ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 527 ความใจป้ำของพระชายา
บทที่ 527 ความใจป้ำของพระชายา
เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น หัวใจของถังซีฟานก็พลันปวดร้าวอย่างยิ่ง
“มันคุ้มค่าแล้วหรือ?” นางยืนอยู่ข้างกายจงเจิ้งอวี่ พลางเอ่ยถามด้วยเสียงอันเบา
“ในใต้หล้านี้มีการพบพานและจากลาตั้งมากมาย เรื่องเช่นนี้ไหนเลยจะใช้คำว่าคุ้มหรือไม่มาตัดสินได้” จงเจิ้งอวี่พยายามขยับใบหน้าที่แข็งทื่อเพื่อส่งยิ้มให้ถังซีฟาน ทว่าวันเวลาที่ล่วงเลยมานานเกินไป กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขาได้ลีบฝ่อไปมากแล้ว การรักษาหนังหน้าให้ยังดูสมบูรณ์ก็นับว่ายากยิ่งนัก จะให้หัวเราะร่าหรือโกรธเกรี้ยวได้เยี่ยงคนปกติย่อมเป็นไปมิได้อีกแล้ว
“เหตุใดท่านต้องทำถึงเพียงนี้ เหตุใดต้องให้ข้าติดค้างน้ำใจอันหนักอึ้งจากท่านด้วยเล่า!” ถังซีฟานร้องไห้ออกมาอย่างไม่มีเหตุผล
“แม่นางน้อยผู้งมงาย สิ่งใดที่ข้าทำเพื่อเจ้าล้วนสมควรแล้ว ใครใช้ให้เจ้าเป็นภรรยาที่ยังมิได้ตบแต่งของข้ากันเล่า” เมื่อเห็นนางหลั่งน้ำตา จงเจิ้งอวี่ก็วางกาน้ำรดดอกไม้ลง แล้วก้าวเข้าไปกุมต้นแขนของนางไว้ เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้นางอย่างแผ่วเบา
“ร่างกายนี้ของข้าคงไม่ไหวแล้ว แต่ยังดีที่ข้าได้กลับมาเห็นเจ้าที่มีชีวิตชีวาอีกครั้ง สิ่งที่ข้าทำลงไปทั้งหมดล้วนคุ้มค่าแล้ว” จงเจิ้งอวี่กล่าวเช่นนั้น
ท่าทางของเขาดูเก้งก้างและแข็งทื่อ ทว่าท่วงท่าที่เขาเช็ดน้ำตาให้ถังซีฟานกลับนุ่มนวลถึงที่สุด ราวกับว่าเขาได้ฝึกซ้อมท่าทางนี้ในห้วงความคิดมานับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อเห็นจงเจิ้งอวี่เป็นเช่นนี้ ถังซีฟานอยากจะอาละวาดปลดปล่อยอารมณ์ออกมานัก
แต่นางก็รู้ซึ้งดีว่าในยามนี้ร่างกายของจงเจิ้งอวี่อ่อนแอเกินกว่าจะพรรณนา หากไม่ดูแลให้ดีเขาก็อาจจะหลับใหลไปโดยไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเมื่อใดก็ได้
นางไม่กล้าชวนเขาทะเลาะ จึงได้แต่จูงมือเขาเดินกลับเข้าห้องอย่างช้า ๆ ทั้งคู่เอนกายลงนอนเคียงข้างกันบนเตียง ทว่าไม่มีใครมีแก่ใจจะคะนึงถึงความฝันอันงดงาม ในใจต่างเต็มไปด้วยความโศกเศร้าต่อการจากลาที่อาจมาถึงได้ทุกเมื่อ
“แม่นางน้อยผู้งมงาย เจ้าลองคิดดูเถิด ชาตินี้ข้าทำมาหมดทุกอย่างแล้ว ความปรารถนาสุดท้ายก็คือการได้พบกับเจ้าอีกครั้ง บัดนี้ความหวังก็เป็นจริงแล้ว ข้าไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียใจอีก” จงเจิ้งอวี่พยายามตะแคงกายมองถังซีฟานที่ยังคงสะอื้นไห้ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนอย่างที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
