ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 517 ศึกเดียวสร้างบารมี!
บทที่ 517 ศึกเดียวสร้างบารมี!
หลี่เยว่หานเม้มริมฝีปากแน่น นางแผ่พลังจิตออกไปสำรวจและพบว่าเบื้องหน้ามีแต่ความว่างเปล่า ซึ่งแสดงว่าภาพเรือรบและคนเหล่านั้นเป็นเพียงภาพมายาจริง ๆ
เมื่อความจริงถูกเปิดเผย ภาพเรือสำเภาลำใหญ่พลันพังทลายสลายไป ท้องทะเลกลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง
ทว่าในยามนี้ ทั้งสองคนกลับไร้สิ่งอ้างอิงจนยากจะแยกแยะได้ว่า ทัศนียภาพอันสงบนิ่งที่เห็นอยู่นี้คือความจริงหรือภาพลวงตาที่ซ้อนทับขึ้นมาใหม่
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด หลี่เยว่หานได้ยินเสียงครวญคราง ครืน ๆ ดังก้องมาจากใต้ทะเลลึก จากนั้นผิวน้ำก็เริ่มสั่นสะเทือนรุนแรง
เมิ่งฉีฮ่วนรีบดึงหลี่เยว่หานให้นั่งลง ตลอดสามวันที่ผ่านมา มือของทั้งคู่กุมประสานกันไว้แน่นไม่เคยคลาย จนหลี่เยว่หานรู้สึกว่านิ้วมือของตนแข็งเกร็งไปหมดแล้ว แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่ยอมปล่อยมือเขา
ทั้งสองนั่งประคองกันอยู่บนเรือเล็ก ต่างใช้แรงทั้งหมดยึดเกาะเรือไว้เพื่อไม่ให้เสียหลักตกลงไปในน้ำ
แต่ดูเหมือนว่าเกลียวคลื่นในครั้งนี้จะรุนแรงเกินกว่าที่คาดไว้
ลูกคลื่นโถมเข้าใส่ระลอกแล้วระลอกเล่า กระแทกเรือให้ยกตัวสูงและดิ่งวูบลงอย่างไม่จบสิ้น
เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้วมุ่น คล้ายกับกำลังตั้งสมาธินับจังหวะบางอย่าง หลี่เยว่หานจึงไม่กล้าเอ่ยปากรบกวน นางพยายามยึดร่างตนเองไว้กับตัวเรืออย่างสุดกำลัง
เนิ่นนานผ่านไป พลังจิตที่หลี่เยว่หานแผ่ออกไปพลันสัมผัสได้ถึงขุมพลังไร้รูปขุมหนึ่งที่พุ่งแหวกอากาศตรงเข้ามา กระแทกเข้าใส่พลังจิตของนางอย่างจัง!
แรงปะทะนั้นมหาศาลจนแม้แต่ ‘แดนราชันไร้เทียมทาน’ ยังส่งเสียงสั่นสะเทือนอื้ออึง
นี่คือความกดดันอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน พลังจิตถูกรีดเค้นออกมาต้านทานอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าของหลี่เยว่หานซีดขาวลงในพริบตา
พลังโจมตีถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน หลี่เยว่หานต้องประคองสติอย่างยากลำบาก ยามนี้ทะเลปั่นป่วนจนนางไม่อาจละมือไปหยิบ ‘หว่านอู้เซิง’ มาเสริมพลังได้ จึงทำได้เพียงกัดฟันฝืนทนรับแรงปะทะต่อไป
นางไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังโจมตีพลังจิตของนางอยู่นั้นคือสิ่งใด แต่สัญชาตญาณบอกว่ามันอันตรายถึงชีวิต
หลังจากพลังจิตถูกกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดแรงกดดันนั้นก็เริ่มอ่อนกำลังลง การโจมตีไม่กี่ครั้งสุดท้ายดูคล้ายกับการดิ้นรนครั้งสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความไม่ยินยอม มันกระแทกลงบนข่ายพลังจิตที่จวนเจียนจะพังทลายของหลี่เยว่หาน ก่อนจะสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ค่ายกลสมุทรถูกทำลายแล้ว” ก่อนที่หลี่เยว่หานจะสิ้นสติเพราะสูญเสียพลังจิตจนหมดสิ้น นางได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาของเมิ่งฉีฮ่วน แต่นางยังไม่ทันจะได้แย้มยิ้มด้วยความยินดี ความเจ็บปวดแปลบราวกับเข็มทิ่มแทงก็พุ่งเข้าสู่สมอง คล้ายกับมีสิ่งของพังทลายลงระเนระนาด และโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมา
จากนั้น นางก็จมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราอันลึกซึ้ง
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง นางก็พบว่าตนเองกลับมาอยู่บนเรือรบขนาดใหญ่แล้ว
หลี่เยว่หานมองไม่เห็นเมิ่งฉีฮ่วน แต่ในใจก็ไม่ได้ร้อนรน นางรีบตรวจสอบห้วงจิตของตนเอง และต้องประหลาดใจที่พบว่าห้วงจิตกว้างขวางขึ้นจากเดิมกว่าเท่าตัว พลังสมาธิกล้าแข็งและเปี่ยมล้นยิ่งกว่าตอนอยู่ในแดนราชันไร้เทียมทานเสียอีก ทำให้นางรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
นางแผ่พลังจิตสำรวจรอบข้างอย่างเงียบเชียบ เมื่อแน่ใจว่ายามนี้ไม่ใช่ภาพมายาแล้ว จึงรีบลุกจากเตียง สวมรองเท้า คลุมเสื้อผ้า และผลักประตูห้องออกไป
“พระชายา!” ทหารที่เฝ้าหน้าห้องเมื่อเห็นหลี่เยว่หานตื่นขึ้นก็มีสีหน้าดีใจทันที เขารีบทำความเคารพแล้วเอ่ยว่า “พระชายาโปรดพักผ่อนในห้องก่อนเถิดขอรับ ท่านอ๋องสั่งไว้ว่าหากท่านตื่นให้รีบไปแจ้ง ท่านอ๋องจะมาหาท่านเดี๋ยวนี้เลยขอรับ!”
พูดจบ ทหารนายนั้นก็รีบวิ่งออกไปโดยไม่รอให้หลี่เยว่หานได้ขานรับ
หลี่เยว่หานมองตามด้วยความฉงนใจ
แม้ว่านางจะมีฐานะเป็นถึงพระชายาผู้สูงศักดิ์ แต่นางก็สัมผัสได้เสมอว่าเหล่าทหารต่างมีข้อกังขาที่เมิ่งฉีฮ่วนพานางมาร่วมภารกิจที่เกาะถงเซิงในครั้งนี้ เพียงแต่ด้วยยศถาบรรดาศักดิ์พวกเขาจึงไม่กล้าเอ่ยปาก ตลอดเวลาที่เดินทางจากท่าเรือฝั่งใต้มายังละแวกเกาะถงเซิง นางพอจะล่วงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจของทุกคนได้
อีกทั้งด้วยค่านิยมที่บุรุษเป็นใหญ่ แม้เหล่าทหารจะรักษากิริยามารยาทครบถ้วน แต่นางก็ยังรู้สึกได้ถึงความเมินเฉยที่แฝงอยู่ลึก ๆ
ทว่าในยามนี้ ท่าทางของทหารที่เฝ้าประตูห้องกลับเปี่ยมไปด้วยความเคารพยกย่องอย่างยิ่ง ไม่ต่างจากเวลาที่พวกเขาปฏิบัติต่อเมิ่งฉีฮ่วนเลยแม้แต่น้อย
*เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?*
นางคิดพลางมองออกไปนอกห้องด้วยความรู้สึกขบขันเล็กน้อย ในเมื่อนอนมานานจนพอแล้ว ยืนพักสักประเดี๋ยวก็คงไม่เป็นไร
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนรีบร้อนกลับมา เขาก็เห็นหลี่เยว่หานยืนพิงประตูห้องด้วยท่าทางเกียจคร้าน นางมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความทระนง และเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาใกล้ นางถึงกับผิวปากใส่เขาอย่างหยอกล้อหนึ่งที
เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่งกับเสียงผิวปากของเมียรัก ก่อนจะตั้งสติได้และหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
“เจ้าตื่นแล้ว!” เขาเดินตรงเข้ามาแล้วรวบนางเข้าสู่อ้อมกอดทันที “เจ้าคงเหนื่อยมากจริง ๆ นอนหลับไปถึงสองวันสองคืน ในที่สุดก็ฟื้นเสียที”
เดิมทีหลี่เยว่หานกะจะล้อเล่นกับเขาต่อ แต่พอถูกสวมกอดต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ นางก็เริ่มรู้สึกขัดเขินขึ้นมา “ท่านได้พักผ่อนบ้างหรือไม่?” นางยังจำภาพที่เมิ่งฉีฮ่วนหน้าซีดขาวด้วยความอ่อนเพลียตอนอยู่บนเรือเล็กได้ดี
