ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 511 ร้านเครื่องจักรกลเกษตรมีผักผลไม้ขายด้วยรึ?
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 511 ร้านเครื่องจักรกลเกษตรมีผักผลไม้ขายด้วยรึ?
บทที่ 511 ร้านเครื่องจักรกลเกษตรมีผักผลไม้ขายด้วยรึ?
เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลี่ต้าเฉิงกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหาร หลี่เยว่หานมองแผ่นหลังที่แสนคุ้นเคยในห้องครัวแล้วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว “พ่อ… ฉันกลับมาแล้ว”
ได้ยินเสียงเรียก หลี่ต้าเฉิงที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาก็หันกลับมา ทันทีที่เห็นหลี่เยว่หาน ใบหน้าของเขาก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม “กลับมาแล้วเหรอ อีกเดี๋ยวก็จะได้กินข้าวแล้ว ถ้าหิวก็กินผลไม้รองท้องไปก่อน แต่อย่ากินเยอะนะ วันนี้พ่อทำเนื้อต้มมะเขือเทศของโปรดลูก เดี๋ยวเรามาลวกเนื้อกินกัน!”
รูปร่างหน้าตาของหลี่ต้าเฉิงเหมือนกับในยุคโบราณไม่มีผิดเพี้ยน ทว่ากลับไร้ซึ่งความอวดดีอย่างหลี่ต้าเฉิงแห่งหมู่บ้านเฮยถู่ ยามที่เผชิญหน้ากับหลี่เยว่หาน เขามีเพียงรอยยิ้มและความห่วงใยที่มาจากใจจริงเท่านั้น
แม้จะรู้ดีว่านี่คือภาพลวงตา แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพ่อเช่นนี้ ในใจของหลี่เยว่หานก็ยังอดไม่ได้ที่จะเกิดความโหยหาขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจากขานรับ หลี่เยว่หานก็เปลี่ยนรองเท้าแล้วไปนั่งที่โซฟา นางหยิบแอปเปิลขึ้นมาลูกหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ทว่าในขณะที่กำลังจะกิน ในใจพลันฉุกนึกถึงคำพูดที่เมิ่งฉีฮ่วนเคยบอกกับนางว่า ของพวกนี้ในอำเภอหย่งอันนั้นราคาแพงยิ่งนัก
ราวกับมีบางอย่างดลใจ หลี่เยว่หานหยิบมีดปอกผลไม้มาหั่นแอปเปิลออกเป็นสี่ส่วน จากนั้นก็เปิดตู้เย็นในห้องนั่งเล่นแล้วตะโกนถามหลี่ต้าเฉิงที่ยังยุ่งอยู่ในครัว “พ่อคะ เครื่องคั้นน้ำผลไม้อยู่ที่ไหน ฉันอยากดื่มน้ำผลไม้ ไม่อยากกินผลไม้สด”
สิ้นเสียงของนาง หลี่ต้าเฉิงก็ขลุกขลักอยู่ในครัวครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมา “อยู่นี่ไง พ่อเพิ่งคั้นน้ำส้มให้ลูกแช่ไว้ในตู้เย็นนั่นแหละ รีบดื่มเถอะ ข้างนอกร้อนขนาดนี้ จะได้เย็นชื่นใจ” ทันทีที่สิ้นคำพูด น้ำส้มหนึ่งแก้วก็ปรากฏขึ้นมาในตู้เย็นราวกับเสกได้
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่เยว่หานก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของนาง
ของในภาพลวงตา… กินไม่ได้เด็ดขาด
ตั้งแต่เดินเข้าประตูมายังไม่ถึงสิบนาที หลี่ต้าเฉิงในภาพลวงตาก็พยายามชักจูงให้หลี่เยว่หานกินของอยู่ตลอดเวลา เริ่มจากให้กินผลไม้ ต่อมาก็บอกว่าเตรียมเนื้อต้มมะเขือเทศไว้ จากนั้นก็ชวนลวกเนื้อกินกัน และสุดท้ายคือน้ำส้มในตู้เย็น
หลี่เยว่หานหยิบน้ำส้มออกมาจากตู้เย็นแล้วยกขึ้นมาดม กลิ่นหอมสดชื่นของส้มโชยเข้าจมูก แม้นางจะเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย
