ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 510 จุดบอดของภาพลวงตา
บทที่ 510 จุดบอดของภาพลวงตา
“พ่อ…” หลี่เยว่หานพึมพำออกมาเบา ๆ
เพียงสิ้นคำพูดนี้ หลี่เยว่หานพลันรู้สึกได้ว่าความเชื่อมโยงระหว่างมือซ้ายของนางกับเมิ่งฉีฮ่วนได้มลายหายไปสิ้น
ไม่ทันที่นางจะได้ตั้งตัว ประตูบ้านก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพังเข้ามา หลี่เยว่หานเพิ่งจะมารู้สึกตัวเอาในตอนนี้เองว่า มีดปอกผลไม้ที่เดิมทีปักอยู่บนหน้าอกของหลี่ต้าเฉิง บัดนี้กลับมาปรากฏอยู่ในมือนางเสียแล้ว ส่วนหวังเฟิ่งที่เดิมทีเป็นคนพลั้งมือฆ่า กลับไปหลบอยู่ข้างหลังกลุ่มเจ้าหน้าที่ ตัวสั่นเทาพลางชี้นิ้วมาที่นางด้วยความหวาดกลัว
“คุณตำรวจคะ นังคนนี้แหละค่ะ! ตอนฉันออกจากบ้านไป ฉันได้ยินมันประกาศว่าจะฆ่าสามีฉัน เพียงเพราะมันอยากจะหนีไปกับชู้รัก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานพลันได้สติกลับมาทันที ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องจริง!
ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุใด ในยามที่ข้อมือทั้งสองข้างถูกใส่กุญแจมือ นางกลับสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของโลหะได้อย่างชัดเจนยิ่งนัก
“พ่อของเด็กคนนี้กับฉันสู้อุตส่าห์ส่งเสียให้มันได้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย พอมันเรียนจบก็หนีไปอยู่ต่างประเทศโดยไม่บอกกล่าวสักคำ ไม่กี่วันก่อนพ่อมันสุขภาพไม่ดี พอมันกลับมาถึงบ้านวันแรกก็ไปนอนค้างอ้างแรมกับคนอื่นจนเขาตามมาหาถึงที่บ้าน แต่มันก็ไม่ยอมรับ
มิหนำซ้ำยังชวนพวกเราทะเลาะวิวาททุกวี่วัน ถึงฉันจะเป็นแม่เลี้ยงที่ไม่ได้ดีเลิศอะไร แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งเด็กคนนี้เลย ใครจะไปคิดว่ามันจะกล้าลงมือสังหารคนได้ลงคอ…”
หวังเฟิ่งร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญเล่าความเท็จต่อเจ้าหน้าที่ ในขณะที่หลี่เยว่หานถูกคุมตัวขึ้นรถตำรวจท่ามกลางสายตาของเพื่อนบ้านที่รุมล้อมดูเหตุการณ์
สภาพแวดล้อมรอบกายเหมือนกับในความทรงจำของนางไม่มีผิดเพี้ยน แม้แต่ใบหน้าของเหล่าเพื่อนบ้านก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด
หลี่เยว่หานรู้ดีว่านางตกหลุมพรางของภาพลวงตาเข้าให้แล้ว เพราะเผลอไปขานรับเหตุการณ์ในภาพลวงตานั้นเข้า จึงทำให้ติดอยู่ในค่ายกลนี้ ด้วยเหตุนี้นางจึงยังคงรักษาความสงบในจิตใจไว้ได้
ทว่าความเจ็บปวดเพียงหนึ่งเดียวที่ฝังลึกอยู่ในใจของนาง คือความจริงที่ว่าหลี่ต้าเฉิงได้ตายไปแล้ว
และในยามนี้ เมิ่งฉีฮ่วนยังคงติดอยู่ในค่ายกลสมุทรที่เต็มไปด้วยอันตรายที่ไม่อาจคาดเดา
นางควรจะทำลายค่ายกลนี้อย่างไรดี?