“ตาแก่อายุห้าร้อยปีคนหนึ่ง ยังมีโอกาสได้เห็นสตรีอันเป็นที่รักอีกครั้ง เท่านี้ก็คุ้มค่าทุกอย่างแล้ว” จงเจิ้งอวี่กล่าวพลางเอื้อมมือไปลูบหางตาของถังซีฟาน “ไม่ร้องนะ ร้องไห้มาก ๆ เดี๋ยวจะขี้เหร่เอาได้”
ในที่สุดถังซีฟานก็ไม่อาจกลั้นอารมณ์ไว้ได้อีก นางพลิกกายซบลงที่อกของจงเจิ้งอวี่แล้วปล่อยโฮออกมา
นางอยากจะสวมกอดจงเจิ้งอวี่ อยากจะหัวเราะและหยอกล้อกับเขาเหมือนเช่นวันวาน แต่นางไม่กล้า
นางกลัวว่าหากพลั้งมือไปเพียงนิดจะทำให้จงเจิ้งอวี่บาดเจ็บ ยามนี้ร่างกายของเขาช่างเปราะบางยิ่งกว่าคนธรรมดาเสียอีก หากขยับตัวแรงไปเพียงนิดย่อมเกิดอันตรายได้
ถังซีฟานจึงอดกลั้นอยู่นาน ทำได้เพียงซบศีรษะลงบนหน้าอกของเขา ร้องไห้อย่างน่าเวทนาราวกับเด็กน้อยที่หลงทางหาบ้านไม่เจอ
ทางด้านถังตงฝานที่ยืนอยู่ในลานบ้าน ท่ามกลางแสงจันทร์อันกระจ่างใส เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้อันขมขื่นของน้องสาว เขาก็รู้สึกราวกับถูกยัดยาขม (หวงเหลียน) คำโตเข้าปาก ขมล้ำลึกไปจนถึงขั้วหัวใจจนสั่นสะท้านไปทั้งทรวง
“เฮ้อ…” เนิ่นนานผ่านไป ถังตงฝานถอนหายใจยาว น้ำตาใส ๆ ไหลรินอาบแก้ม
เขาปาดน้ำตาออก ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
การกลับมาของถังซีฟานคือความปรารถนาอันแรงกล้าตลอดหลายร้อยปีของเขาและจงเจิ้งอวี่ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นปมในใจ ทว่ายามนี้คนกลับมาแล้วจริง ๆ แต่ผู้ที่รอนางอยู่ทั้งสองคนกลับเหลือเวลาอีกไม่มากนัก
ถังตงฝานรู้สภาพร่างกายของตนเองดี ที่ทนมาได้ถึงห้าร้อยปีล้วนเป็นเพราะอานิสงส์ของพลังฝึกฝนกายา แต่จงเจิ้งอวี่นั้นต่างออกไป ในตอนนั้นเพื่อที่จะแฝงตัวเข้าไปในเขตอิทธิพลของบรรพชนเหยี่ยวดำโดยการปลอมเป็นศิษย์สำนักจางอัน เขาฝึกฝนตบะเพียงไม่กี่ปี พลังจึงอ่อนด้อยนัก แม้แต่ขั้นจินตานก็ยังไปไม่ถึง
หากมิใช่เพราะดวงจิตสัมผัสแต่กำเนิดนั้นแข็งแกร่ง เกรงว่าเขาคงไม่มีโอกาสได้หลอมตัวเองให้กลายเป็นหุ่นเชิดมนุษย์ เพื่อมีชีวิตอยู่ในโลกอย่างกึ่งคนกึ่งผีเช่นนี้ได้หรอก
ห้าร้อยปีเชียวนะ…
สำหรับคนธรรมดา หนึ่งช่วงชีวิตก็แค่ร้อยปีสั้น ๆ พวกเขาใช้ชีวิตมาเท่ากับห้าชาติภพของผู้อื่นแล้ว เดิมทีควรจะลาจากโลกมนุษย์ไปตั้งนานแล้ว ทว่าใครจะคาดคิดว่าในช่วงบั้นปลายชีวิตจะยังได้เห็นถังซีฟานกลับมา
น่าเสียดาย…
ที่มันสายเกินไป…
สายเกินไปจริง ๆ …
ผู้เฒ่าทั้งสองที่อายุหลายร้อยปีต่างพยุงกันผ่านวันเวลาอันยาวนานมาได้ เดิมทีคิดว่าจนกว่าอายุขัยจะสิ้นสุดลงก็คงไม่มีวันได้พบถังซีฟานอีกแล้ว แต่กลับมาได้พบถังซีฟานตัวเป็น ๆ ในยามนี้
ถังตงฝานแหงนมองดวงดาวเต็มท้องฟ้า พลางยิ้มเยาะเย้ยตนเอง
บางทีสวรรค์คงกลั่นแกล้งกันกระมัง
….
