ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 514 วิญญาณพยาบาทของเจ้าของร่างเดิม
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 514 วิญญาณพยาบาทของเจ้าของร่างเดิม
บทที่ 514 วิญญาณพยาบาทของเจ้าของร่างเดิม
แม้ทั้งสองจะแต่งงานกันมานาน ใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายปีจนมีโซ่ทองคล้องใจถึงสองคน แต่ครั้งนี้กลับเป็นครั้งแรกที่หลี่เยว่หานได้ยินคำว่า “ข้ารักเจ้า” จากปากของเมิ่งฉีฮ่วน อีกทั้งยังเป็นถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกลึกซึ้งและคำมั่นสัญญาที่จริงจังถึงเพียงนี้
หลี่เยว่หานรู้สึกว่านางควรจะกล่าวตอบอะไรสักอย่าง มิเช่นนั้นเมิ่งฉีฮ่วนคงต้องตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเป็นแน่
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เรือลำน้อยกลับพุ่งทะยานเข้าสู่ม่านหมอกหนาทึบ พลังของค่ายกลสมุทรที่เพิ่งถูกทำลายไปรอบหนึ่งดูเหมือนจะยิ่งทวีความรุนแรงและหนาแน่นขึ้น แม้คนทั้งคู่จะอยู่ใกล้กันเพียงเอื้อมมือ แต่กลับไม่อาจมองเห็นหน้ากันได้เลย
“เมิ่งฉีฮ่วน!” หลี่เยว่หานไม่สนสิ่งใดอีก นางตะโกนก้องสุดเสียง “รอให้พวกเราออกไปจากที่นี่ได้ก่อนเถอะ ข้าจะกอดเจ้าแล้วจูบเจ้าจนกว่าเจ้าจะผลักข้าออกไปเองเลย!”
นางรู้ดีว่าค่ายกลสมุทรนี้อันตรายยากแท้หยั่งถึง นางเกรงว่าจะไม่มีโอกาสได้กล่าวตอบเขา จึงคร้านจะใส่ใจเรื่องมารยาทใด ๆ อีกต่อไป
ไม่รู้ว่าเสียงของนางจะถูกกำแพงหมอกกั้นไว้หรือไม่ เพราะหลี่เยว่หานไม่ได้ยินเสียงตอบกลับจากทางเมิ่งฉีฮ่วนเลย หากไม่ใช่เพราะแรงบีบที่มือขวายังคงหนักแน่นมั่นคง นางคงจะสงสัยไปแล้วว่าพวกนางถูกพรากจากกันตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่ค่ายกล
หลี่เยว่หานกระชับมือที่กุมมือขวาของเมิ่งฉีฮ่วนให้แน่นขึ้น พลางสูดลมหายใจลึกเพื่อสงบจิตใจ ลมทะเลเย็นเยียบพัดปะทะใบหน้า ช่วยลดอุณหภูมิที่ร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงไปได้บ้าง
ม่านหมอกในค่ายกลสมุทรนี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก ทัศนวิสัยของหลี่เยว่หานในยามนี้เหลือเพียงไม่กี่นิ้ว ราวกับคนสายตาสั้นและเอียงอย่างหนักจนมองอะไรไม่เห็น
นางแอบก่นด่าอยู่ในใจ แต่กระนั้นก็ไม่กล้าประมาทแม้เพียงเสี้ยววินาที
เรือลำน้อยอาศัยแรงเฉื่อยจากการพายของเมิ่งฉีฮ่วนพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางค่ายกลอย่างไม่ลดละ มันไหลลื่นไปตามผิวน้ำอยู่เป็นนานก่อนจะค่อย ๆ หยุดนิ่งลง
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนกลับเข้ามาในประทุนเรือ เขาได้นำไม้พายทั้งสองเล่มเข้ามาด้วย โดยวางไว้ข้างกายของทั้งคู่เพื่อให้เรียกใช้เป็นอาวุธชั่วคราวได้ทันที หลี่เยว่หานเองก็ไม่นิ่งนอนใจ มือขวาคลำไปจับไม้พายข้างกายไว้แน่น สายตาจ้องมองไปเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวัง
พลังจิตของนางก็ไม่เฉื่อยชา ทันทีที่นางจับไม้พาย พลังจิตก็แผ่ขยายออกไปทันที ทว่ายามนี้นางไม่กล้าใช้พลังพร่ำเพรื่อ แม้ในช่วงสองวันที่ผ่านมาจะได้รับการช่วยเหลือจาก ‘หว่านอู้เซิง’ จนพลังจิตฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว แต่มันก็กลับมาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น นางจึงทำได้เพียงแผ่พลังปกคลุมไว้รอบเรือเล็กเพื่อป้องกันภัย
ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดคือ ตั้งแต่เข้ามาในค่ายกล หลี่เยว่หานกลับเผชิญเพียงหมอกควันอันว่างเปล่า นอกจากจะไม่มีภาพลวงตาใด ๆ ปรากฏขึ้นแล้ว แม้แต่เสียงความเคลื่อนไหวรอบกายก็ยังเงียบสงัดจนน่ากลัว
หลี่เยว่หานลองสัมผัสดู พบว่าเมิ่งฉีฮ่วนยังคงอยู่ข้างกายและอยู่ในสภาวะปกติ นางจึงตัดใจเรียกพลังจิตที่แผ่กระจายอยู่รอบเรือกลับคืนมา
ทว่าทันทีที่ถอนพลังจิตกลับมา หลี่เยว่หานกลับรู้สึกถึงแรงดึงมหาศาลที่ฉุดกระชากนางไปข้างหน้า จนเกือบจะถลาล้มลงกับพื้นเรือ
โชคดีที่นางตั้งตัวได้ทัน นางรีบปล่อยมือจากไม้พายแล้วเกาะขอบเรือไว้แน่น เพื่อไม่ให้สิ่งใดมาฉวยโอกาสเล่นงานนางได้อีก
“ฮี่ ๆ ๆ…” เสียงหัวเราะที่ฟังแล้วชวนแสบแก้วหูดังขึ้นข้างหู หลี่เยว่หานสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ
“หญิงโฉดชายชั่ว วันนี้ข้าจะกระชากวิญญาณพวกเจ้าให้ตายตกไปตามกันที่นี่!” เสียงสตรีอันเย็นเยียบและไร้ความรู้สึกแว่วมาจากด้านหลัง ความเย็นซ่านลามเลียจากกระดูกสันหลังขึ้นมาจนถึงท้ายทอย
หลี่เยว่หานพยายามตั้งสติ ไม่โต้ตอบสิ่งใดออกไป
ทว่าในใจกลับอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดเสียงของผู้หญิงคนนี้ถึงได้ฟังดูคุ้นหูนัก
“อีแพศยา! เจ้าแย่งชิงร่างของข้า แย่งชิงผู้ชายของข้า ทำลายชีวิตข้าจนย่อยยับ นี่ยังจะแสร้งทำเป็นจำข้าไม่ได้อีกอย่างนั้นหรือ!” เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ เสียงนั้นก็เริ่มทวีความโกรธแค้น
คราวนี้หลี่เยว่หานถึงกับชะงักงัน
เพราะเสียงนี้… มันเหมือนกับเสียงของนางไม่มีผิดเพี้ยน
หรือว่าจะเป็น… เจ้าของร่างเดิม?
ไม่ เป็นไปไม่ได้ หลี่เยว่หานรู้ดีว่าตอนที่นางข้ามมิติมา เจ้าของร่างเดิมได้สิ้นใจไปนานแล้ว จะมาปรากฏตัวในค่ายกลสมุทรได้อย่างไร!
“ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้ามาชิงร่างข้าไป ยามนี้พระชายาฉีอ๋องก็คือข้า! พี่เมิ่งจะต้องช่วยข้าและครองคู่กับข้า! ถ้าไม่มีเจ้า ข้าก็ไม่ต้องตาย! ไม่ต้องตาย!” เสียงนั้นเริ่มกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นนางยังนิ่งเฉย
หลี่เยว่หานขมวดคิ้วแน่น ยังคงไม่ปริปากพูด แต่นางกลับแอบส่งพลังจิตออกไปสำรวจ ทันใดนั้นหัวใจของนางก็พลันบีบรัดจนชาวาบไปทั้งตัว
ภาพที่ปรากฏ…
เบื้องหน้าของนางปรากฏม่านน้ำขนาดใหญ่ที่ฉายภาพราวกับแผ่นฟิล์มในโรงภาพยนตร์
นางเห็นภาพหวังเฟิ่งแอบวางยาในอาหารให้เจ้าของร่างเดิมกิน จนเจ้าของร่างเดิมเกิดอาการช็อกเพราะฤทธิ์ยาที่รุนแรงเกินไป หวังเฟิ่งเข้าใจผิดว่านางตายแล้ว จึงรอจนดึกสงัดแบกร่างของนางออกจากห้อง ลากไปจนถึงริมสระน้ำ หลังพักเหนื่อยจนหายหอบ หวังเฟิ่งก็เอาเชือกมามัดหินก้อนหนึ่งผูกเข้าที่เอวของเจ้าของร่างเดิมอย่างลวก ๆ จากนั้นก็ลากขาทั้งสองข้างแล้วโยนนางลงไปในสระน้ำ
ในจังหวะที่หวังเฟิ่งลากร่างไปนั้น ดวงตาของเจ้าของร่างเดิมเริ่มปรือเปิดขึ้นเล็กน้อย ทว่าด้วยฤทธิ์ยาที่มึนเมาทำให้นางสับสนจนไม่อาจรู้ได้ว่าตนเองอยู่ที่ใด ก่อนจะถูกทิ้งดิ่งลงสู่ก้นสระ
