ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 526 ไม่ติดค้างในเหตุต้นผลกรรม
บทที่ 526 ไม่ติดค้างในเหตุต้นผลกรรม
“ท่านบอกข้ามาเถิดว่าต้องทำอย่างไร” หลี่เยว่หานเอ่ยถาม ความจริงนางมิได้ต้องการคำมั่นสัญญาใด ๆ จากถังซีฟาน เพียงแต่ในยามนี้นางยังไม่หายตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงจากบุรุษกลายเป็นสตรีของคนตรงหน้า ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับถังซีฟานจึงยังรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง
“แดนราชันไร้เทียมทาน!” ถังซีฟานจ้องมองหลี่เยว่หานด้วยสายตามุ่งมั่น “ขอเพียงข้าทิ้งประทับวิญญาณของอวี่เอ๋อร์ไว้ในแดนราชันไร้เทียมทาน เขาก็จะมีโอกาสกลับชาติมาเกิดใหม่ได้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ชะงักไป “หมายความว่า… เหมือนกับที่ท่านเคยเป็นก่อนหน้านี้อย่างนั้นหรือ?”
“ใช่!” ถังซีฟานพยักหน้ายืนยัน
“แต่ว่า… ชาติก่อนท่านเป็นบุรุษ ชาตินี้เป็นสตรี พอผสานเข้ากับจิตสัมผัสในแดนราชันไร้เทียมทานก็กลายเป็นบุรุษ แล้วตอนนี้ก็กลับมาเป็นสตรีอีกครั้ง หากว่าองค์ปฐมฮ่องเต้กลับชาติมาเกิดเป็นสตรี พอผสานกับประทับวิญญาณแล้วกลายเป็นบุรุษ จากนั้นก็กลับมาเป็นสตรีเหมือนท่านอีก จะทำอย่างไรเล่า?” คำพูดนี้ช่างวกวนจนแม้แต่หลี่เยว่หานเองยังเริ่มจะสับสนในสิ่งที่ตนพูด
“ไม่หรอก ประทับวิญญาณนั้นต่างจากประทับจิตสัมผัส ประทับวิญญาณมีความทรงพลังมากกว่า” ถังซีฟานอธิบาย “เมื่อมีประทับวิญญาณ อวี่เอ๋อร์จะสามารถไปจุติในร่างของทารกที่ยังไม่รู้ความได้ เปรียบเสมือนการพรางตาจากวัฏสงสารแห่งสวรรค์เพื่อมอบชีวิตใหม่ให้แก่เขา”
หลี่เยว่หานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “เช่นนั้นทารกที่ยังไม่รู้ความผู้นั้น มิเท่ากับต้องเสียโอกาสในการเวียนว่ายตายเกิดของตนเองไปเปล่า ๆ หรือ?”
“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่” ถังซีฟานส่ายหน้า “ประทับวิญญาณเพียงหลอมรวมเข้ากับร่างกายของทารกที่เกิดใหม่ เมื่อทารกเติบโตขึ้นความทรงจำในชาติปางก่อนถึงจะค่อย ๆ ตื่นขึ้นมา นี่ไม่ถือเป็นการแย่งชิงวัฏสงสารของผู้อื่น เป็นเพียง… เป็นเพียงการแย่งชิงวาสนาในการเติบโตหลังจากจุติแล้วเท่านั้น”
“คำพูดนี้ของท่านไม่ถูกต้อง” น้ำเสียงของหลี่เยว่หานเริ่มเย็นชาขึ้น “ในร่างกายคนผู้หนึ่งย่อมมีวิญญาณได้เพียงดวงเดียว แม้ทารกจะยังไม่รู้ความ แต่หากมีการเวียนว่ายตายเกิดจริง ทารกนั้นก็คือหนึ่งชีวิต หากนำประทับวิญญาณของผู้อื่นใส่เข้าไปในร่างทารก ก็เท่ากับว่าในร่างเดียวมีวิญญาณสองดวง ส่วนที่ท่านเรียกว่าความทรงจำชาติก่อนตื่นขึ้นมา แท้จริงแล้วก็คือการที่วิญญาณสองดวงต่อสู้หักล้างกันจนฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะเท่านั้นเอง”
ถังซีฟานดูเหมือนจะคาดไม่ถึงว่าหลี่เยว่หานจะตอบโต้ได้รวดเร็วและตรงประเด็นเช่นนี้ ทำให้นางเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ “ข้ารู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องดี แต่… ข้าไม่อยากให้อวี่เอ๋อร์ต้องจากโลกนี้ไปโดยที่วิญญาณสลายหายไปตลอดกาล…”
“ท่านตัดใจไม่ได้ แต่จะเอาชีวิตของคนอื่นมาแลกไม่ได้ เรื่องนี้ข้าไม่อาจรับปากท่านได้” หลี่เยว่หานปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
“จะ… จะลองพิจารณาดูหน่อยไม่ได้หรือ?” น้ำเสียงของถังซีฟานแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจ “ถือเสียว่า… ช่วยเติมเต็มความปรารถนาอันแรงกล้าหลายร้อยปีของอวี่เอ๋อร์ไม่ได้หรืออย่างไร?”
“พวกเราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปชิงชีวิตของผู้อื่นตามใจชอบ ดังนั้นข้าจะไม่มีวันยอมให้เรื่องที่ไร้เหตุผลเช่นนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด” หลี่เยว่หานถอนหายใจ “บางทีอาจจะมีวิธีอื่นอีกก็ได้นะเจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ถังซีฟานก็เงียบไป
เมิ่งฉีฮ่วนตั้งใจฟังการสนทนาของทั้งคู่ แม้เขาจะเป็นคนหัวไว แต่ก็ยังไม่เท่าหลี่เยว่หานที่มองออกในทันทีว่านี่คือการ ‘ชิงร่าง’ หาใช่การเกิดใหม่
ทว่าเขารู้สึกได้ว่าถังซีฟานยังมีความลับบางอย่างที่ยังไม่ได้พูดออกมา ทำให้เขาต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
“ยังมีอีกวิธีหนึ่ง” ถังซีฟานนิ่งคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้น “ส่งตัวอวี่เอ๋อร์เข้าไปในแดนราชันไร้เทียมทาน ให้เขากลายเป็นมนุษย์กึ่งอสูรเพื่อฟื้นฟูดวงวิญญาณเป็นเวลาหนึ่งพันปี จากนั้นท่านค่อยใช้พลังผู้ครอบครองทำให้เขากลับคืนสู่ร่างเดิม บางทีเขาอาจจะรอดชีวิตมาได้”
หลี่เยว่หานชะงักไปครู่หนึ่ง “จงเจิ้งอวี่มีชีวิตอยู่มาหลายร้อยปีเพียงเพื่อรอพบท่านอีกสักครั้ง ความปรารถนาของเขาควรจะสิ้นสุดลงที่นี่แล้ว เหตุใดท่านถึงต้องทำให้มันถลำลึกไปกว่าเดิมอีกเล่า?”
ถังซีฟานมิได้ตอบในทันที นางนิ่งคิดแล้วเบนสายตาไปทางเมิ่งฉีฮ่วนก่อนจะกล่าวว่า “หากฉีอ๋องเป็นฝ่ายออกตามหาและรอคอยท่าน จนยอมแลกแม้กระทั่งการทำให้ตนเองกลายเป็นอสุรกายเยี่ยงอวี่เอ๋อร์ ท่านจะตัดใจพบหน้ากันเพียงชั่วครู่ แล้วยอมให้จากกันไปตลอดกาลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าได้จริง ๆ หรือ?”
เรื่องการเอาใจเขามาใส่ใจเรานี้ หลี่เยว่หานใช่ว่าจะไม่เคยคิด
นับแต่รู้ถึงความรักอันมั่นคงที่จงเจิ้งอวี่มีต่อถังซีฟาน นางก็เคยนึกย้อนดูว่าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับนาง นางจะทำอย่างไร
ใช่แล้ว นางเองก็คงเหมือนกับถังซีฟาน ที่จะพยายามทุกวิถีทางเพียงเพื่อให้เมิ่งฉีฮ่วนมีชีวิตอยู่ต่อไป
ต่อให้เขาต้องไปเกิดใหม่และจดจำนางไม่ได้อีก นางก็ยินดี
มนุษย์เรานั้นล้วนมีความเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้หลี่เยว่หานจึงไม่อาจบังคับให้ถังซีฟานใจกว้างได้ แต่กระนั้นนางก็ไม่อาจช่วยทำความปรารถนานั้นให้เป็นจริงได้เช่นกัน
เพราะเรื่องการพรากชีวิตของผู้อื่นนั้น สำหรับหลี่เยว่หานแล้ว การกระทำเยี่ยงนั้นเพียงครั้งเดียวในชีวิตก็นับว่ามากเกินพอแล้ว
ภาพที่นางเห็นผ่านม่านน้ำในค่ายกลสมุทรนั้น นางไม่เคยบอกกล่าวแก่ผู้ใด ความรู้สึกผิดที่มีต่อเจ้าของร่างเดิมยังคงฝังลึกอยู่ในใจ นางจึงไม่อาจลงมือส่งเสริมให้เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ขึ้นอีก
เพราะไม่ว่าชีวิตของใคร ก็ย่อมเป็นชีวิตที่มีค่า ไม่มีความสูงส่งหรือต่ำต้อยไปกว่ากัน
เหตุใดจึงต้องอาศัยความปรารถนาของคนคนหนึ่ง ไปพรากชีวิตทั้งชีวิตของคนอีกคนมา
มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!