“พักแล้ว ข้าตื่นก่อนเจ้าเสียอีก” เมิ่งฉีฮ่วนคลายอ้อมกอดและประคองบ่านางไว้พลางยิ้มตาหยี “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าตอนนี้ในสายตาของเหล่าทหาร เจ้าเก่งกาจกว่าข้าไปมากแล้ว”
“หืม? หมายความว่าอย่างไร?” หลี่เยว่หานถามด้วยความงงงวย
“ในยามที่ค่ายกลสมุทรแตกพ่าย เงาดำนับหมื่นแสนปรากฏขึ้นบนผิวน้ำและลามมาถึงเรือใหญ่ เจ้าใช้พลังจิตบดขยี้พวกมันจนสิ้นซาก จากนั้นพลังจากเสาค่ายกลทั้งสี่สิบเก้าต้นที่เหลืออยู่ก็ได้รวมตัวกัน สร้างคลื่นยักษ์โถมเข้าใส่ถึงสี่สิบเก้าครั้ง และเจ้าก็รับการโจมตีทางจิตกลับไปได้ทั้งหมดสี่สิบเก้าคราเช่นกัน”
“พวกพี่น้องบนเรือต่างพูดกันว่า พวกเขาเห็นเจ้าเพียงแค่โบกมือ เงาดำนับหมื่นก็มลายหายไป ทั้งยังเห็นพลังจิตของเจ้าปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นมาต่อต้านการโจมตี ทุกคนต่างเชื่อว่าเจ้าเป็นเทพธิดาจุติลงมาจากสวรรค์ ตอนนี้พวกเขาเลื่อมใสในตัวเจ้าจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานจึงเข้าใจแจ่มแจ้งว่าเหตุใดทหารเฝ้าประตูเมื่อครู่ถึงได้ตื่นเต้นเพียงนั้น
*ที่แท้ตอนข้าปล่อยพลังไม้ตาย ก็มีคนแอบดูอยู่สินะ*
“พลังจิตปรากฏรูปร่างอย่างนั้นหรือ? ข้าไม่ยักจะรู้ตัวเลย” ในตอนที่รับมือการโจมตี นางต้องพยายามทรงตัวไม่ให้ตกน้ำและทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการตั้งรับ จนไม่มีเวลามาสังเกตเห็นเรื่องอื่นเลย
“พวกเขาเล่าว่าหลังจากเจ้าขับไล่เงาดำไปได้และกลับลงมานั่งบนเรือเล็ก เรือทั้งลำก็ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทองเจิดจ้า แสงนั้นแผ่ออกมาจากตัวเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ข้าไม่มีกับเขาหรอก”
เมิ่งฉีฮ่วนบีบแก้มหลี่เยว่หานเบา ๆ “สรุปคือเจ้าแย่งรัศมีข้าไปหมดสิ้นแล้ว”
แสงสีทอง?
หลี่เยว่หานรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ที่แท้พลังจิตของนางเป็นสีทองหรือนี่ ฟังดูแล้วช่างดูเลอค่ายิ่งนัก
เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางก็หัวเราะออกมา “เช่นนั้น ต่อไปพวกเขาก็คงไม่กล้าดูหมิ่นข้าแล้วใช่ไหม?”
“แทบจะกราบไหว้บูชาเจ้าอยู่แล้ว เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางลูบศีรษะนางด้วยความเอ็นดู
โชคดีที่ตอนนี้นายทหารที่ตามเมิ่งฉีฮ่วนมามีเพียงสองคน ไม่อย่างนั้นหลี่เยว่หานคงต้องอายจนอยากมุดแผ่นดินหนีกับการแสดงความรักอย่างเปิดเผยเช่นนี้
“จริงด้วย ค่ายกลสมุทรพังไปแล้ว ทางเกาะถงเซิงไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยหรือ?” เมื่อคุยกันจบ นางจึงนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมา
“มี” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า “เฮ่อเจิ้งเทียนมารวมตัวกับพวกเราแล้ว เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก”
เมื่อได้ยินว่าเฮ่อเจิ้งเทียนมาถึงแล้ว หลี่เยว่หานก็โล่งใจ นางจึงเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้น ข้าขอไปนอนพักอีกสักประเดี๋ยว พวกท่านไปยุ่งเรื่องงานต่อเถิด… อ้อ ข้าเริ่มหิวแล้ว หาอะไรให้ข้ากินหน่อยได้ไหม?”