ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 516 ค่ายกลสมุทรจอมเจ้าเล่ห์
บทที่ 516 ค่ายกลสมุทรจอมเจ้าเล่ห์
หลังจากหลี่เยว่หานสังเกตเห็นทัศนวิสัยภายนอกเรือเล็ก นางก็รีบถอนพลังจิตกลับมาทันที
นางไม่กล้าเสี่ยง
แต่ที่แน่ใจได้ก็คือ ค่ายกลสมุทรล่วงรู้แล้วว่านางมีพลังจิตเป็นอาวุธ ทั้งยังมองทะลุตัวตนที่แท้จริงของนาง จึงได้สร้างภาพลวงตาต่าง ๆ นานามาเพื่อสะกดนางโดยเฉพาะ และคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหาทางรับมือกับพลังจิตของนางด้วยเช่นกัน
อย่างเช่นในยามที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ค่ายกลสมุทร พลังจิตของหลี่เยว่หานได้ห่อหุ้มเรือลำน้อยเอาไว้ทั้งลำ ค่ายกลจึงทำได้เพียงตัดขาดการติดต่อระหว่างนางกับเมิ่งฉีฮ่วน แต่ไม่อาจสร้างภาพมายาขึ้นมาได้ ทว่าในเสี้ยววินาทีที่หลี่เยว่หานถอนพลังจิตกลับ ภาพมายาก็พลันปรากฏขึ้นทันตา
เมื่อคิดได้เช่นนี้ แผ่นหลังของหลี่เยว่หานพลันเย็นวาบ นางซัดพลังจิตออกไปอย่างไร้ความลังเล เงาดำร่างหนึ่งกระเด็นตกจากเรือเล็ก เสียง ‘ตูม’ ดังสนั่นพร้อมกับร่างที่จมลงสู่ก้นทะเล
หลี่เยว่หานไม่ลังเลอีกต่อไป ในเมื่อพลังจิตของนางสัมผัสกับค่ายกลสมุทรไปแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอีก การปกปิดไปโดยเปล่าประโยชน์มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงให้นางและเมิ่งฉีฮ่วนเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดเลย
ขณะที่พลังจิตแผ่ปกคลุมเรือเล็กอีกครั้ง หลี่เยว่หานรู้สึกว่าอุณหภูมิลดฮวบลงอย่างประหลาดจนนางต้องห่อไหล่ด้วยความหนาวสั่น
เมื่อหันไปมอง ม่านหมอกบนเรือได้จางหายไปมากแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนนั่งอยู่ข้างกายหลับตาสนิท ทว่าบนหน้าผากกลับเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ
เห็นดังนั้นหลี่เยว่หานจึงรีบกระชับมือซ้ายให้แน่นขึ้น แต่นางยังไม่กล้าส่งเสียงเรียก
คล้ายกับสัมผัสได้ถึงการเรียกขานจากนาง ขนตาของเมิ่งฉีฮ่วนสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
หลี่เยว่หานชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยไอสังหาร หรือว่าเขาจะติดอยู่ในภาพมายาของสมรภูมิรบอีกแล้ว?
เมิ่งฉีฮ่วนที่เริ่มได้สติ ก้มลงมองมือที่กุมกันไว้แน่นระหว่างเขากับหลี่เยว่หานด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
หลี่เยว่หานขยับแขนซ้ายหวังจะให้เขาหันมามองนาง
ทว่าเพียงแค่ขยับแขน เมิ่งฉีฮ่วนพลันมีแววตาดุร้าย เขาเงื้อไม้พายขึ้นขบฟันแน่นหมายจะฟาดลงบนแขนของตนเอง!
