ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 509 การประคับประคอง
บทที่ 509 การประคับประคอง
เมิ่งฉีฮ่วนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากยิ่งนัก ยามนี้โลกในสายตาของเขาบิดเบี้ยวจนเกินจะบรรยาย
ผู้คนรอบกายล้วนกลายเป็นโครงกระดูกและซากศพ แม้แต่ตัวเรือก็ยังผุพังเน่าเปื่อยลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เบื้องนอกนั้นคลื่นยักษ์โถมซัดฟ้า ตัวเรือโคลงเคลงอย่างหนัก เดี๋ยวก็ถูกคลื่นยักษ์ซัดจนลอยคว้างขึ้นฟ้า เดี๋ยวก็ร่วงกระแทกผิวน้ำอย่างรุนแรง
หากไม่ใช่เพราะเมิ่งฉีฮ่วนมีจิตใจที่กล้าแกร่งและไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด เกรงว่าความสั่นคลอนเพียงเล็กน้อยนี้อาจทำให้เขาถูกภาพลวงตาจู่โจมจนเผยจุดอ่อนออกมาได้
ดังนั้นไม่ว่าเรือจะถูกคลื่นยักษ์ยกขึ้นสูง หรือร่วงหล่นลงมากระแทกท้องทะเลในความว่างเปล่า เมิ่งฉีฮ่วนยังคงนิ่งสงบดั่งขุนเขา ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ต้องฝืนทนประคองสติไว้อย่างยากลำบากยิ่ง
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าสมจริงเกินไป เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับรู้สึกได้ว่าขาทั้งสองข้างถูกน้ำทะเลที่สาดกระเซ็นเข้ามาในเรือจนเปียกโชก แต่เขาก็ยังคงไม่ยอมขยับเขยื้อนแม้เพียงนิด
พวกกัปตันเรือน่าจะตกอยู่ในภวังค์แห่งภาพลวงตาไปแล้ว แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้เมิ่งฉีฮ่วนได้ทำการสะกดจิตไว้อย่างรุนแรง ดังนั้นแม้ในยามนี้สติสัมปชัญญะของพวกเขาจะเลือนลาง แต่ร่างกายยังคงเคลื่อนไหวตามคำสั่งของเมิ่งฉีฮ่วนอย่างแม่นยำ
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนออกเดินทางเมิ่งฉีฮ่วนได้วางค่ายกลไว้บนเรือลำนี้ เมื่อเข้าสู่ใจกลางค่ายกลสมุทร ทุกคนจะตกอยู่ในสภาวะหลับลึก ด้วยเหตุนี้ทหารกล้าทั้งห้าพันนายจึงยังคงสงบนิ่งอยู่บนเรือได้ มิเช่นนั้นหากพวกเขาตื่นอยู่คงถูกภาพลวงตาทำให้ขวัญหนีดีฝ่อจนเกิดความวุ่นวายไปแล้ว
หากเบาหน่อยก็อาจจะกระโดดเรือหนีตาย หากหนักเข้าก็อาจถึงขั้นกวัดแกว่งดาบเข้าห้ำหั่นกันเองก็เป็นได้
ก่อนที่หลี่เยว่หานจะฟื้นคืนสติ เมิ่งฉีฮ่วนต้องอดทนแบกรับภาระนี้ไว้อย่างแสนสาหัส
ไม่ว่าคนผู้หนึ่งจะมีจิตใจกล้าแกร่งเพียงใด แต่เมื่อต้องเผชิญกับสภาวะที่จิตใจวูบไหวขึ้นลงราวกับอยู่บนรถไฟเหาะเช่นนี้ ย่อมยากที่จะรักษาความมั่นคงของสติไว้ได้ตลอดเวลา คนอื่นอาจจะหลับตาหรืออุดหูเพื่อไม่ให้มองเห็นหรือได้ยิน แต่เมิ่งฉีฮ่วนทำเช่นนั้นไม่ได้
เขายังต้องคอยสั่งการกัปตันเรือที่ร่างกายหลับใหลให้ถือท้ายเรือต่อไป ดังนั้นแม้แต่การกะพริบตา เขายังต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง
นับว่าโชคดีที่หลี่เยว่หานสลัดหลุดจากภาพลวงตาได้อย่างรวดเร็ว
ในสายตาของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานที่หลุดพ้นจากภาพลวงตาค่อย ๆ เปลี่ยนจากโครงกระดูกขาวโพลนกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ทีละน้อย กระบวนการนี้ช่างดูสยดสยองยิ่งนัก อีกทั้งก่อนหน้านี้ หลี่เยว่หานในภาพลวงตายังคอยเอ่ยปากพูดจารบกวนจิตใจเขาอยู่ตลอดเวลา
หลายต่อหลายครั้งที่เมิ่งฉีฮ่วนเกือบจะเผลอขานรับไปเสียแล้ว ยังดีที่ในวินาทีสุดท้ายเขาขบกัดปลายลิ้นไว้และกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป มุ่งมั่นเพียงการสั่งการกัปตันเรือเท่านั้น ส่วนสิ่งอื่นเขาล้วนไม่นำพา
หลังจากหลี่เยว่หานหลุดพ้นจากภาพลวงตา นางย่อมสังเกตเห็นความเหนื่อยล้าของเมิ่งฉีฮ่วน นางไม่เสียเวลาคิดแม้เพียงเสี้ยววินาที เพียงแค่ขยับความคิดก็นำน้ำพุหว่านอู้เซิงออกมา แล้วกรอกใส่ปากของเมิ่งฉีฮ่วนทันที
หลี่เยว่หานเพิ่งจะมารู้หลังจากออกจากแดนราชันไร้เทียมทานว่า ภาชนะที่ทำจากเงินแท้สามารถเก็บรักษาพลังจิตวิญญาณของหว่านอู้เซิงไว้ได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่สูญสลาย นางจึงพกกระบวยเงินติดตัวไว้ตลอดเวลาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉิน
หลังจากดื่มหว่านอู้เซิงเข้าไปเพียงอึกเดียว สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนก็ดูดีขึ้นมาก และน้ำเสียงของเขาก็กลับมามั่นคงอีกครั้ง
ทว่าในสายตาของเขา หลังจากที่หว่านอู้เซิงตกถึงท้อง ทัศนียภาพเบื้องหน้ากลับยิ่งดูสมจริงมากขึ้นไปอีก
ภาพลวงตาของค่ายกลสมุทรก็เป็นเช่นนี้ ยิ่งเจ้าแข็งแกร่งเท่าใด ภาพลวงตาก็ยิ่งสมจริงมากเท่านั้น คนธรรมดาที่ไม่มีพลังจิตของหลี่เยว่หานคอยช่วยเหลือจึงมักจะยากที่จะดิ้นรนให้หลุดพ้นไปได้ ในอดีตยามที่เมิ่งฉีฮ่วนแอบออกจากเกาะถงเซิงและฝ่าค่ายกลสมุทรเพียงลำพัง เขาเพียงแค่ต้องกัดฟันมุ่งหน้าฝ่าไปให้จบสิ้นเท่านั้น
ทว่าครั้งนี้ บนเรือมีผู้คนกว่าห้าพันชีวิต เมิ่งฉีฮ่วนไม่อยากให้คนเหล่านี้ต้องมาจบชีวิตลงที่นี่ เขาจึงต้องระมัดระวังอย่างถึงที่สุด
หลังจากสั่งการกัปตันเรือให้ถือท้ายเรือต่อไปได้เพียงเค่อเดียว เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกราวกับว่าใต้ท้องเรือไปกระแทกเข้ากับสิ่งใดบางอย่าง ตัวเรือทั้งลำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากนั้นก็ได้ยินเสียงน้ำไหลแว่วมา
ใบหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนพลันซีดเผือด
ยิ่งเข้าใกล้ขอบค่ายกลสมุทรและใกล้ถึงเกาะถงเซิงมากเท่าใด แนวหินโสโครกใต้น้ำก็ยิ่งหนาตามากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นในยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนจึงไม่อาจรู้ได้เลยว่า เรือลำนี้ชนเข้ากับหินโสโครกจริงหรือไม่
