ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 515 ภาพมายาที่ซ้อนทับเป็นชั้นๆ
บทที่ 515 ภาพมายาที่ซ้อนทับเป็นชั้นๆ
หลี่เยว่หานไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตนเองในยามนี้อย่างไรดี
นางคือผู้ที่มา ‘ชิงรังนกกระจอก’ *[1] อย่างนั้นหรือ? ก็จริงที่นางเป็นเพียงแขกผู้มาเยือนจากต่างโลก
นางคือ ดาวกาลกิณีอย่างนั้นหรือ? ภาพจากม่านน้ำแสดงให้เห็นว่าชีวิตของเมิ่งฉีฮ่วนนั้นราบรื่นยิ่งนัก เขาไม่ต้องเผชิญอันตรายที่เหลียวปี้เลี่ยตง ไม่ต้องประสบเหตุการณ์ที่เมืองเทียนซิงอู่เหอ ทั้งชีวิตได้เป็นแม่ทัพม้าเหล็กและฉีอ๋องผู้เป็นที่เคารพรักของราษฎรแคว้นตงฮั่น
ทว่าหลี่เยว่หานกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ยามที่นางตื่นขึ้นมาในร่างนี้ เจ้าของร่างเดิมสิ้นลมหายใจไปแล้วจริงๆ นางร่ำเรียนวิชาเวชกรรมคลินิกมานานหลายปี ย่อมรู้ดีว่าลักษณะของคนตายเป็นอย่างไร แม้ในตอนนั้นนางจะถูกฤทธิ์ยาเล่นงานจนสติพร่าเลือน แต่ในความทรงจำอันเลือนลาง นางจำได้ว่าเห็น ‘รอยจ้ำเลือด’ ปรากฏบนหลังมือ
หากคนยังไม่ตาย จะมีรอยจ้ำเลือดขึ้นได้อย่างไร!
อีกทั้งเมิ่งฉีฮ่วนไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมตกลงปลงใจกับใครก็ได้ เพียงเพราะต้องการตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตด้วยการรับหญิงสาวมาเป็นภรรยาอย่างนั้นหรือ? ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ดึงสติให้มั่นคง แววตาที่เคยตื่นตระหนกจางหายไป กลับมาสงบนิ่งเยือกเย็นดังเดิม
ดูเหมือนภาพมายาจะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของนาง เสียงอันชวนแสบแก้วหูนั้นจึงระเบิดขึ้นข้างหูอีกครั้ง “เจ้าตกจากที่สูงชันเพียงนั้นย่อมต้องตายไปแล้ว! ไม่มีทางรอดชีวิตมาได้หรอก! เจ้าขโมยชีวิตข้า! เจ้าแย่งชิงวาสนาทั้งชีวิตของข้าไป! เอาคืนมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!!!”
คำว่า ‘เอาคืนมาให้ข้า’ สี่คำสุดท้ายนั้นดังก้องกัมปนาทราวกับเสียงสายฟ้าฟาดซ้ำ ๆ จนหูของหลี่เยว่หานอื้ออึงไปหมด
ทว่าเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น สิ้นเสียงกรีดร้อง สัมผัสเย็นเยียบพลันรัดหมับเข้าที่ลำคอของหลี่เยว่หาน แรงบีบมหาศาลนั้นเกือบจะหักคอนางให้ขาดสะบั้นในคราวเดียว!
“ไสหัวไป!” เสียงบุรุษดังขึ้นกึกก้อง ความรู้สึกเย็นเยือกพลันสลายตัวไปทันที
หลี่เยว่หานที่เดิมทีถูกบีบคอจนตาพร่ามัวเริ่มกลับมาหายใจได้อีกครั้ง เมื่อลืมตาขึ้น ม่านหมอกดูเหมือนจะเจือจางลงไปมาก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของเมิ่งฉีฮ่วน “เยว่หาน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
หลี่เยว่หานตั้งสติมั่น ระงับความอยากที่จะตอบโต้ เพียงจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ พลางข่มความปรารถนาที่จะตอบโต้เอาไว้
“เยว่หาน เจ้าอย่ากลัวไปเลย ข้าตะเพิดวิญญาณชั่วร้ายนั่นไปแล้ว!” สีหน้าเคร่งเครียดของเมิ่งฉีฮ่วนดูสมจริงยิ่งนัก เมื่อเห็นนางจ้องหน้าแต่ไม่ยอมพูดจา เขาก็ยิ่งกระวนกระวายใจ “เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า? ทำไมถึงไม่ยอมคุยกับข้า?”