วันรุ่งขึ้น
หลี่เยว่หานมาหาถังซีฟาน
นางยืนอยู่หน้าประตูบ้านแต่ไม่ได้เข้าไป
นางเห็นถังซีฟานกำลังป้อนโจ๊กให้จงเจิ้งอวี่อย่างทะนุถนอม แววตาและหัวคิ้วเต็มไปด้วยความรู้สึกนึกคิดเยี่ยงดรุณีแรกรุ่น หลี่เยว่หานคิดในใจว่า วิถีไร้รักของถังซีฟานคงฝึกฝนไม่สำเร็จเป็นแน่ มิฉะนั้นเหตุใดนางจึงยังตัดรักไม่ขาดเช่นนี้…
ด้วยความคิดประหลาดเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงเบนสายตาไปที่ใบหน้าของจงเจิ้งอวี่ ปฐมฮ่องเต้แห่งแคว้นตงฮั่น แล้วลอบถอนหายใจ
การเป็นหุ่นเชิดมานานหลายร้อยปีทำให้ร่างกายของบุรุษผู้นี้เสื่อมโทรมถึงขีดสุด แม้จะยังพอมองออกว่าจงเจิ้งอวี่มีหน้าตาที่หล่อเหลาไม่เบา ทว่าก็ไม่อาจปิดบังกลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ซ่านออกมาจากทั่วทั้งร่างได้
ถึงแม้ท่าทางของจงเจิ้งอวี่จะดูสง่างามและเหมาะสม แต่ก็ยังเห็นความแข็งทื่อในการเคลื่อนไหวอยู่ดี สิ่งนี้ทำให้หลี่เยว่หานรู้สึกสลดใจยิ่งนัก
นางไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำตัวเป็นใจยักษ์ใจมารพรากคู่รักหรือไม่ แต่ในยามนี้ นางหวังจากใจจริงว่าจงเจิ้งอวี่จะมีชีวิตรอดต่อไป เพื่อได้ใช้ชีวิตในชาตินี้ร่วมกับถังซีฟาน
ก๊อก ก๊อก— หลังจากยืนดูอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง หลี่เยว่หานก็เคาะประตูเบา ๆ
เมื่อถังซีฟานหันมาเห็นว่าเป็นหลี่เยว่หาน รอยยิ้มบนใบหน้าก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย นางกระซิบบอกจงเจิ้งอวี่สองสามคำ ก่อนจะวางชามลงแล้วเดินเข้ามาหา
“เจ้ามาเพื่อดูปฐมฮ่องเต้แห่งแคว้นตงฮั่นหรือ?” ถังซีฟานถามด้วยรอยยิ้มสดใส
นางคิดตกแล้ว สิ่งที่หลี่เยว่หานพูดนั้นไม่ผิด ชีวิตของใครก็คือชีวิต และเหตุต้นผลกรรมของใครก็คือเหตุต้นผลกรรมของคนผู้นั้น นางไม่อาจใช้ความปรารถนาส่วนตัวไปทำร้ายผู้บริสุทธิ์ได้ ในฐานะผู้ฝึกตนย่อมรู้ดีเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ผู้ที่สามารถเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ ย่อมต้องเคยเป็นผู้ที่มีมหากุศลในชาติปางก่อน
หากนางลบล้างกุศลผลบุญของผู้อื่นเพียงเพื่อความต้องการของตนเอง นั่นมิใช่สิ่งที่นางต้องการ และย่อมไม่ใช่สิ่งที่จงเจิ้งอวี่ปรารถนาเช่นกัน
