ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 512 ข้าจะไปทำลายค่ายกล!
บทที่ 512 ข้าจะไปทำลายค่ายกล!
หลี่ต้าเฉิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำสีหน้าอับอายและโกรธเคืองทันที “ถ้าลูกไม่พูดพ่อก็เกือบลืมไปแล้วนะเนี่ย ลูกนี่ก็นะ ทั้งที่รู้ว่าพ่อแพ้แอลกอฮอล์แต่ก็ยังจะส่งเหล้าให้พ่อดื่มอีก!”
หลี่เยว่หานรู้สึกปวดใจอย่างแสนสาหัส ทว่าใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก “แกไม่ใช่พ่อของฉัน ทำไมฉันจะให้แกดื่มไม่ได้? ก็แค่สิ่งที่จำแลงแปลงกายออกมาจากภาพลวงตา คิดจริง ๆ เหรอว่าตนเองจะตบตาฉันได้แนบเนียนถึงเพียงนี้?”
ไม่รอให้ภาพลวงตาตรงหน้าได้ทันปริปาก หลี่เยว่หานก็เอ่ยคำพูดตัดรอนอย่างไร้เยื่อใย “พ่อของฉันผมเริ่มขาวโพลนตั้งแต่ตอนอายุราวสี่สิบห้าปี แต่แกดูสิ ผมของแกดำขลับเป็นเงางาม อีกทั้งพ่อรู้ดีว่าฉันไม่ชอบกินเนื้อวัว แต่ท่านกลับเตรียมเนื้อวัวไว้มากมายขนาดนี้ มิหนำซ้ำยังทำเนื้อต้มมะเขือเทศอีก
ยิ่งไปกว่านั้น พ่อของฉันเลิกเข้าครัวมานานแล้ว ถึงแม้ฉันจะกลับบ้านแล้วเขาดีใจมากเพียงใด อย่างมากเขาก็แค่สั่งให้คนอื่นเตรียมอาหารเพิ่มอีกไม่กี่อย่างเท่านั้น แล้วอีกอย่าง…
ร้านเครื่องจักรกลเกษตรมีไว้ขายเครื่องจักร ไม่เคยขายผักหรือผลไม้ และสุดท้าย เครื่องคั้นน้ำผลไม้ที่บ้านฉันไม่เคยตั้งอยู่ในห้องครัว!”
หลี่เยว่หานเอ่ยไล่เรียงจุดบอดของภาพลวงตาออกมาทีละคำอย่างชัดเจน ไม่นานนักภาพลวงตาก็ไม่อาจคงสภาพอยู่ได้อีกต่อไป
ยามที่มองดูหลี่ต้าเฉิงค่อย ๆ สลายหายไปต่อหน้าต่อตา จะบอกว่าหลี่เยว่หานไม่เสียใจเลยย่อมเป็นเรื่องโกหก
เพราะนางรู้ดีว่าหลี่ต้าเฉิงตายแล้ว… ตายด้วยน้ำมือของหวังเฟิ่ง และนางเองก็เป็นผู้เห็นเหตุการณ์นั้นกับตา
ทว่าการได้รับโอกาสให้ได้ใช้เวลาร่วมกับบิดาอีกครั้ง แม้จะรู้ว่ามันคือของปลอม แต่หลี่เยว่หานก็ยังอดไม่ได้ที่จะอาลัยอาวรณ์ในไออุ่นจอมปลอมนี้
เมื่อภาพลวงตาแตกสลาย หลี่เยว่หานก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น และพบกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเมิ่งฉีฮ่วน
“ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นเสียที” ทันทีที่เห็นหลี่เยว่หานลืมตา เมิ่งฉีฮ่วนก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาประคองมือนางขึ้นมาแนบแก้มแล้วจุมพิตเบา ๆ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ปฏิกิริยาตอบโต้โดยสัญชาตญาณของหลี่เยว่หานคือระแวงว่าตนเองจะตกลงไปในภาพลวงตาอีกชั้นหนึ่ง
ทว่าเมื่อนางแผ่พลังจิตออกไปตรวจสอบ ก็พบว่าพวกนางได้ออกจากค่ายกลสมุทรมาแล้ว ยามนี้เรือจอดนิ่งอยู่ภายนอกม่านหมอก ทุกคนล้วนได้สติกลับคืนมาจากภาพลวงตาแล้ว ทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าล้วนเป็นความจริง