เมื่อใจเริ่มสั่นคลอน เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกได้ว่าเรือเริ่มค่อย ๆ จมลงช้า ๆ
“เส้นทางเดินเรือคลาดเคลื่อนแล้ว ปรับหางเสือไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ” เมิ่งฉีฮ่วนฝืนข่มจิตใจให้สงบและยังคงสั่งการกัปตันเรือต่อไป
หลี่เยว่หานที่อยู่ข้างกาย สัมผัสได้ถึงความสั่นคลอนในจิตใจของเมิ่งฉีฮ่วนเพียงชั่วครู่ นางจึงกระชับมือที่กุมมือเขาไว้ให้แน่นขึ้น เมื่อรับรู้ได้ถึงแรงบีบที่ส่งผ่านมาจากมือนาง ในที่สุดเมิ่งฉีฮ่วนก็สามารถสงบจิตสงบใจได้อีกครั้ง
ใช่แล้ว ข้างกายเขายังมีหลี่เยว่หานผู้หลุดพ้นจากภาพลวงตาอยู่ หากนางยังไม่รู้สึกว่าเรือชนหินโสโครก เช่นนั้นความรู้สึกเมื่อครู่ย่อมต้องเป็นเพียงภาพลวงตา
เมื่อคิดได้ดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกได้ทันทีว่าอาการจมลงของเรือหยุดนิ่งลง และเรือยังคงแล่นไปบนผิวน้ำอย่างมั่นคงเช่นเดิม
ทางด้านหลี่เยว่หาน ทัศนียภาพในสายตาของนางก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ เช่นกัน
ทว่าการเปลี่ยนแปลงของนางต่างจากเมิ่งฉีฮ่วน เมิ่งฉีฮ่วนยังคงมองเห็นภาพบนเรือ แต่หลี่เยว่หานเพียงแค่กะพริบตา นางก็หลุดไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว
ถึงขั้นเป็น… ห้วงเวลาอื่น…
ใช่แล้ว ในภาพลวงตานั้น นางได้กลับไปยังโลกในยุคหลัง
ยามที่นางให้กำเนิดบุตร ในนาทีชีวิตนั้นนางได้เห็นภาพที่หวังเฟิ่งพลั้งมือฆ่าหลี่ต้าเฉิง และในยามนี้ ภาพเหตุการณ์นั้นกำลังฉายซ้ำต่อหน้าต่อตานางอีกครั้ง
แม้ว่าหลี่เยว่หานจะเคยตัดพ้อและโกรธเคืองหลี่ต้าเฉิงผู้เป็นพ่ออยู่มาก แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นญาติเพียงคนเดียวที่นางมี หลี่เยว่หานจึงไม่ได้มีความเกลียดชังต่อเขานัก อันที่จริงในช่วงแรกที่หวังเฟิ่งเพิ่งแต่งงานกับหลี่ต้าเฉิง หลี่ต้าเฉิงก็ยังคอยปกป้องหลี่เยว่หานอยู่เสมอ
ทว่าเขาก็ไม่อาจต้านทานนิสัยชอบระรานของหวังเฟิ่งได้
หลี่ต้าเฉิงปกป้องหนึ่งครั้ง หวังเฟิ่งก็อาละวาดไปทั้งวัน สุดท้ายหลี่เยว่หานในวัยเยาว์ก็ยังเป็นฝ่ายที่ต้องรับเคราะห์อยู่ดี เพราะหวังเฟิ่งนั้นเชี่ยวชาญการทำร้ายคนด้วยคำพูดและท่าทีที่เย็นชา ส่วนหลี่ต้าเฉิงเป็นเพียงบุรุษ จิตใจจึงไม่ละเอียดลออนัก ในช่วงแรกหลี่เยว่หานมักจะไปฟ้องหลี่ต้าเฉิง แต่พอฟ้องครั้งหนึ่ง หลี่ต้าเฉิงก็ปกป้องนางครั้งหนึ่ง แล้วหวังเฟิ่งก็จะร้องไห้อาละวาดไปทั้งวันไม่จบสิ้น
