ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 513 รอคอยท่านอ๋องและพระชายาหวนคืนอย่างมีชัย!
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 513 รอคอยท่านอ๋องและพระชายาหวนคืนอย่างมีชัย!
บทที่ 513 รอคอยท่านอ๋องและพระชายาหวนคืนอย่างมีชัย!
สุดท้ายเมิ่งฉีฮ่วนก็จำต้องยอมตามความต้องการของหลี่เยว่หาน เขาพ่วงเรือเล็กลำหนึ่งออกมาจากเรือลำใหญ่โดยไม่ได้พาส่งใครตามมาด้วย สองสามีภรรยาจูงมือกันก้าวขึ้นสู่เรือลำน้อย เมิ่งฉีฮ่วนเริ่มบังคับเรือมุ่งหน้าเข้าสู่ม่านหมอกหนาทึบ
เรือลำนี้เป็นเพียงเรือเล็กจริง ๆ เป็นเพียงเรือพายเที่ยวชมทิวทัศน์ในสระน้ำลำคลองทั่วไป หากเกิดคลื่นลมแรงขึ้นมาแม้เพียงนิด ย่อมไม่มีกำลังพอจะต้านทานสิ่งใดได้เลย
ด้วยเหตุนี้ ก่อนจะลงน้ำ หลี่เยว่หานจึงจงใจหาแผ่นไม้กระดานที่ลอยน้ำได้มาทำเป็นเสื้อชูชีพแบบง่าย ๆ นางกับเมิ่งฉีฮ่วนสวมไว้คนละตัวและมัดติดกายอย่างแน่นหนา ก่อนจะเริ่มออกเดินทาง
“ลูกพี่ จะทำเช่นนี้จริง ๆ หรือ” ก่อนออกเดินทาง กัปตันเรือเอ่ยถามเมิ่งฉีฮ่วนด้วยความวิตกกังวล
“อืม” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า ยามนี้เขาไม่ได้วางท่าเป็นท่านเก้าผู้เย็นชาที่ผู้คนเกรงกลัว แต่กลับอดทนปลอบโยนกัปตันเรือรวมถึงเหล่านักรบบนเรือ
“หากค่ายกลสมุทรไม่ถูกทำลาย คนของเราย่อมเข้ามาไม่ได้ ต่อให้ยึดเกาะถงเซิงได้สำเร็จ การจะจากไปก็ยังเป็นเรื่องลำบาก ในเมื่อตัวข้าคุ้นเคยกับค่ายกลสมุทร และพระชายาเองก็มีความสามารถในการทำลายค่ายกล การทำลายมันเสียตั้งแต่ตอนนี้จึงถือเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเรา”
“แต่หากค่ายกลถูกทำลายลง เกาะถงเซิงย่อมต้องไหวตัวทัน ถึงเวลานั้นท่านและพระชายา…” กัปตันเรือไม่ได้เกรงว่าคนบนเรือจะถูกตรวจพบ แต่ในใจของเขา เมิ่งฉีฮ่วนคือลูกพี่ใหญ่ที่เขาภักดีเสมอมา เขายังคงจดจำบุญคุณที่เมิ่งฉีฮ่วนเคยช่วยชีวิตไว้ในอดีตได้แม่นยำ
สิ่งที่เขากังวลจึงมีเพียงความปลอดภัยของทั้งสองคน หากทำลายค่ายกลตอนนี้ เกาะถงเซิงย่อมรู้ตัวและต้องส่งคนออกตามล่าพวกเขาทั้งคู่อย่างแน่นอน
ขณะที่เรือลำใหญ่ต้องหลบเลี่ยงสายตาเพื่อซ่อนตัว ย่อมไม่อาจเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะสำหรับเมิ่งฉีฮ่วนหรือหลี่เยว่หาน นี่ล้วนเป็นสถานการณ์ที่อันตรายยิ่งนัก
“ไม่เป็นไร พระชายาของข้าเป็นสตรีที่มีความสามารถล้นเหลือ นางย่อมไม่ตัวถ่วงแน่นอน” เมิ่งฉีฮ่วนโบกมืออย่างไม่ถือสา
“ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้น คนที่ช่วยชีวิตข้าไว้อาจจะเป็นพระชายาก็ได้”
คำพูดนี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะหลี่เยว่หานมีแดนราชันไร้เทียมทานติดตัว ต่อให้เผชิญกับการลอบสังหารจากคนบนเกาะถงเซิง ทั้งสองคนก็แค่หลบเข้าไปในมิติวิญญาณก็สิ้นเรื่อง แม้ตอนนี้หลี่เยว่หานจะสูญเสียพลังจิตไปบ้างจากการฝ่าค่ายกลออกมาก่อนหน้า แต่พลังที่เหลืออยู่เพียงพอจะพาเขาเข้ามิติไปได้อย่างแน่นอน