ในระหว่างทางที่ไปสถานีตำรวจ หลี่เยว่หานพยายามที่จะแผ่พลังจิตออกไป แต่กลับพบว่าพลังจิตของนางหายไปจนสิ้น แม้แต่แดนราชันไร้เทียมทาน นางก็ไม่อาจสัมผัสถึงได้ สิ่งนี้ทำให้ในใจของหลี่เยว่หานเริ่มเกิดความไม่สบายใจขึ้นมา
“ชื่อ อายุ เพศ” ในห้องสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงผู้มีใบหน้าเย็นชา กำลังทำการบันทึกปากคำจากหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานไม่ได้เอ่ยคำใด นางไม่แน่ใจว่ายิ่งขานรับภาพลวงตามากเท่าใด ภาพลวงตาก็จะยิ่งดูสมจริงมากขึ้นเท่านั้นหรือไม่ ดังนั้นหากไม่จำเป็นต้องเปิดปาก นางก็จะพยายามนิ่งเงียบไว้ให้ถึงที่สุด
นางเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องสอบสวน มันช่างเหมือนกับในภาพยนตร์ไม่มีผิดเพี้ยน แม้แต่กระจกเงาด้านเดียวที่อยู่ข้าง ๆ ก็เหมือนกัน
คนข้างนอกมองเห็นข้างใน แต่คนข้างในมองไม่เห็นข้างนอก
หลี่เยว่หานรู้สึกปวดขมับขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อเห็นนางไม่ยอมพูดจา เจ้าหน้าที่หญิงคนนั้นก็ยังคงมีความอดทน นางทวนคำถามอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้น “ชื่อ อายุ เพศ!”
หลี่เยว่หานฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะเอ่ยปาก “ฉันชื่อหวังเฟิ่ง ปีนี้อายุสี่สิบสองปี เป็นเพศหญิง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ตำรวจหญิงก็แค่นหัวเราะสองคราวแล้วจรดปากกาบันทึกข้อมูล
หลี่เยว่หานเห็นดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองภาพสะท้อนในกระจกเงาด้านเดียวทันที
เป็นอย่างที่คิด เมื่อครู่ภาพสะท้อนยังคงเป็นใบหน้าของนางอยู่เลย ทว่ายามนี้กลับกลายเป็นใบหน้าของนังผู้หญิงแก่ที่ชื่อหวังเฟิ่งคนนั้นไปเสียแล้ว
“ทำไมถึงฆ่าคน!” ตำรวจหญิงบันทึกเสร็จก็ถามต่อ
“ฉัน… ฉันไม่ได้ตั้งใจ” แม้จะยังไม่รู้ว่าควรทำลายภาพลวงตานี้อย่างไร แต่ในเมื่อยามนี้นางกลายเป็นหวังเฟิ่งไปแล้ว นี่ก็น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ อีกทั้งยามที่นางอยู่ระหว่างความเป็นความตายในตอนนั้น นางก็เห็นแล้วว่าหวังเฟิ่งไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าหลี่ต้าเฉิงจริง ๆ ดังนั้นหากพูดเช่นนี้ย่อมไม่ผิดพลาดแน่
“ไม่ได้ตั้งใจ? หรือจะบอกว่าเขาตั้งใจตายเอง?” ตำรวจหญิงแค่นยิ้มเย็น “ถึงเขาจะเป็นสามีใหม่ของคุณ แต่เขาก็ไม่เคยทำอะไรไม่ดีกับคุณเลยไม่ใช่หรือ!”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ขมวดคิ้วมุ่น
ครั้งแรกที่นางติดอยู่ในภาพลวงตา หลิงซีและมู่ชวนปรากฏตัวออกมาสลับกันเพื่อให้นางรับของจากมือพวกเขา
ทว่าภาพลวงตาในครั้งนี้ดูเหมือนจะเหนือชั้นกว่าครั้งก่อนมาก นางเพียงแค่พึมพำคำว่า “พ่อ” ออกมาคำเดียว ภาพลวงตาก็เหวี่ยงนางเข้ามาในเหตุการณ์ตอนที่หลี่ต้าเฉิงเสียชีวิตทันที
แต่ภาพลวงตาในครั้งนี้มีจุดบอดที่ใหญ่หลวงยิ่งนัก นั่นคือทุกคนล้วนไม่มีชื่อ!