หลังโยนร่างนั้นลงไปแล้ว หวังเฟิ่งที่กำลังเสียขวัญก็รีบวิ่งหนีกลับบ้านไปโดยไม่หันมามองอีก
ฝ่ายเจ้าของร่างเดิม แม้สติจะพร่าเลือนด้วยฤทธิ์ยา แต่เมื่อสัมผัสกับความเย็นเยียบของน้ำที่บาดลึกถึงกระดูก นางก็เริ่มได้สติคืนมาบ้างและพยายามดิ้นรนสุดชีวิต
หินที่ผูกไว้ที่เอวนั้นมัดไว้ไม่แน่นพอ เมื่อนางดิ้นรนเพียงไม่กี่ครั้งมันก็หลุดออก
จากนั้นภาพก็เปลี่ยนไปเป็นเมิ่งฉีฮ่วนที่เดินทางกลับหมู่บ้านไป๋อวิ๋นท่ามกลางความมืด เขาเดินผ่านสระน้ำพอดีจึงกระโดดลงไปช่วยนางขึ้นมา
เมื่อพบว่านางถูกวางยา เขาจึงใช้ยาสมุนไพรที่พกติดตัวช่วยสลายฤทธิ์ยาให้ ก่อนจะพานางกลับไปที่บ้านในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นท่ามกลางแสงอรุณรุ่ง
เจ้าของร่างเดิมที่ทั้งถูกยาและตกน้ำล้มป่วยอยู่ที่บ้านเมิ่งฉีฮ่วนอยู่หลายวัน ในระหว่างนั้นมู่ชวนคอยยกยามาให้ ส่วนหลิงซีก็มักจะวิ่งเข้ามาพูดจาประสาเด็กให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง
หลังผ่านไปไม่กี่วัน เมื่อร่างกายเริ่มฟื้นตัว เจ้าของร่างเดิมจึงกล่าวกับเมิ่งฉีฮ่วนว่าบุญคุณช่วยชีวิตนี้ไม่อาจตอบแทนได้หมด นางยินดีจะอยู่ดูแลพี่น้องทั้งสองที่นี่
เมิ่งฉีฮ่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตกลง ทว่าเพื่อรักษาชื่อเสียงให้นาง เขาจึงไปตามแม่สื่อมาสู่ขออย่างเป็นทางการ โดยมอบสินสอดเป็นเงินสิบตำลึงและจัดพิธีแต่งงานอย่างเรียบง่าย รับนางเข้าบ้านอย่างถูกต้อง
เหตุการณ์หลังจากนั้นไม่ได้ต่างจากสิ่งที่หลี่เยว่หานเคยพบเจอเท่าใดนัก เจ้าของร่างเดิมทุ่มเทดูแลมู่ชวนและหลิงซีอย่างสุดความสามารถจนเป็นที่ยอมรับของเด็กทั้งสอง
ต่อมา เมิ่งฉีฮ่วนจำเป็นต้องออกจากหมู่บ้านไป๋อวิ๋นกลับสู่เมืองหลวงด้วยเหตุผลบางอย่าง เมื่อเขาสร้างรากฐานได้มั่นคงแล้ว เขาก็รีบรับนางและเด็ก ๆ เข้าสู่เมืองหลวงทันที
จากหญิงชาวบ้านกลายเป็นพระชายาอ๋องในชั่วข้ามคืน แม้ตอนแรกนางจะไม่คุ้นชิน แต่ด้วยความอ่อนโยนและความอดทนของเมิ่งฉีฮ่วน ไม่นานนางก็ปรับตัวเข้ากับชีวิตชนชั้นสูงในเมืองหลวงได้ ทั้งยังได้พบครอบครัวเดิมและรับเป็นญาติกับจวนเหวินกั๋วกงอีกด้วย
ฝ่ายหวังเฟิ่งและหลี่ต้าเฉิงเมื่อรู้ว่านางได้เป็นพระชายา ก็พาหลี่หรงหรงเดินทางไกลนับพันลี้มาขอพึ่งพิง สุดท้ายถูกจัดให้ไปอยู่ที่ไร่นอกเมือง ส่วนหลี่หรงหรงก็แต่งเข้าจวนเป็นเมียน้อยของเมิ่งฉีฮ่วน ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าของร่างเดิมไปตลอดชีวิต
แม้หวังเฟิ่งจะเคยดุร้ายป่าเถื่อน และหลี่ต้าเฉิงจะไร้จุดยืนเพียงใด แต่เมื่อเผชิญกับฐานะพระชายาของนาง พวกเขาก็ไม่กล้าก่อเรื่องอีก เจ้าของร่างเดิมให้กำเนิดบุตรแก่เมิ่งฉีฮ่วนสองคน คือเมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิง นางได้รับความเมตตาจากราชวงศ์มาโดยตลอดในฐานะผู้เลี้ยงดูพระนัดดาอย่างดีเยี่ยม สุดท้ายก็ได้ครองคู่กับเมิ่งฉีฮ่วนจนแก่เฒ่าและจากไปอย่างสงบสุข
“เห็นหรือยัง! นี่ต่างหากคือชะตาชีวิตของข้า! ชีวิตของข้า!” เมื่อภาพในม่านน้ำจบลงที่ภาพเจ้าของร่างเดิมสิ้นอายุขัย เสียงนั้นก็กรีดร้องคำรามใส่หูหลี่เยว่หานราวกับคนเสียสติ “แต่ทุกอย่างถูกเจ้าขโมยไป เจ้าหัวขโมย! เจ้าปีศาจที่มาชิงร่างคนอื่นไป!”