ยามที่นางวางความยึดติดลงได้ ในตอนนี้จึงอยากเพียงแค่ได้อยู่เคียงข้างจงเจิ้งอวี่และพี่ชายอย่างสงบ เพื่อใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมั่นคง
“ข้าคิดว่า พวกท่านอาจจะต้องการสิ่งนี้” พูดพลาง หลี่เยว่หานก็หยิบกระบวยหนึ่งที่ตักน้ำพุหว่านอู้เซิงออกมา
“ข้าก็ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ แต่น้ำนี่ขลังนัก เลยคิดว่าเอามาให้พวกท่าน ลองดูเถิด อย่างไรเสียข้าก็มีอยู่มากมาย หากต้องการเท่าใดก็บอกข้าได้ทันที”
เมื่อมองดูน้ำพุหว่านอู้เซิงที่ส่องประกายแวววาวอยู่ในกระบวยเงิน ถังซีฟานก็เม้มปากยิ้ม “ของสิ่งนี้มีประโยชน์จริง ๆ แม้จะบอกว่าไม่สามารถทำให้อวี่เอ๋อร์หายขาดได้ แต่อย่างน้อยก็ช่วยฟื้นฟูระบบการทำงานของร่างกายเขาได้บ้าง ส่วนพี่ชายของข้า ก่อนหน้านี้เขาสูญเสียพลังฝึกฝนกายาไปมากเพื่อช่วยข้า น้ำนี่คงช่วยบำรุงได้ไม่น้อย”
“มีประโยชน์ก็ดีแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะส่งไปให้ท่านเจ้าเกาะด้วย” หลี่เยว่หานพูดพลางถอนหายใจเบา ๆ “หวังว่าท่านจะไม่โกรธเคืองข้าก็พอ”
“ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก” ถังซีฟานยิ้มละไม “ข้าคิดตกแล้ว สิ่งที่เจ้าพูดมีเหตุผล ข้าจะทำลายวาสนาของผู้อื่นเพียงเพื่อความต้องการส่วนตัวไม่ได้ นั่นมิใช่การช่วยอวี่เอ๋อร์ แต่เป็นการทำร้ายเขาต่างหาก”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็เม้มริมฝีปาก นางยัดกระบวยเงินใส่มือถังซีฟาน แล้วหันหลังเดินจากไปทันที
ถังซีฟานมองตามแผ่นหลังของหลี่เยว่หานแล้วยิ้มออกมา ก่อนจะถือกระบวยเงินเดินกลับไปหาจงเจิ้งอวี่
ในช่วงบ่าย นายทหารสองสามคนหิ้วถังใบใหญ่สีเงินแวววาวสองใบมาที่เรือนเล็กของถังซีฟาน ด้านหลังยังช่วยกันแบกถังไม้ใบใหญ่อีกใบที่ทำจากเงินแท้ส่องประกายเช่นเดียวกันมาด้วย
“พระชายาสั่งให้พวกเราหามน้ำนี้มาให้ท่านอาบน้ำยาขอรับ บอกว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายยิ่งนัก!”
ถังซีฟานถึงกับตะลึงงัน
หลี่เยว่หานถึงขั้นใช้ถังเงินสองใบตวงน้ำพุหว่านอู้เซิงมาให้ แถมยังไม่รู้ว่าไปหาอ่างอาบน้ำที่ทำจากเงินแท้มาจากไหน เพื่อให้เขาใช้อาบน้ำยาอีกด้วย!!!