่างว่าง่าย “อาสะใภ้กินสิ!”
หลี่เยว่หานขมวดคิ้วมุ่น
นางรู้ตัวดีว่าตนเองต้องติดอยู่ในภาพลวงตาแน่ ๆ เพราะในแดนราชันไร้เทียมทานนั้น พลังจิตของนางจะกล้าแกร่งมากจนไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญเสียพลัง แต่ทว่ายามนี้พลังจิตของนางยังคงอยู่ในสภาพที่ยังไม่ฟื้นฟู
ในอดีต แม้หลี่เยว่หานจะบำเพ็ญพลังจิตจนแข็งแกร่งในแดนราชันไร้เทียมทานได้ แต่เมื่อออกมาสู่โลกภายนอกและขาดการเกื้อหนุนจากสถานที่แห่งนี้ พลังจิตของนางจะเหลือเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น อีกทั้งยังไม่อาจบำเพ็ญเพียรในโลกภายนอกได้ และฟื้นตัวได้ช้ามาก
ภาพลวงตาของค่ายกลสมุทรอาจจำลองทัศนียภาพของแดนราชันไร้เทียมทานขึ้นมาได้ แต่กลับไม่อาจคืนพลังจิตให้นางได้จริง หลังจากที่นางใช้พลังจิตโจมตีคนจากสิบสองถ้ำไป พลังของนางเพิ่งจะฟื้นคืนมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และนี่เองที่กลายเป็นจุดบอดที่ทำให้ดวงตาของนางมองทะลุเห็นความจริง
“อาสะใภ้ไม่ชอบน่องกระต่ายหรือ?” หลิงซีเบื้องหน้าจ้องมองหลี่เยว่หานอยู่นาน เมื่อเห็นนางไม่ยอมรับเนื้อในมือไป ก็เริ่มมีสีหน้าผิดหวัง “อาสะใภ้ไม่รักหลิงซีแล้ว”
หลี่เยว่หานยังคงนิ่งเงียบ
หากนางจะรับน่องกระต่ายจากมือของหลิงซีปลอมคนนี้ นางต้องใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ แต่ยามนี้มือข้างที่ว่างของนางอยู่อีกด้านหนึ่งของลำตัว หากจะรับน่องกระต่าย มือที่สะดวกที่สุดย่อมต้องเป็นมือซ้าย
ทว่ามือซ้ายของนางยังคงมีสัมผัสจากฝ่ามือของเมิ่งฉีฮ่วน แม้จะมองไม่เห็น แต่หลี่เยว่หานก็รู้ดีว่านางจะปล่อยมือนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด
“อาสะใภ้!” เสียงสดใสของเด็กหนุ่มดังขึ้น เมื่อหลี่เยว่หานเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นมู่ชวนเดินตรงเข้ามา “หลิงซีดื้อรั้นมาทำเสียงดังรบกวนอาสะใภ้อีกแล้วใช่หรือไม่?”
มู่ชวนเอ่ยโดยไม่รอให้หลี่เยว่หานตอบ เขาหันไปตีหน้ายักษ์ใส่หลิงซี “หลิงซี เจ้าโตแล้วนะ ต้องรู้จักความ อย่ามาขัดจังหวะการพักผ่อนของอาสะใภ้!”
“เหอะ พี่ชายใจร้าย!” หลิงซีกระทืบเท้าเล็ก ๆ แล้วสะบัดหน้าเดินหนีไป
มู่ชวนมองตามหลังหลิงซีพลางส่ายหน้าถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “อาสะใภ้อย่าได้โกรธเคืองเลย หลิงซีก็มีนิสัยเสียแบบนั้นเอง”
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ยังคงไม่เอ่ยคำใด มู่ชวนนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “วันก่อนอาสะใภ้บอกว่าจะสอนข้าอ่านเขียน ข้าไปซื้อกระดาษกับพู่กันมาแล้ว อาสะใภ้มาสอนข้าเถิด”
พูดจบ มู่ชวนก็ส่งยิ้มละไมให้หลี่เยว่หาน คล้ายกับกำลังรอคำตอบจากนาง
ทว่าหลี่เยว่หานก็ยังคงจ้องมองเขาโดยไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว
“หรือว่าอาสะใภ้จะไม่รักพวกเราแล้ว” มู่ชวนหลุบตาลงด้วยท่าทางเศร้าสร้อย ดูแล้วช่างน่าเวทนายิ่งนัก
แม้จะรู้ดีว่ามู่ชวนและหลิงซีตรงหน้าล้วนเป็นตัวปลอม แต่หลี่เยว่หานก็เคยดูแลสองพี่น้องคู่นี้มาเป็นเวลานาน ต่อมาด้วยเหตุผลหลายประการทำให้ไม่ได้พบหน้ากันอีก ในใจของนางจึงยังคงมีความคิดถึงคนทั้งคู่อยู่ลึก ๆ ยามที่เห็นมู่ชวนมีสีหน้าเศร้าโศกเช่นนี้ หลี่เยว่หานจึงรู้สึกปวดใจอยู่บ้าง
ทว่าไม่นานนางก็ดึงสติกลับคืนมาได้ ว่านี่ไม่ใช่ความจริง
หรือว่าค่ายกลสมุทรแห่งนี้จะมีความสามารถในการล่วงรู้ความลับในใจคนกันแน่?
แต่ก็ดูท่าจะไม่ใช่ เพราะหากค่ายกลสมุทรเก่งกาจถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงไม่จำแลงร่างเป็นอาอี้และอานิ่งเล่า? ในเมื่อลูกทั้งสองต่างหากที่เป็นลูกในไส้ของนางจริง ๆ!