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามเสียงเบา
เมิ่งฉีฮ่วนลูบใบหน้าของนางพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม้ภาพลวงตาของค่ายกลสมุทรจะทรงพลังมาก ทว่าพลังจิตของเจ้าได้เข้าไปพัวพันและเหนี่ยวรั้งพลังส่วนใหญ่ของมันไว้ หลังจากที่เจ้าติดอยู่ในภาพลวงตา ม่านหมอกก็จางลงไปมาก กัปตันเรือเองก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา เราจึงออกจากค่ายกลสมุทรมาได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่เจ้ายังติดอยู่ในภาพลวงตาไม่ยอมฟื้นเสียที ช่างน่าหวาดเสียวใจยิ่งนัก”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็เข้าใจสถานการณ์ทันที
ยามที่นางติดอยู่ในภาพลวงตา นางไม่อาจใช้พลังจิตได้ และแดนราชันไร้เทียมทานก็หายไป ทว่ายามนี้เมื่อฟื้นขึ้นมา พลังจิตยังอยู่ครบถ้วนและแดนราชันไร้เทียมทานก็ยังปกติสุขดี นางจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ดูเหมือนว่าเราจะพบวิธีทำลายค่ายกลสมุทรแล้ว! ขอเพียงข้า…”
“ไม่ได้” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยขัดขึ้นทันทีโดยไม่รอให้หลี่เยว่หานพูดจบ ใบหน้าของเขาบึ้งตึงด้วยความเคร่งขรึม “ข้าไม่ยอมให้เจ้าเสี่ยงอันตรายอีกเด็ดขาด” แม้เขาจะไม่รู้ว่าหลี่เยว่หานเผชิญกับภาพลวงตาแบบใดในนั้น แต่ยามที่นางหมดสติไป นางมักจะมีน้ำตาไหลออกมาเป็นพัก ๆ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง
“ท่านดูสิว่าม่านหมอกของค่ายกลสมุทรเจือจางลงหรือไม่?” หลี่เยว่หานกุมมือเมิ่งฉีฮ่วนไว้ “หากเป็นเช่นนั้น ย่อมพิสูจน์ได้ว่าพลังจิตสามารถทำลายค่ายกลสมุทรได้”
เมิ่งฉีฮ่วนเม้มริมฝีปากแน่นและนิ่งเงียบ
หลี่เยว่หานรู้ดีว่าเขาห่วงใยนาง ทว่านางก็รู้ดียิ่งกว่าว่าอีกไม่นานเฮ่อเจิ้งเทียนจะนำกำลังเสริมจำนวนมากมายังเกาะถงเซิง หากค่ายกลสมุทรไม่ถูกทำลาย เฮ่อเจิ้งเทียนจะสามารถฝ่าค่ายกลเข้ามาได้หรือไม่นั้นยังคงเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดา
ด้วยความที่ภาพลวงตานั้นสมจริงยิ่งนัก เกรงว่าหากพวกเขาเข้าไปในม่านหมอกแล้ว อาจจะไม่มีวันได้กลับออกมาอีกเลย
“เฮ่อเจิ้งเทียนนำคนมามากมาย อีกทั้งเขาก็ไม่ได้มีความเข้าใจในค่ายกลสมุทรเท่ากับท่าน ดังนั้นการที่เขาจะนำคนบุกฝ่าเข้าไปจึงอันตรายมาก” หลี่เยว่หานพยายามเกลี้ยกล่อมเมิ่งฉีฮ่วนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “อีกอย่าง การสูญเสียพลังจิตสำหรับข้านั้นเพียงแค่ใช้เวลาพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูก็กลับมาเป็นปกติแล้ว ไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด”
“ข้าไม่เห็นด้วย” เมิ่งฉีฮ่วนยังคงยืนกรานคำเดิม “เรื่องที่เสี่ยงอันตรายควรเป็นหน้าที่ของข้า”