ยามที่หวังเฟิ่งพาเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาในบ้าน คำที่นางใช้เรียกขานล้วนมีแต่ ‘พ่อของเด็ก’ ‘ลูก’ หรือไม่ก็ ‘แม่เลี้ยงอย่างฉัน’ และเมื่อครู่ตอนที่ตำรวจหญิงถามชื่อนาง พอหลี่เยว่หานบอกชื่อและอายุของหวังเฟิ่งไป รูปลักษณ์ของนางก็เปลี่ยนเป็นหวังเฟิ่งทันที อีกทั้งตำรวจหญิงยังเรียกหลี่ต้าเฉิงว่า ‘สามีของเจ้า’ แทนที่จะเรียกว่า ‘ผู้ตายหลี่ต้าเฉิง’
นี่แสดงว่า จุดตายของค่ายกลนี้อยู่ที่ ‘ชื่อ’ ใช่หรือไม่?
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานก็ตั้งสติให้มั่น ก่อนจะมองไปยังตำรวจหญิงแล้วกล่าวว่า “หวังเฟิ่ง เจ้าเลิกเสแสร้งที่นี่ได้แล้ว คนคนนั้นข้าเป็นคนฆ่าจริงหรือไม่ เจ้าเองก็รู้ดีแก่ใจยิ่งกว่าใครมิใช่หรือ?”
สิ้นคำพูดของนาง ตำรวจหญิงฝั่งตรงข้ามพลันชะงักไป ครั้นเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของนางกลับกลายเป็นใบหน้าของหวังเฟิ่งไปเสียแล้ว น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็แหลมเล็กบาดหู “ใช่แล้ว คนไม่ได้ถูกเจ้าฆ่า แต่ในเมื่อเข้ามาถึงที่นี่แล้ว เจ้าคิดว่าเจ้ายังมีโอกาสได้กลับไปแก้ตัวอีกรึ?”
“ในบ้านมีกล้องวงจรปิด แค่ไปเปิดดูผลลัพธ์ก็จะรู้เองว่าเจ้าเป็นคนพลั้งมือฆ่าคน ข้านอนหลับอยู่ในห้อง พอได้ยินเสียงถึงได้เดินออกมา หากเจ้าบอกว่าข้าไม่ได้ฆ่า เช่นนั้นเราก็มาตรวจสอบกล้องวงจรปิดกัน!” น้ำเสียงของหลี่เยว่หานเริ่มดุดันขึ้นและกดดันอีกฝ่ายอย่างหนัก
ในระหว่างที่พูด นางเหลือบมองกระจกเงาด้านเดียว ภาพสะท้อนของตัวนางเริ่มบิดเบี้ยวเลือนลางจนดูไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรี และมองไม่ออกแม้กระทั่งเค้าโครงหน้า
เมื่อได้ยินหลี่เยว่หานพูดถึงกล้องวงจรปิด หวังเฟิ่งในภาพลวงตาก็ยังมีท่าทีลำพองใจ “ข้าลบมันทิ้งไปนานแล้ว! ยามนี้ข้าบอกว่าเจ้าฆ่าคน เจ้าก็ต้องเป็นคนฆ่า!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ยิ้มบาง ๆ พลางมองไปยังกระจกเงาด้านเดียวแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าที่อยู่ข้างนอกได้ยินกันหมดแล้วใช่ไหม คนไม่ได้ถูกข้าฆ่า แต่เป็นเพราะหวังเฟิ่งพาชู้เข้ามาในบ้านแล้วข้าจับได้ ในระหว่างที่โต้เถียงกันนางตั้งใจจะใช้มีดแทงข้า แต่กลับแทงผิดคน นางเลยป้ายความผิดมาให้ข้า มิหนำซ้ำยังลบหลักฐานในกล้องวงจรปิดทิ้งอีก! พวกเจ้าที่สถานีตำรวจมีความสามารถมากมาย ย่อมต้องกู้คืนภาพจากกล้องวงจรปิดได้อย่างแน่นอน!”