ทว่าเรื่องนี้เมิ่งฉีฮ่วนไม่อาจบอกใครได้ เพราะการมีสมบัติล้ำค่าไว้กับตัวย่อมนำภัยมาสู่ตน เขาไม่ต้องการให้หลี่เยว่หานกลายเป็นเป้าหมายของใคร
“ลูกพี่ ให้พี่น้องตามไปเพิ่มอีกสักไม่กี่คนเถอะ” กัปตันเรือยังไม่คลายกังวล แม้พระชายาจะมีชื่อเสียงเลื่องลือและเคยแสดงความสามารถที่เหนือชั้นที่เมืองเทียนซิงอู่เหอมาแล้ว แต่ในสายตาของเขา หลี่เยว่หานก็ยังเป็นสตรี และความคิดแบบบุรุษเป็นใหญ่นั้นบอกเขาว่าสตรีคือภาระ
“แค่ข้ากับเมียข้าสองคนก็พอแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนยังคงมีความอดทนอย่างยิ่ง เขาไม่อยากให้ใครมองหลี่เยว่หานในทางที่ไม่ดี และไม่อยากให้นางตกเป็นเป้าสายตา อีกทั้งค่ายกลสมุทรนี้เปลี่ยนแปลงยากแท้หยั่งถึง ต่อให้เป็นตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ว่าจะถอยกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย ยิ่งพาคนไปมากเท่าใด ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
หลี่เยว่หานที่อยู่ข้าง ๆ เห็นสีหน้าไม่เชื่อมั่นของกัปตันเรือก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง แต่ยามนี้นางไม่ได้แสดงออก เพียงเอ่ยเรียบ ๆ ว่า
“กัปตันเรือโปรดวางใจ ข้าจะไม่เป็นตัวถ่วงของท่านอ๋องแน่นอน” นางดึงเสื้อชูชีพบนตัวพลางยิ้มออกมาอย่างเปิดเผย “ของสิ่งนี้พวกท่านก็ได้ลองทดสอบกันมาสองวันแล้ว มันช่วยชีวิตคนได้จริง ๆ หากพวกเราถูกคนเกาะถงเซิงลอบโจมตี พวกท่านก็แค่รีบพายเรือมาให้ไว ยังพอมีโอกาสที่จะงมข้ากับท่านอ๋องขึ้นเรือได้อยู่”
เมื่อได้ยินหลี่เยว่หานกล่าวเช่นนั้น กัปตันเรือก็นึกถึงเสื้อชูชีพที่นางทำขึ้น ซึ่งพวกเขาได้ทำการทดสอบหลายครั้งในช่วงสองวันที่ผ่านมาและพบว่ามันช่วยให้คนลอยน้ำได้จริง ๆ เขาจึงเริ่มมีความเคารพในตัวพระชายามากขึ้น พลางประสานมือขอขมา
“พระชายาโปรดอย่าตำหนิ ข้าเพียงแต่เป็นห่วงความปลอดภัยของท่านและท่านอ๋องเท่านั้น”
“ข้ารู้” หลี่เยว่หานโบกมือ ก่อนจะมุดเข้าไปนั่งในประทุนเรือเล็ก เมิ่งฉีฮ่วนเห็นนางเตรียมพร้อมแล้ว และรู้ว่าคงไม่อาจใช้คำพูดของกัปตันเรือมากล่อมให้นางรออยู่บนเรือใหญ่ได้อีก เขาจึงไม่กล่าวมากความ สั่งกำชับกัปตันเรือให้ระวังความปลอดภัยในการเดินเรือในช่วงไม่กี่วันนี้ จากนั้นจึงนั่งลงที่หัวเรือและจับไม้พายคู่
กัปตันเรือเห็นเช่นนั้นก็รู้ว่าทั้งสองตัดสินใจแน่วแน่ไม่มีวันหันหลังกลับ จึงได้แต่กล่าวส่งท้ายว่า “ข้าจะตั้งตารอท่านอ๋องและพระชายาหวนคืนอย่างมีชัย!”
เหล่านักรบห้าพันนายที่อยู่เบื้องหลังต่างคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เพื่อส่งท่านเก้าและพระชายาของเขา แต่ไม่มีใครส่งเสียงออกมา
แม้ที่นี่จะอยู่ห่างจากเกาะถงเซิงมาก แต่หากคนห้าพันคนตะโกนออกมาพร้อมกัน ย่อมเสี่ยงที่จะถูกตรวจพบได้ พวกเขาจึงได้แต่กู่ร้องตะโกนก้องอยู่ในใจอย่างเงียบเชียบ
‘รอคอยท่านอ๋องและพระชายาหวนคืนอย่างมีชัย!’
‘รอคอยท่านอ๋องและพระชายาหวนคืนอย่างมีชัย!’
‘รอคอยท่านอ๋องและพระชายาหวนคืนอย่างมีชัย!’