“อ้อ… แล้วท่านมีพลังจิตอย่างนั้นหรือ?” หลี่เยว่หานเลิกคิ้วถาม
“ข้า…” เมิ่งฉีฮ่วนจนปัญญาจะหาคำมาโต้แย้ง แต่ก็ยังดื้อดึง “อย่างไรเสีย ข้าบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้”
เมื่อเห็นเขายืนกรานเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ไม่ได้พูดเซ้าซี้ต่อ
นอกจากนี้ หากค่ายกลสมุทรถูกทำลายลงในตอนนี้ ทางเกาะถงเซิงย่อมต้องเพิ่มการระแวดระวังภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งย่อมไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกเขา
ยังดีที่ขอบเขตของค่ายกลสมุทรอยู่ห่างจากเกาะถงเซิงอยู่ระยะหนึ่ง และการที่หลี่เยว่หานเข้าไปในภาพลวงตาเมื่อครู่ก็ได้สร้างความเสียหายให้กับค่ายกลไม่น้อย แม้ในห้วงมายานั้นนางจะใช้พลังจิตไม่ได้ แต่หลังจากตกลงไปในภวังค์ พลังจิตของนางกลับโจมตีจุดที่ตั้งของค่ายกลไปอย่างสะเปะสะปะแต่รุนแรง
จะว่าไปแล้ว เรื่องการโจมตีด้วยพลังจิตนี้เป็นสิ่งที่ถังซีฟานเป็นผู้สอนให้นาง แม้ตอนแรกคนผู้นี้จะไม่ได้หวังดี แต่ในภายหลังเขาก็ช่วยเหลือนางไว้มากจริง ๆ ก่อนที่จะขึ้นเรือ หลี่เยว่หานได้ประทับตราพลังจิตไว้บนตัวของเหล่านักรบทั้งห้าพันนายแล้ว แม้แต่เมิ่งฉีฮ่วนและกัปตันเรือเองก็ถูกนางทิ้งรอยประทับพลังจิตไว้เช่นกัน
หลังจากที่จับคนของสิบสองถ้ำมาได้ หลี่เยว่หานก็ได้ใช้พลังจิตทำเครื่องหมายไว้ที่เรือลำใหญ่ ดังนั้นในยามที่นางติดอยู่ในภาพลวงตา การโจมตีของพลังจิตจึงหลบเลี่ยงบุคคลและสิ่งของที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ทั้งหมด
การที่เป้าหมายซึ่งถูกประทับตราพลังจิตไว้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยพลังจิตของตนเองนั้น ก็เป็นอีกเรื่องที่ถังซีฟานสอนนางมา
เมื่อนึกถึงถังซีฟาน หลี่เยว่หานก็อดที่จะรู้สึกกังวลมากขึ้นไม่ได้ นางพอจะเดาได้ว่าการที่เกาะถงเซิงจับตัวถังซีฟานกลับไปนั้นคงต้องการจะนำเขาไปทำเป็นหุ่นเชิดมนุษย์ แต่หลายวันผ่านไปเช่นนี้ ไม่รู้ว่ายามนี้ถังซีฟานจะเป็นอย่างไรบ้าง
“เจ้าวางใจเถอะ การจะหลอมสร้างหุ่นเชิดมนุษย์ต้องเตรียมการหลายอย่าง หากยังไม่ผ่านไปสิบวันหรือครึ่งเดือน เจ้ากวางโรตัวโง่นั่นคงยังไม่มีอันตรายถึงชีวิตหรอก” เมิ่งฉีฮ่วนมองออกว่าหลี่เยว่หานกำลังกังวลใจ จึงรีบเอ่ยปลอบนางทันเวลา
แม้เขาจะไม่ค่อยชอบหน้าถังซีฟานนัก แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อหลี่เยว่หานคอยปกป้องคนผู้นั้นอยู่
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที
“เช่นนั้นเราจะขึ้นฝั่งเมื่อใดดี?” หลี่เยว่หานถาม “จะขึ้นไปสืบข่าวเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อน หรือจะรอจนกว่าเฮ่อเจิ้งเทียนจะมาสมทบ?”