“พ่อ วันนี้พ่อไปซื้อส้มมาจากที่ไหนเหรอคะ” หลี่เยว่หานวางแก้วน้ำส้มลงบนโต๊ะกาแฟ แล้วแกล้งส่งเสียงกวนประสาทหลี่ต้าเฉิงที่ยังไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ในครัว “กลิ่นมันเหม็นเปรี้ยวเหมือนของบูดเลย!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในที่สุดหลี่ต้าเฉิงก็เดินออกมาจากครัว พลางเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “จะบูดได้ยังไง พ่อเพิ่งไปซื้อมาเมื่อเช้านี้เองนะ พอกลับมาก็คั้นแช่ตู้เย็นไว้ทันที”
“พ่อไปซื้อส้มมาจากร้านขายเครื่องจักรกลเกษตรรึเปล่า?” หลี่เยว่หานจงใจเอ่ยถึงสถานที่ที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด
หลี่ต้าเฉิงก้มลงหยิบน้ำส้มขึ้นมาดมพอดี เมื่อได้ยินคำถามของนาง เขาก็ตอบกลับมาทันควัน “ใช่แล้ว ร้านเครื่องจักรกลเกษตรมีผักผลไม้สดตั้งเยอะแยะ ปกติพวกเราก็ไปซื้อที่นั่นกันไม่ใช่หรือ”
“นอกจากผักผลไม้แล้ว ร้านเครื่องจักรกลเกษตรยังมีอะไรขายอีก?” น้ำเสียงของหลี่เยว่หานเต็มไปด้วยความไม่พอใจ นางแกล้งถีบรองเท้าสลิปเปอร์กระเด็นไปคนละทาง
“จะมีอะไรอีกล่ะ ก็มีแต่ผักผลไม้สิ” หลี่ต้าเฉิงยิ้มซื่อ ๆ พลางยืดตัวตรงแล้วหันหลังกลับเข้าครัว “สงสัยเมื่อเช้าพ่อจะมึนหัวไปหน่อยเลยเลือกส้มไม่ดี เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จพ่อจะไปอีกรอบ รับรองว่าจะเลือกส้มที่สดที่สุดมาคั้นให้ลูกดื่มแน่นอน”
มองตามหลังหลี่ต้าเฉิงไป หลี่เยว่หานรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาอีกครั้ง
นางชอบดื่มน้ำส้ม ดังนั้นไม่ว่าหลี่ต้าเฉิงจะยุ่งเพียงใด ทุกครั้งที่นางปิดเทอมกลับบ้าน เขาจะเตรียมน้ำส้มคั้นด้วยมือตัวเองไว้ให้เสมอ ตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นที่นางต้องไปอยู่หอพัก ทุกสัปดาห์ที่กลับบ้านนางก็จะได้ดื่มน้ำส้มที่สดชื่นที่สุดเสมอ
จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย นาน ๆ ครั้งจะได้กลับบ้านในช่วงปิดเทอม แม้หวังเฟิ่งจะทำหน้าตึงใส่ไม่เลิกรา แต่หลี่ต้าเฉิงก็ยังคงเตรียมส้มสด ๆ ไว้ให้นางเสมอ ไม่ว่าจะคั้นเป็นน้ำหรือหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ในฤดูร้อนเขาก็จะเตรียมน้ำแข็งไว้ในตู้เย็นเพื่อลดอุณหภูมิให้น้ำส้ม ส่วนในฤดูหนาวแม้ส้มจะราคาแพงขึ้น แต่เขาก็ยังจำได้เสมอว่าต้องซื้อส้มมาฝากลูกสาว
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ภาพตรงหน้าของหลี่เยว่หานก็เริ่มพร่ามัวลง “พ่อ… ไม่ต้องทำแล้ว ฉันไม่หิว ไม่อยากกินข้าว”
ทั้งที่รู้ว่าหลี่ต้าเฉิงตรงหน้าเป็นตัวปลอม แต่ใจของหลี่เยว่หานก็ยังอ่อนยวบลง นางอยากใช้เวลากับเขาให้นานกว่านี้อีกสักหน่อย แม้จะเป็นเพียงของปลอม แต่มันก็ช่วยเติมเต็มความโหยหาในส่วนลึกของหัวใจได้
พอได้ยินว่าหลี่เยว่หานไม่อยากกินข้าว หลี่ต้าเฉิงก็ถือตะหลิวทำหน้ายักษ์เดินออกมาจากครัวทันที “ไม่กินข้าวได้อย่างไร ดูซิลูกผอมจนเหลือแต่กระดูกแล้ว เชื่อพ่อเถอะ อยู่ต่างประเทศลำบากจะตายไป กลับมาบ้านเราดีกว่า เดี๋ยวพ่อจะช่วยฝากฝังให้ลูกสอบเข้าเป็นข้าราชการ จะได้ทำงานสบาย ๆ อย่างไรลูกก็ยังอยู่ข้างพ่อ มีอะไรพ่อยังช่วยดูแลได้ อย่ารอให้ผ่านไปอีกไม่กี่ปีจนพ่อแก่เฒ่า แล้วลูกยังอยู่เมืองนอกเมืองนา พ่ออยากจะดูแลลูกก็คงทำไม่ไหวแล้ว”