ในที่สุดหลี่เยว่หานก็เข้าใจสถานการณ์
ค่ายกลสมุทรนี้ช่างร้ายกาจนัก แผนแรกไม่สำเร็จก็ส่งแผนที่สองตามมาทันที นี่คิดจะสวมบทบาทนักแสดงให้สมจริงไปถึงไหนกัน?
หากไม่ใช่เพราะมือซ้ายยังคงรู้สึกถึงสัมผัสที่กุมกันไว้อย่างแน่นหนา หลี่เยว่หานคงจะหลงกลไปแล้วเป็นแน่
เพราะใครก็ตามที่เพิ่งถูกบีบคอจนเกือบสิ้นใจ ย่อมสูญเสียประสาทสัมผัสไปชั่วขณะ และเมื่อมีเมิ่งฉีฮ่วนที่แสนอ่อนโยนเข้ามาแสดงความห่วงใยเช่นนี้ ย่อมง่ายที่จะเปิดช่องโหว่ให้ศัตรูโจมตี
โชคดีที่ประสาทสัมผัสของหลี่เยว่หานถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังจากแดนราชันไร้เทียมทานจนเฉียบคมยิ่ง แม้เมื่อครู่จะเกือบถูกบีบคอตายจริงๆ แต่นางก็รับรู้ได้ในทันทีที่ฟื้นสติว่ามือที่กุมกันไว้นั้นยังอยู่
ดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนตัวปลอมที่อยู่ตรงหน้านี้ ย่อมเป็นเพียงภาพลวงตาจากค่ายกลสมุทรเท่านั้น
ช่างเจ้าเล่ห์นัก!
แววตาของหลี่เยว่หานเย็นเยียบลง มือขวาค่อยๆ คลำไปจับไม้พายที่วางอยู่ข้างกาย ในจังหวะที่ “เมิ่งฉีฮ่วน” เอ่ยถามด้วยความห่วงใยและคะยั้นคะยอให้นางตอบกลับ ไม้พายในมือก็ฟาดแหวกอากาศออกไปทันที
เดิมทีนางตั้งใจจะฟาดเข้าที่ศีรษะ แต่เมื่อต้องลงมือกับใบหน้าของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานกลับใจอ่อนลงเล็กน้อย จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปฟาดเข้าที่หัวไหล่แทน
เสียงครางอือดังขึ้นจากร่างของ “เมิ่งฉีฮ่วน” เขาไม่คาดคิดว่าหลี่เยว่หานจะจู่โจมกะทันหัน จึงทรุดตัวลงนั่งพลางมองนางด้วยความงุนงง “เยว่หาน เจ้าทำอะไรของเจ้า?”
ครู่ต่อมาเขาคล้ายจะสำนึกได้ จึงรีบร้อนเอ่ยว่า “ข้าคือฉีฮ่วนอย่างไรเล่า! ข้าไม่ใช่ภาพลวงตา!”
หลี่เยว่หานแค่นยิ้มเย็นในใจ
ปกตินางมักจะเรียกชื่อเต็มของเขา ไม่ก็เรียกว่าท่านพี่ นางเคยเรียกชื่อ ‘ฉีฮ่วน’ อย่างสนิทสนมจนชวนขนลุกเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“เจ้าไม่เชื่อใจข้า…” เมิ่งฉีฮ่วนนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว เขาไม่กล้าขยับเข้ามาใกล้ ได้แต่แสดงละครต่อไปอย่างตั้งใจ
“พวกเราเป็นสามีภรรยากันมานาน เจ้าแยกแยะไม่ออกเชียวหรือว่าข้าเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม?”