ด้วยคำพูดของหลี่เยว่หาน ผู้ตายจึงเปลี่ยนจากหลี่ต้าเฉิงผู้เป็นพ่อ กลายเป็นชายชู้ที่หวังเฟิ่งลักลอบพาเข้าบ้านมาแทน สถานการณ์ในตอนนี้จึงเริ่มน่าสนุกขึ้นมาแล้ว
หลี่เยว่หานเริ่มสังเกตเห็นว่า จิตสำนึกของนางสามารถส่งผลกระทบต่อภาพลวงตานี้ได้ แม้จะไม่อาจเรียกได้ว่าควบคุมได้ทั้งหมด แต่สำหรับหลี่เยว่หานที่เคยฝึกฝนพลังจิตมาแล้ว การค้นหาจุดบอดของค่ายกลเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
ทว่าเนื่องจากนางเคยขานรับภาพลวงตาไปแล้ว ฉากเหตุการณ์ในยามนี้จึงยังคงมีความสมจริงเป็นอย่างมาก
เมื่อหลี่เยว่หานพูดจบ ประตูห้องสอบสวนก็ถูกเปิดออก หวังเฟิ่งที่กำลังบันทึกปากคำอยู่ถูกลากตัวออกไป กุญแจมือของหลี่เยว่หานถูกปลดออก และนางก็เดินออกจากสถานีตำรวจมาได้อย่างราบรื่น
เมื่อมายืนอยู่หน้าสถานีตำรวจ สัมผัสถึงแสงแดดที่สาดส่องลงมา หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลง
เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่วิ่งขวักไขว่เป็นสิ่งที่นางไม่ได้ยินมาเนิ่นนานเหลือเกิน กระทั่งคนที่เดินผ่านกายไปก็ยังกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ สำหรับหลี่เยว่หานแล้ว สิ่งเหล่านี้ให้ความรู้สึกราวกับผ่านมาแล้วหลายชั่วชีวิต
ทว่าความซาบซึ้งใจนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้น หลี่เยว่หานพบว่ายิ่งนางรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อทัศนียภาพที่ภาพลวงตาสร้างขึ้นมามากเท่าใด ภาพลวงตาก็จะยิ่งดูสมจริงมากขึ้นเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น คนที่เพิ่งเดินผ่านนางไปพลางคุยโทรศัพท์เมื่อครู่ เดิมทีเขาเดินอย่างไร้สุ้มเสียงและเอาแต่พูดกับโทรศัพท์ แต่พอหลี่เยว่หานเริ่มหวนนึกถึงโทรศัพท์ เสียงฝีเท้าของเขาก็กลับดังชัดเจนขึ้นมาทันที
ดูท่าว่าภาพลวงตานี้ จะเชี่ยวชาญการฉวยโอกาสแทรกซึมผ่านรอยแยกของจิตใจเสียจริง
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลายลง นางเดินออกจากหน้าสถานีตำรวจแล้วโบกเรียกแท็กซี่เพื่อกลับบ้าน เมื่อลงจากรถนางไม่ได้จ่ายเงิน และคนขับรถเองก็ไม่ได้ทวงถามแต่ประการใด
เมื่อเห็นเช่นนั้น ในใจของหลี่เยว่หานก็ยิ่งมั่นคงขึ้นกว่าเดิม