หลี่เยว่หานมองดูพ่อตัวปลอมตรงหน้าแล้วหลุดหัวเราะออกมา “พูดอะไรอย่างนั้น พ่อปีนี้เพิ่งจะอายุห้าสิบ ยังอยู่ได้อีกตั้งร้อยปี! พ่อดูสิ พ่อคนอื่นอายุห้าสิบผมก็เริ่มหงอกแล้ว แต่ผมของพ่อยังดำขลับและหนาแน่นอยู่เลย เพราะฉะนั้นพ่อยังอยู่ได้อีกนานแสนนาน!”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่ต้าเฉิงก็ทำหน้าเก้อเขิน ได้แต่ถอนหายใจออกมาคำหนึ่งว่า ‘เด็กซน’ ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าครัวไป
หลี่เยว่หานนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น สายตาจับจ้องที่แผ่นหลังของเขาด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างยิ่ง
หากทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงก็คงจะดี…
น่าเสียดายที่ของปลอม ย่อมไม่มีวันเป็นของจริง
หลี่เยว่หานจำได้แม่นยำว่าตอนที่นางไปต่างประเทศ ผมของหลี่ต้าเฉิงขาวโพลนไปเป็นแถบแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างนางกับหวังเฟิ่งมีนับครั้งไม่ถ้วน หลี่ต้าเฉิงต้องคอยเป็นกลางจนเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ แม้ที่บ้านหลี่ต้าเฉิงจะเป็นคนทำอาหารเสมอ แต่หลังจากนางจบมหาวิทยาลัย พ่อก็แทบจะไม่ได้เข้าครัวทำอาหารอีกเลย
ส่วนใหญ่จะเป็นหวังเฟิ่งที่เป็นคนทำ ไม่ว่ารสชาติจะแย่เพียงใด แต่อย่างน้อยก็ทำให้อิ่มท้องได้
แม้ภาพลวงตาจะจับจุดที่อ่อนไหวที่สุดในใจของนางได้ แต่ต้องยอมรับว่าหลี่เยว่หานกำลังมีความสุขกับช่วงเวลาที่ได้อยู่กับหลี่ต้าเฉิงเพียงลำพัง โดยที่ไม่มีหวังเฟิ่งคอยรบกวน
ส่วนหลี่ต้าเฉิงแห่งหมู่บ้านเฮยถู่นั้น หลี่เยว่หานไม่เคยนับเขาเป็นพ่อเลยแม้แต่น้อย หากไม่ใช่เพราะต้องทดแทนคุณที่เจ้าของร่างเดิมสละชีวิตให้ มีหรือนางจะปล่อยให้สองคนนั้นลอยนวล นางคงจับมาอัดสั่งสอนไปนานแล้ว
เนื้อต้มมะเขือเทศทำเสร็จอย่างรวดเร็ว หลี่ต้าเฉิงยกหม้อมาวางบนเตาที่เตรียมไว้บนโต๊ะอาหารอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ราวกับเล่นกล เขาหยิบผักและเนื้อที่เตรียมไว้ออกมาจากตู้เย็นมากมาย พร้อมทั้งตักข้าวสวยร้อน ๆ ส่งให้หลี่เยว่หานแล้วเรียกนางมากินข้าว
“พ่อกินอันนี้สิ” หลี่เยว่หานลวกเนื้อให้หลี่ต้าเฉิงอย่างร่าเริง แต่นางกลับไม่กินแม้แต่คำเดียว ฝ่ายหลี่ต้าเฉิงกลับกินอย่างเอร็ดอร่อยและพยายามคะยั้นคะยอให้นางกินอยู่เรื่อย ๆ
จะให้กินได้อย่างไร หลี่เยว่หานในตอนนี้เพียงแค่ต้องการชดเชยปมในใจเท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าหลี่ต้าเฉิงจะพูดอย่างไร นางก็ไม่แตะต้องอาหารแม้แต่คำเดียว เอาแต่ลวกเนื้อลวกผักให้พ่ออย่างเต็มที่ มิหนำซ้ำยังเปิดเหล้าเอ้อร์กัวโถวให้พ่ออีกขวดด้วย
หลังจากซดเหล้าขาวไปได้สักสองตำลึง หลี่ต้าเฉิงกลับไม่มีอาการเมามายแม้แต่น้อย
หลี่เยว่หานถอนหายใจยาวในใจ ก่อนจะเอ่ยถามออกไปช้า ๆ “พ่อจ๋า… เมื่อก่อนพ่อแพ้แอลกอฮอล์ไม่ใช่รึ?”