หลังจากนั้นหลี่เยว่หานจึงไม่ฟ้องอีก นางยอมปล่อยให้หวังเฟิ่งด่าทอกระทบกระเทียบไปตามใจ ส่วนตัวเองก็นั่งเสียใจอยู่เงียบ ๆ และเมื่อเห็นหลี่ต้าเฉิงไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใด ๆ ต่อเรื่องนี้ นางจึงรู้สึกว่าหลี่ต้าเฉิงช่างเป็นพ่อที่ไม่เอาไหนเอาเสียเลย
นานวันเข้า ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกคู่บ้านนี้ก็ยิ่งเหินห่าง ยิ่งได้หวังเฟิ่งคอยเติมเชื้อไฟอยู่ไม่ขาด ยามที่หลี่เยว่หานสอบติดมหาวิทยาลัย หวังเฟิ่งแอบซ่อนใบตอบรับเข้าเรียนของนางไว้ พอหลี่เยว่หานหาจนเจอ หวังเฟิ่งกลับปรักปรำว่าหลี่เยว่หานขโมยเงิน
หลี่ต้าเฉิงที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางได้แต่ปกป้องหลี่เยว่หานตามสัญชาตญาณ แต่หวังเฟิ่งกลับอาละวาดหนีออกจากบ้านไปอย่างไม่สนหัวนอนปลายเท้าใคร สุดท้ายหลี่เยว่หานต้องเป็นฝ่ายยอมจำนนรับผิด หลี่ต้าเฉิงจึงได้รู้ว่าหวังเฟิ่งแอบซ่อนใบตอบรับเข้าเรียนของลูกสาวเอาไว้
และนับตั้งแต่เหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา ใจของหลี่เยว่หานและหลี่ต้าเฉิงก็ขาดสะบั้นออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
หลี่ต้าเฉิงถูกหวังเฟิ่งหว่านล้อมจนยอมมอบสมุดบัญชีและบัตรธนาคารทั้งหมดของบ้านให้นางไปดูแล ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของหลี่เยว่หาน นอกจากเรียนหนังสือแล้ว เวลาที่เหลือล้วนหมดไปกับการทำงานพิเศษเพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเอง ทุกครั้งที่หลี่ต้าเฉิงถามหวังเฟิ่งว่าส่งค่าขนมให้ลูกบ้างหรือไม่ หวังเฟิ่งมักจะตอบว่าส่งไปแล้ว แต่ความจริงคือนางไม่เคยให้เงินแม้แต่มันเฟื้องเดียว มีเพียงนาน ๆ ครั้งที่หลี่ต้าเฉิงจะแอบส่งอั่งเปาให้นางผ่านวีแชท ด้วยเข้าใจว่าเป็นเพียงเงินพิเศษที่ให้ลูกสาวไว้ใช้สอย
เรื่องนี้ กว่าหลี่ต้าเฉิงจะรู้ความจริงว่าลูกสาวต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพียงใดตลอดหลายปีในมหาวิทยาลัย ก็เป็นตอนที่หลี่เยว่หานเรียนจบเสียแล้ว
ทว่ายามนั้นหลี่เยว่หานสิ้นหวังกับครอบครัวนี้โดยสมบูรณ์ นางหิ้วกระเป๋าเดินทางเพียงใบเดียวหนีไปอยู่ต่างประเทศ และการติดต่อกับทางบ้านก็ค่อย ๆ ลดน้อยถอยลง
ภาพในอดีตราวกับแผ่นฟิล์มที่ฉายซ้ำผ่านตาของหลี่เยว่หาน จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่การทะเลาะวิวาทครั้งสุดท้ายระหว่างหลี่ต้าเฉิงและหวังเฟิ่ง ภาพของหลี่ต้าเฉิงที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น ที่หน้าอกมีมีดปอกผลไม้ปักอยู่ ดวงตาเบิกกว้างคล้ายตายตาไม่หลับ หลี่เยว่หานรู้สึกราวกับว่าหัวใจของนางถูกมีดเล่มนั้นทิ่มแทงลงมาด้วยเช่นกัน
มันทั้งอ้างว้าง ทั้งเจ็บปวดราวกับหัวใจถูกกรีดเป็นแผลแล้วโรยด้วยเกลือซ้ำ… ช่างแสนสาหัสนัก…