ได้ยินคำนี้ หลี่เยว่หานก็อยากจะด่าเปิงออกมานัก
แต่ท้ายที่สุดนางก็สะกดกลั้นไว้ นางยกไม้พายขึ้นอีกครั้งพลางผนึกพลังจิตโจมตีเข้าใส่ แล้วหวดออกไปอย่างเด็ดขาด ภาพลวงตาที่อ้างตนว่าเป็น “เมิ่งฉีฮ่วน” กรีดร้องโหยหวนก่อนจะสลายตัวไป
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
โชคดีที่นางไม่หลงกลไปกับกับดักที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ เช่นนี้
นางกระชับมือซ้ายให้แน่นขึ้น เมื่อได้รับการบีบตอบจากเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็เบาใจลง
ค่ายกลสมุทรมีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย คาดว่าสถานการณ์ฝั่งเมิ่งฉีฮ่วนเองก็คงไม่ดีไปกว่านางเท่าใดนัก
ในช่วงสองวันที่ผ่านมา หลี่เยว่หานเคยฟังเมิ่งฉีฮ่วนเล่าถึงภาพมายาที่เขาเผชิญ
อาจเป็นเพราะเมิ่งฉีฮ่วนเป็นผู้ที่ผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชน ภาพมายาที่เขาเห็นส่วนใหญ่จึงเป็นซากศพและกองกระดูก แม้จะดูน่าสยดสยองเพียงใด แต่มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของปลอม
ทว่าสำหรับการบุกค่ายกลครั้งนี้ หลี่เยว่หานกลับรู้สึกไม่มั่นใจ ในตอนแรกที่นางเก็บพลังจิตกลับมา นางเคยคิดว่าหากมีพลังจิตปกคลุมเรืออยู่ ค่ายกลที่เจ้าเล่ห์อาจจะแยกนางกับเมิ่งฉีฮ่วนออกจากกันแต่ไม่กล้าลงมือโจมตีตรงๆ ทว่านางคาดไม่ถึงเลยว่าทันทีที่ถอนพลังจิตออก การโจมตีของค่ายกลจะพลิกแพลงได้ถึงเพียงนี้!
ค่ายกลสมุทรสามารถมองทะลุตัวตนที่มาจากต่างโลกของนางได้ ก่อนหน้านี้มันเคยเนรมิตทิวทัศน์จากโลกอนาคตมาแล้ว และครั้งนี้ยังสร้างภาพจำลองชีวิตทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิมขึ้นมาได้อีก ไม่แน่ว่าทางฝั่งเมิ่งฉีฮ่วนเองก็อาจจะเจอกับภาพมายาที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเช่นกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานจึงไม่มัวระแวดระวังอีกต่อไป นางปลดปล่อยพลังจิตอันมหาศาลออกมาประดุจคลื่นยักษ์ พุ่งทะลุลงสู่ก้นบึ้งของท้องทะเลเพื่อค้นหาเสาค่ายกล
ตามคำบอกเล่าของเมิ่งฉีฮ่วน ค่ายกลสมุทรนี้สร้างขึ้นจากเสาหินสี่สิบเก้าต้นที่ฝังลึกลงใต้สมุทรด้วยวิธีลึกลับ เพื่อขับเคลื่อนค่ายกลมานานนับร้อยปี แต่หลี่เยว่หานเชื่อว่า ต่อให้เป็นค่ายกลที่วิจิตรพิสดารเพียงใด เมื่อผ่านกาลเวลาและการกัดเซาะของท้องทะเลมานานนับศตวรรษ ย่อมต้องมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ต่อให้ผู้สร้างจะคำนวณการเคลื่อนที่ของค่ายกลไว้แม่นยำเพียงใด ก็ไม่อาจเที่ยงตรงได้ตลอดกาล
นางจึงหลับตาลง ควบคุมพลังจิตให้ดำดิ่งลงสู่ก้นทะเลเพื่อค้นหาเสาหินเหล่านั้น