“หาก… หากส่งองค์ปฐมฮ่องเต้เข้าไปฟื้นฟูดวงวิญญาณในแดนราชันไร้เทียมทาน ต้องใช้เวลานานเท่าใด?” หลี่เยว่หานถามขึ้น
นางไม่รู้ว่าตนเองจะมีอายุขัยยืนยาวเพียงใด จึงหวังเพียงว่าจะสามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีที่มั่นคงและไม่บุ่มบ่ามจนเกินไป
“หนึ่งพันปี” ถังซีฟานแหงนหน้ามองฟ้า ขอบตาของนางเริ่มแดงระเรื่อ แต่นางก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หลั่งน้ำตาออกมาต่อหน้าผู้อื่น
“หนึ่งพันปี…” แม้กระแสเวลาในแดนราชันไร้เทียมทานจะต่างจากภายนอก แต่เมื่อคำนวณดูแล้วย่อมกินเวลาเนิ่นนานนับหลายร้อยปี
หลี่เยว่หานรู้ดีว่านางเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แม้จะได้ครอบครองแดนราชันไร้เทียมทานและมีวาสนาครั้งใหญ่เพียงใด นางก็ไม่คิดว่าตนเองจะสามารถอยู่ยงได้นานหลายร้อยปีถึงเพียงนั้น
ถังตงฝานอาศัยพลังฝึกฝนกายาอันแก่กล้าคอยค้ำจุนอายุขัยเอาไว้ แต่ถังซีฟานในยามนี้ไร้ซึ่งตบะแก่กล้า นางย่อมไม่อาจอยู่ได้เกินอายุขัยของคนปกติทั่วไป
หรือว่า… จะมีเพียงวิธีเดียวจริง ๆ ?
“นี่ก็ดึกมากแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน เรื่องในวันนี้… ถือเสียว่าข้ามิได้เอ่ยถึงมันก็แล้วกัน” เมื่อเห็นสองสามีภรรยาต่างนิ่งเงียบ ถังซีฟานจึงลุกขึ้นขอตัวลากลับ
นางปรารถนาอยากให้จงเจิ้งอวี่มีชีวิตอยู่ต่อไป
ในอดีตเป็นจงเจิ้งอวี่ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อช่วยนางออกมาจากแดนราชันไร้เทียมทาน มาบัดนี้จึงเป็นทีของนางบ้างที่จะต้องเสาะหาวิธีที่จะทำให้เขามีชีวิตรอด
บางที นี่อาจจะเป็นเหตุต้นผลกรรมที่เวียนมาบรรจบกัน
หลังจากกล่าวอำลาหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนแล้ว ถังซีฟานก็เดินออกจากเรือนเล็ก กลับไปยังที่พักที่ถังตงฝานจัดเตรียมไว้ให้
จงเจิ้งอวี่ในร่างหุ่นเชิดมนุษย์นั่งรอนางอยู่ในห้องแล้ว
ในปีก่อน ๆ จงเจิ้งอวี่มักจะปิดกั้นสติรับรู้ของตนเอง ราวกับเป็นหุ่นเชิดที่ไร้ชีวิตชีวา ทว่าเมื่อถังซีฟานกลับมา สติของเขาก็ถูกเปิดออกชั่วคราว ยามนี้เขามองดูเผิน ๆ จึงดูเหมือนคนปกติทั่วไป
เพียงแต่เขาไม่มีลมหายใจ ไม่มีความเจ็บปวด นอกจากรูปลักษณ์ที่ดูคล้ายคนเป็นแล้ว นอกนั้นก็หาได้ต่างจากคนตายไม่
“เสี่ยวซีกลับมาแล้วหรือ” เมื่อถังซีฟานเดินเข้ามา จงเจิ้งอวี่ที่กำลังรดน้ำดอกไม้ในสวนก็เอ่ยทัก “พี่ชายของเจ้าบอกว่า เจ้าชอบดอกไม้ที่สุด บนเกาะแห่งนี้จึงมีดอกไม้อยู่มากมาย ข้าเลยให้คนขุดมาปลูกไว้ที่นี่บ้าง เผื่อว่าเจ้าเห็นดอกไม้เหล่านี้แล้วจะยอมยิ้มให้ข้าสักครั้ง”