จนกระทั่งเรือลำน้อยของเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานหายลับไปจากสายตา พวกเขาจึงลุกขึ้นยืน มองไปยังทิศทางที่ทั้งคู่จากไปด้วยความเงียบงันอยู่นาน ในที่สุดกัปตันเรือก็สะบัดมือ ทุกคนจึงแยกย้ายกลับไปประจำตำแหน่ง เรือลำใหญ่เริ่มเคลื่อนตัวเพื่อเร้นกายหายไปในท้องทะเล
…..
บนเรือลำน้อย
หลี่เยว่หานมองไปยังทิศทางของม่านหมอกพลางคำนวณระยะทาง เมื่อใกล้จะถึงม่านหมอก นางก็เรียกเมิ่งฉีฮ่วนให้กลับเข้ามา นางใช้พลังจิตเสริมการป้องกันให้แก่ร่างกายของเขา ก่อนจะกล่าวว่า
“เรือเล็กลำนี้ยังมีแรงเฉื่อยที่จะส่งเราเข้าไปในม่านหมอกได้ พวกเราต้องอยู่ใกล้กันไว้”
แม้จะไม่รู้ว่าคำว่า ‘แรงเฉื่อย’ ที่หลี่เยว่หานพูดหมายถึงสิ่งใด แต่ยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนเชื่อฟังนางเป็นที่สุด
เมื่อนางบอกให้กลับมา เขาก็วางไม้พายแล้วมุดกลับเข้ามาในประทุนเรือ สองสามีภรรยากุมมือกันแน่น สายตาจับจ้องไปยังม่านหมอกเบื้องหน้า
“ค่ายกลสมุทรเพิ่งถูกเจ้าทำลายไปรอบหนึ่ง ยังไม่ทันได้ซ่อมแซม หากเราเข้าไปอีกครั้ง ความอันตรายย่อมมีมากขึ้น เจ้าจงจำไว้ว่าอย่าได้โต้ตอบต่อภาพลวงตาของค่ายกลเด็ดขาด”
ในช่วงสองวันที่ผ่านมาเมิ่งฉีฮ่วนกำชับเรื่องนี้กับหลี่เยว่หานจนนับครั้งไม่ถ้วน ทว่ายามนี้นางกลับไม่รู้สึกว่าเขาน่ารำคาญแม้แต่น้อย
“ท่านก็เช่นกัน หากค่ายกลสร้างภาพลวงตาเป็นตัวข้าขึ้นมา ท่านก็อย่าได้ถูกล่อลวงไปเสียล่ะ” หลี่เยว่หานหยอกเย้าเพื่อให้เขาคลายความกังวล
“ข้ารู้” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว สายตาหม่นลงเล็กน้อยขณะมองไปยังมือที่กุมกันไว้ เพื่อความปลอดภัย นอกจากหลี่เยว่หานจะเสริมพลังจิตให้เขาแล้ว นางยังแบ่งพลังออกมาโอบล้อมมือที่กุมกันของทั้งสองคนไว้อีกด้วย การเดินทางครั้งนี้หลี่เยว่หานต้องสูญเสียพลังไปมหาศาลจริง ๆ
“เยว่หาน” เมื่อเห็นว่ากำลังจะก้าวเข้าสู่ค่ายกล เมิ่งฉีฮ่วนพลันเรียกชื่อนางขึ้นมา
“อืม?” หลี่เยว่หานที่กำลังจับจ้องระยะทางอยู่ หันกลับมามองเขา
และจังหวะนั้นเองที่นางได้สบเข้ากับดวงตาอันลึกซึ้งของเมิ่งฉีฮ่วน
เขาเป็นชายที่มีใบหน้าเย็นชายิ่งนัก ยามปกติที่ทำหน้าขรึมย่อมสร้างความกดดันให้ผู้คนมหาศาล มิเช่นนั้นเขาคงไม่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นเพียงสองปีในฐานะนายพราน แต่กลับทำให้ชาวบ้านทั้งรักทั้งยำเกรงได้ถึงเพียงนี้
ทว่าในยามนี้ แววตาที่มักจะแฝงไปด้วยไอเย็นกลับทอประกายอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรัก เขามองนางอย่างแน่วแน่ “ในโลกที่เจ้าจากมา การแสดงออกถึงความรักในใจนั้นเขาทำกันอย่างไร?”
เมื่อได้ยินคำถาม หลี่เยว่หานก็ชะงักไป ครู่หนึ่งยังตามอารมณ์ไม่ทัน “หา?”
“เยว่หาน ข้ารักเจ้า ทั้งชาตินี้และทุก ๆ ชาติไป จะไม่ขอแปรผันชั่วนิรันดร์”
ประโยคนี้ประหนึ่งระเบิดสีชมพูที่พุ่งเข้าชนกลางหัวใจของหลี่เยว่หานอย่างจัง