เมื่อพลังจิตมุดลงใต้ความลึกของน้ำ ขอบเขตการรับรู้จะลดลงไปเกือบครึ่ง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก นางยังคงมองเห็นสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่แหวกว่ายอย่างอิสระ
ทว่าท้องทะเลแห่งนี้ช่างลึกสุดหยั่ง หลี่เยว่หานใช้พลังจิตค้นหาอยู่นานก็ยังไม่พบเสาแม้แต่ต้นเดียว
อีกทั้งต่อให้พบเสาหินแล้ว ก็ไม่อาจทำลายทิ้งส่งเดชได้ เพราะไม่รู้ว่าค่ายกลที่เจ้าเล่ห์นี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหากเสาต้นใดต้นหนึ่งถูกทำลาย
สิ่งที่นางต้องค้นหาจริง ๆ คือ ‘จุดยุทธศาสตร์หลักของค่ายกล’
ในช่วงสองวันที่ผ่านมา เมิ่งฉีฮ่วนได้สอนวิชาค่ายกลให้นางแบบเร่งรัด แม้จะซับซ้อนเข้าใจยาก แต่นางเพียงต้องจำรูปแบบการเดินของค่ายกลให้ได้ แล้วค้นหาจุดศูนย์กลางตามความทรงจำนั้น
ทว่าค่ายกลสมุทรนี้ถูกวางไว้ล้อมรอบเกาะถงเซิง พลังจิตของหลี่เยว่หานค้นหาอยู่นานจนในที่สุดก็พบเสาหินต้นหนึ่ง แต่นางไม่อาจแยกแยะได้ว่ามันคือจุดศูนย์กลางหรือไม่ จึงไม่กล้าเสี่ยงลงมือ
หลังจากค้นหาใต้ทะเลอยู่นาน หลี่เยว่หานจึงถอนพลังจิตกลับมา นางสะบัดข้อมือนำ ‘หว่านอู้เซิง’ ออกมาจากแดนราชันไร้เทียมทาน แล้วใช้พลังจิตห่อหุ้มก่อนจะส่งเข้าปาก เพื่อป้องกันไม่ให้ค่ายกลมีโอกาสปนเปื้อนสิ่งใดลงไปได้
ทันทีที่หว่านอู้เซิงเข้าสู่ร่างกาย มันก็เริ่มฟื้นฟูกำลังกายและพลังจิตที่สูญเสียไป หลี่เยว่หานจึงอาศัยจังหวะนี้ลืมตาขึ้นมองสำรวจรอบกาย
ยามนี้ทัศนวิสัยไม่ได้ย่ำแย่เหมือนตอนเริ่มเข้าค่ายกลใหม่ๆ แล้ว
แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมเท่าใดนัก
หลี่เยว่หานครุ่นคิดครู่หนึ่ง แม้พลังจิตจะยังฟื้นฟูไม่เต็มร้อย แต่นางก็ยังแผ่มันออกไปรอบลำเรือเล็ก
ทว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงสิ่งที่อยู่รอบเรือ หลี่เยว่หานก็ต้องสูดลมหายใจเข้าด้วยความตระหนก
เหตุใดจึงมีคนมากมายถึงเพียงนี้!
เงาร่างเหล่านั้นคล้ายกับลอยนิ่งอยู่บนผิวน้ำ พวกเขาล้อมรอบเรือเล็กไว้อย่างเงียบเชียบ ร่างกายดำมืดเป็นเงาทมิฬ ไร้ความเคลื่อนไหว และไร้แม้กระทั่งลมหายใจ
เมื่อนางแผ่พลังจิตสำรวจออกไปกว้างขึ้น หัวใจของหลี่เยว่หานก็พลันบีบรัดแน่น
เงาดำเหล่านั้นได้โอบล้อมเรือลำน้อยเอาไว้จนหมดสิ้นแล้ว!
[1] 鸠占鹊巢 แปลว่า “นกเขาแย่งรังนกกางเขน” เป็นสำนวนจีนที่เปรียบเทียบถึงการที่ผู้อื่นถือวิสาสะเข้ายึดครองที่อยู่อาศัย สถานที่ หรือผลประโยชน์ที่คนอื่นสร้างไว้หรือเป็นเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว โดยมักมีความหมายแฝงว่าผู้ยึดครองไม่มีความพยายามในการสร้างสรรค์เองแต่กลับมาเสวยสุขแทน