เพียงแค่คิดเช่นนั้น รอบกายก็มืดลงชั่วขณะ ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นฟางจื่อหลานเดินตรงมาพร้อมกับแม่นมสองคนที่เดินตามหลังมาด้วยรอยยิ้ม “เยว่หาน เด็ก ๆ ตื่นมาก็ร้องไห้ไม่หยุด แม่นมบอกว่าพวกเขาน่าจะคิดถึงท่านแม่ ข้าเลยรีบอุ้มมาให้เจ้าช่วยปลอบเสียหน่อย”
พูดจบ ฟางจื่อหลานก็โบกมือ แม่นมที่อยู่ด้านหลังก็ก้าวขึ้นมา เตรียมจะส่งทารกในอ้อมแขนให้หลี่เยว่หานอุ้ม
หลี่เยว่หานขมวดคิ้วมองอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่ยอมยื่นมือไปรับ
“เยว่หาน เจ้ามัวนิ่งอึ้งอะไรอยู่เล่า รับเด็กไปสิ” ฟางจื่อหลานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ “หรือว่าตื่นมาแล้วเจ้าจะจำอาอี้กับอานิ่งไม่ได้เสียแล้ว?”
หลี่เยว่หานยังคงไม่ขยับ
ล้อเล่นหรือไร เจ้ามันก็แค่ภาพลวงตา ยังจะมาให้ข้าอุ้มเด็กอีก ใครจะไปรู้ว่าหากข้ารับเด็กมาจากมือเจ้าแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
ในที่สุดหลี่เยว่หานก็เริ่มจับทางได้เสียที
ผู้คนในภาพลวงตาที่ปรากฏออกมาทั้งสองครั้ง ล้วนพยายามให้หลี่เยว่หานรับสิ่งของจากมือของพวกเขา
หลิงซีคือน่องกระต่าย มู่ชวนคือกระดาษและพู่กัน ส่วนฟางจื่อหลานก็คืออาอี้และอานิ่ง
ภาพลวงตานี้ช่างเจ้าเล่ห์นัก จงใจขุดเอาส่วนที่อ่อนโยนที่สุดในใจคนมาใช้เป็นเครื่องมือ!
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้อีก แม้พลังจิตของนางจะฟื้นคืนมาได้เพียงหนึ่งในสาม แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะใช้ทำลายภาพลวงตาแห่งนี้!
ในเมื่อนางไม่มีทางรับสิ่งของในภาพลวงตาเป็นอันขาด หลี่เยว่หานจึงหลับตาลงและปลดปล่อยพลังจิตออกไปรอบทิศทาง
เป็นไปตามคาด ภายใต้การรับรู้ด้วยพลังจิต นางยังคงอยู่บนเรือ คนที่นั่งอยู่ข้างกายคือเมิ่งฉีฮ่วน และกัปตันเรือก็ยังคงถือท้ายเรืออยู่ เพียงแต่ดูเหมือนทุกคนจะตกอยู่ในภวังค์ของภาพลวงตา ลมหายใจของแต่ละคนสม่ำเสมอ คล้ายกับคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงนิทรา
กัปตันเรือที่กำลังถือท้ายอยู่กลับหลับไปงั้นหรือ?
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เรือคงได้ล่มแน่ ๆ!
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานก็ไม่ลังเลอีก นางรีบเร่งพลังจิตขึ้นอย่างกะทันหัน จนคล้ายกับพุ่งเข้าชนสิ่งใดบางอย่างในความว่างเปล่า เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางก็พบว่าตนเองได้กลับมายังห้องพักบนเรือแล้ว
เมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ข้างกายดูเหมือนจะรับรู้ได้ว่านางได้สติแล้ว เขาหันมามองนางแวบหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างโล่งอก
หลี่เยว่หานกำลังจะเอ่ยปากพูด แต่เมิ่งฉีฮ่วนกลับส่ายหน้าช้า ๆ พลางกระชับมือที่กุมนางไว้แน่น แล้วสั่งการออกมาว่า “เส้นทางเดินเรือคลาดเคลื่อน ให้ปรับทิศทางไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ”
กัปตันเรือราวกับถูกสะกดจิต ดวงตาของเขายังคงปิดสนิท แต่มือที่บังคับหางเสือกลับเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว
หลี่เยว่หานมองภาพตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาซักถาม
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดเมิ่งฉีฮ่วนถึงไม่ติดอยู่ในภาพลวงตา แต่เมื่อหลี่เยว่หานดิ้นรนจนหลุดพ้นออกมาได้แล้ว นางจึงทำเพียงนั่งอยู่ข้างกายเขาอย่างสงบ และกุมมือเขาไว้แน่นเพื่อเป็นการสนับสนุนอย่างเงียบเชียบ
สิ่งที่หลี่เยว่หานไม่รู้เลยก็คือ โลกในสายตาของเมิ่งฉีฮ่วนยามนี้มีเพียงความอ้างว้างและรกร้าง รอบด้านเต็มไปด้วยโครงกระดูกและซากศพ แม้แต่กัปตันเรือในสายตาเขาก็ยังเป็นเพียงโครงกระดูกที่เคลื่อนไหวได้ ซึ่งหากจิตใจไม่มั่นคงพอ เป็นคนอื่นคงกรีดร้องจนเสียสติไปนานแล้ว คงไม่มีทางที่จะสงบจิตสงบใจคอยสั่งการโครงกระดูกให้ถือท้ายเรือได้เช่นนี้