เมิ่งฉีฮ่วนนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “เรารอเฮ่อเจิ้งเทียนไม่ได้แล้ว อย่างไรเราก็มีคนอยู่ห้าพันนาย แม้โอกาสที่จะชนะคนบนเกาะถงเซิงจะมีไม่มากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลยเสียทีเดียว”
“เอาอย่างนี้ ข้ามีแผนการอย่างหนึ่ง” หลี่เยว่หานพูดพลางยันกายลุกขึ้นนั่ง “เราส่งคนสักสิบกว่าคนนั่งเรือเล็กขึ้นไปยังเกาะถงเซิงเพื่อสืบดูสถานการณ์ก่อน ส่วนเรือลำใหญ่แน่นอนว่าต้องหลบเลี่ยงสายตาของคนบนเกาะ
ดังนั้นเราจะให้เรือแล่นวนอยู่รอบ ๆ เกาะถงเซิง ท่านลองประมาณการดูว่าพวกของเฮ่อเจิ้งเทียนจะมาถึงขอบม่านหมอกเมื่อใด เมื่อถึงเวลานั้น ท่านก็นำทางข้า แล้วเราสองคนเข้าไปในค่ายกลสมุทรเพื่อทำลายมันให้สิ้นซากด้วยกัน”
เมิ่งฉีฮ่วนฟังช่วงแรกก็เห็นว่าเข้าท่าดี เมิ่งฉีฮ่วนฟังช่วงแรกก็เห็นว่าเข้าท่าดี ทว่าพอได้ยินช่วงท้าย ใบหน้าของเขาก็พลันมืดมนลง “หลี่เยว่หาน เจ้าเห็นว่าข้าพูดเล่นอย่างนั้นหรือ ข้าบอกแล้วว่าไม่ให้เจ้าเข้าไปเสี่ยงอันตรายในค่ายกลสมุทรอีกเด็ดขาด!”
“แต่ถึงแม้เราจะยึดเกาะถงเซิงได้ สุดท้ายเราก็ต้องฝ่าค่ายกลสมุทรออกไปอยู่ดีไม่ใช่หรือ” หลี่เยว่หานเริ่มทำตัวรั้น
“อย่างไรเสีย ถึงเวลาข้าก็ต้องเข้าไปจัดการค่ายกลนี้อยู่ดี ตอนนี้ท่านไม่ให้ข้าไป มันก็แค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น ตอนเราจะออกจากเกาะถงเซิง ข้าก็ต้องหาทางทำลายค่ายกลนี้ให้ได้อยู่ดี เว้นแต่ว่าท่านจะพาข้าตั้งรกรากอยู่ที่เกาะถงเซิงตลอดไป!”
เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนทำท่าเหมือนจะบอกว่าถ้าจะอยู่ก็อยู่ไปสิ หลี่เยว่หานจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า “เพียงแต่ถ้าเราอาศัยอยู่ที่เกาะถงเซิง อาอี้กับอานิ่งก็คงต้องกลายเป็นเด็กที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่จริง ๆ เสียแล้ว…”
เมิ่งฉีฮ่วนได้ยินดังนั้นก็ถึงกับปวดขมับขึ้นมาทันที…