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เยว่หานตกใจแทบสิ้นสติ นางโถมตัวเข้าหาเมิ่งฉีฮ่วนโดยไม่สนสิ่งใดเพื่อขวางไม้พายเอาไว้
ไม้พายกระแทกลงบนแผ่นหลังของหลี่เยว่หานอย่างแรงจนนางรู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก แต่นางก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากเมิ่งฉีฮ่วน กลับใช้มือขวาที่ยังว่างอยู่โอบกอดลำคอของเขาไว้แน่น
แม้ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา แต่การกระทำนั้นกลับหนักแน่นและมั่นคงยิ่งนัก
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนฟาดไม้พายลงบนหลังของหลี่เยว่หาน ไม้พายก็ร่วงหลุดจากมือ แต่เขากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ
หลี่เยว่หานยังคงกอดคอเมิ่งฉีฮ่วนไว้แน่น มือซ้ายบีบมือเขาอย่างแรง พยายามช่วยให้เขาหลุดพ้นจากภาพมายา
เนิ่นนานผ่านไป ร่างกายที่เคยเกร็งเครียดของเมิ่งฉีฮ่วนก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง นางได้ยินเสียงถอนหายใจยาวจากเขา หลี่เยว่หานจึงค่อย ๆ ปล่อยมือออก
ยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนกลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว เมื่อเห็นหลี่เยว่หานมองมาด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย เขาก็หยักโค้งมุมปากเผยยิ้มออกมา ก่อนจะเอื้อมมือมาประคองใบหน้าของนางและจุมพิตที่หน้าผากอย่างแผ่วเบา
คล้ายกับต้องการบอกนางว่า ‘ไม่ต้องกังวล ข้าไม่เป็นไรแล้ว’
หลี่เยว่หานสูดจมูกเล็กน้อย แต่ใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้ม นางชูมือที่กุมกันไว้ขึ้นมา แล้วชี้ออกไปนอกเรือเล็ก
เรือต้องรักษาความสมดุล พวกเขาจึงไม่สามารถออกจากประทุนเรือพร้อมกันได้ เมิ่งฉีฮ่วนจึงเพียงแค่มองออกไปด้านนอก เมื่อเห็นเงาดำวูบผ่านเขาก็รีบชักสายตากลับและพยักหน้าให้หลี่เยว่หาน
ความเข้าอกเข้าใจของทั้งคู่ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูด เพียงแค่สบตาหรือขยับกายเพียงนิดก็ล่วงรู้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายคิดได้
เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า หลี่เยว่หานก็นำหว่านอู้เซิง ออกมาจากแดนราชันไร้เทียมทาน นางใช้พลังจิตห่อหุ้มแล้วดื่มลงไป ทันใดนั้นพลังจิตอันมหาศาลก็พรั่งพรูออกมา เสียงอื้ออึงดังก้องในหู เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เงาดำรอบเรือเล็กก็อันตรธานหายไปสิ้น
หลี่เยว่หานเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจพลางมองไปทางเมิ่งฉีฮ่วน เขาก็ยิ้มตอบอย่างมีความสุข โดยที่มือของทั้งคู่ยังคงกุมกันไว้ไม่ปล่อย
เรือเล็กยังคงมุ่งหน้าลึกเข้าไปในค่ายกลสมุทร แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดเรือจึงยังเคลื่อนที่ไปตามแรงเฉื่อยได้จนถึงตอนนี้ แต่หลี่เยว่หานสังเกตเห็นว่าหมอกหนาในค่ายกลจางลงไปมาก นางจึงรู้สึกยินดีในใจ
เวลาผ่านไปสามวันเต็ม ๆ บนเรือเล็ก ในที่สุดภายใต้คำแนะนำของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็หาจุดยุทธศาสตร์หลักของค่ายกลพบ ตลอดสามวันที่ผ่านมาพวกเขาต้องเผชิญกับทุกสิ่ง ตั้งแต่การติดอยู่ในภาพมายา การถูกเงาดำจู่โจม ไปจนถึงอสูรทะเลอาละวาด และสภาพอากาศที่เลวร้าย…
หลายต่อหลายครั้งที่เรือเล็กของพวกเขาจวนเจียนจะล่ม แต่โชคดีที่ยังประคองตัวไว้ได้เสมอ และไม่รู้ว่าเป็นเพราะหลี่เยว่หานเคยตะเพิดเงาดำไปได้หรือไม่ แม้หลังจากนั้นจะยังคงติดอยู่ในภาพมายาเป็นระยะๆ แต่ก็สามารถดิ้นรนหลุดออกมาได้โดยง่าย เนื่องจากรอยโหว่ในภาพมายานั้นใหญ่หลวงนัก
เมื่อหาเจิ้นเหยี่ยนพบแล้ว หลี่เยว่หานก็ไม่ลังเลที่จะใช้พลังจิตทำลายมันทิ้งทันที
สิ้นเสียงทำลายจุดยุทธศาสตร์หลัก เสียงกรีดร้องแหลมสูงก็ดังก้องไปทั่วหู จากนั้นม่านหมอกหนาเบื้องหน้าก็สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว เงาดำที่เคยพบเห็นก่อนหน้านี้พากันโอบล้อมเข้ามา ราวกับจะกักขังพวกเขาเอาไว้กลางทะเลตลอดกาล
หลังจากตรากตรำมาตลอดสามวัน ประทุนเรือเล็กก็ได้พังทลายไปแล้ว ยามนี้ทั้งสองคนจึงต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีของเหล่าเงาดำโดยไม่มีสิ่งกำบังใด ๆ
เมิ่งฉีฮ่วนที่ไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดหลายวันเริ่มมีอาการขาดน้ำและสิ้นเรี่ยวแรง เขาได้แต่นั่งนิ่งอยู่บนเรือ
ทว่าหลี่เยว่หานผู้มีพลังจิตยังคงจับมือเมิ่งฉีฮ่วนไว้ด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวาก็สะบัดเรียก ‘หว่านอู้เซิง’ มาดื่ม
ในขณะที่เงาดำพุ่งเข้ามา หลี่เยว่หานพลันลืมตาขึ้น มือขวายกสูงขึ้นก่อนจะฟาดลงมาอย่างแรง—
พายุพัดระเบิดออกจากเรือเล็กเป็นศูนย์กลาง พลังที่มองไม่เห็นกระแทกเข้าใส่เหล่าเงาดำจนสลายไปทีละชั้น ๆ
เพียงไม่กี่ลมหายใจ เงาดำที่เคยมืดฟ้ามัวดินก็หายไปจนหมด หมอกทะเลจางหาย ท้องทะเลกลับมาสงบนิ่งเยือกเย็น
ยามที่แสงตะวันสาดส่องลงมา สีหน้าของหลี่เยว่หานดูมึนงงเล็กน้อย นางยกมือขวาขึ้นบังแดดเหนือดวงตา ขนตาสั่นไหวเบา ๆ
ค่ายกลสมุทร… ถูกทำลายแล้วหรือ?
“ท่านอ๋อง! พระชายา!” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู หลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนหันไปมอง เห็นเรือรบของพวกเขากำลังแล่นตรงมาอย่างรวดเร็ว คนดูแลเรือตะโกนสุดเสียง “ท่านอ๋อง! พระชายา! คนจากเกาะถงเซิงมาแล้วขอรับ!”
เมื่อได้สติ หลี่เยว่หานก้มลงมองเมิ่งฉีฮ่วนและสบตาเขาพอดี
นางกลับรู้สึกว่า… มีบางอย่างไม่ถูกต้อง…
เรือรบแล่นมาถึงข้างเรือเล็กอย่างรวดเร็ว คนบนเรือโยนเชือกมาหวังจะดึงพวกเขาขึ้นไป หลี่เยว่หานขมวดคิ้วแน่น นางดึงรั้งเมิ่งฉีฮ่วนที่ยังนิ่งเฉยเอาไว้ พลางส่ายหน้าให้เขาเบา ๆ
ไม่ถูกจังหวะ… ช่างไม่ชอบมาพากลนัก ค่ายกลเพิ่งถูกทำลายไปไม่ทันไร เหตุใดคนจากเกาะถงเซิงถึงรวบรวมกำลังพลมาพบคนดูแลเรือและพวกพ้องได้ในทันทีเช่นนี้
อีกทั้งหลี่เยว่หานเพิ่งจะนึกออกถึงรอยโหว่ที่ใหญ่ที่สุดในภาพมายานี้
ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุที่สาดส่องลงมา กลับไร้ซึ่งไออุ่นแม้เพียงนิด!!
ตลอดสามวันสามคืนในค่ายกลสมุทรโดยไม่ได้พักผ่อน ประสาทสัมผัสของทั้งคู่ย่อมเสื่อมถอยลงไปบ้าง หลี่เยว่หานยังดีที่นางมีพลังจิต แต่เมิ่งฉีฮ่วนเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
สามวันสามคืนมานี้เขาไม่เพียงไม่ได้หลับนอน แต่ยังต้องคอยปกป้องหลี่เยว่หาน แม้จะมีหว่านอู้เซิงคอยฟื้นฟูกำลัง แต่ก็ยังสูญเสียพลังไปมหาศาล
ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงไม่ได้สังเกตเห็นรอยโหว่ขนาดใหญ่ของค่ายกลสมุทรในทันที
โชคดีที่ทั้งสองคนมีไหวพริบว่องไว จึงตระหนักถึงความเจ้าเล่ห์ของค่ายกลสมุทรได้ทันควัน ดังนั้นเชือกที่ถูกโยนลงมาจากเรือใหญ่ ทั้งคู่จึงไม่ยอมยื่นมือไปรับ
“ท่านอ๋อง ท่านอ๋องเป็นอะไรไปขอรับ! รีบคว้าเชือกเร็วเข้า พวกเราต้องรีบหลบหนีก่อนที่คนจากเกาะถงเซิงจะตามมาทันนะขอรับ!” ทหารที่โยนเชือกเห็นทั้งคู่ไม่ยอมรับเชือก ก็เริ่มแสดงอาการร้อนรนออกมาทันที