ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 529 จับตัวหุ่นเชิดไปก่อน!
บทที่ 529 จับตัวหุ่นเชิดไปก่อน!
อาวุโสทั้งสองนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ นึกไม่ถึงเลยว่าอาวุโสสองจะมีใจคิดคดต่อปฐมฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิตงฮั่นถึงเพียงนี้
“พวกท่านกำลังคิดว่านั่นคือองค์ไท่จู่ฮ่องเต้ ข้าไม่ควรนำร่างของพระองค์มาล้อเล่นเช่นนั้นหรือ?” ตั้งแต่เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานก้าวเท้าขึ้นมาบนเกาะ ความลับเรื่องตัวตนของจงเจิ้งอวี่และถังตงฝานก็ได้แพร่กระจายไปในหมู่เหล่าอาวุโสแล้ว
เดิมทีพวกเขาเองก็ไม่ได้คิดจะปกปิด เพราะรู้ดีว่าปิดได้ไม่นานจึงปล่อยให้เหล่าอาวุโสลือกันไป แต่อย่างน้อยคนเหล่านั้นก็ยังพอมีสมองอยู่บ้าง จึงมิได้ปล่อยข่าวให้ฟุ้งไปทั่วทั้งเกาะ
และเพราะรู้ว่าจงเจิ้งอวี่คือปฐมฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ อาวุโสสามและอาวุโสสี่จึงได้ลังเลเช่นนี้
สำหรับพวกเขาแล้ว ย่อมต้องมีความเคารพยำเกรงต่อองค์ไท่จู่ฮ่องเต้อยู่หลายส่วน
ทว่าสำหรับอาวุโสสองผู้คลั่งไคล้ในวิชาหุ่นเชิด จงเจิ้งอวี่หาใช่ปฐมฮ่องเต้ไม่ แต่เป็นเพียงหุ่นเชิดมนุษย์ระดับสูงที่มีค่ายิ่งต่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น
เมื่อเห็นทั้งสองนิ่งเงียบ อาวุโสสองก็เริ่มขุ่นเคือง “เขายอมลดตัวลงมาทำตัวเองให้กลายเป็นหุ่นเชิดเอง ก็หาใช่ปฐมฮ่องเต้อะไรนั่นแล้ว พวกท่านจะมัวพันธนาการตัวเองอยู่ไย หรือจะยอมทนดูเจ้าผัวเมียคู่นั้นทำลายเกาะถงเซิงจนพินาศย่อยยับ ถึงจะสบายใจงั้นหรือ!”
อาวุโสสามนั้นเป็นเพียงพวกใช้กำลัง เมื่อถูกจี้ใจดำก็ตบขาตัวเองฉาดใหญ่ “บัดซบ! ข้าว่าท่านพูดถูก ปกติท่านหัวดีที่สุด ในเมื่อท่านว่าอย่างนี้ มันก็ต้องถูก!”
“แต่ว่า… นั่นก็ยังเป็นองค์ไท่จู่ และเป็นบรรพชนของฉีอ๋อง หากองค์ไท่จู่เป็นอะไรไป เกรงว่าฉีอ๋องคงไม่ปล่อยพวกเราไว้แน่…” อาวุโสสี่ยังคงละล้าละลังพยายามทัดทาน
“เหอะ! ก็เพราะหุ่นเชิดระดับสูงนั่นเป็นบรรพชนของมัน และยังเป็นสหายรักของสองพี่น้องตระกูลถังนั่นอย่างไรเล่า การจับตัวเขาไว้จึงเป็นข้อต่อรองที่ดีที่สุดที่จะข่มขู่พวกมันได้ทุกคน!” อาวุโสสองแค่นหัวเราะเย็นชา
“อีกอย่าง พอพวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนั่นไสหัวไปจากเกาะแล้ว ข้าก็จะคืนร่างขององค์ไท่จู่ในสภาพสมบูรณ์ให้พวกมันเอง จะกลัวไปใย!”
“อาวุโสสองตั้งใจจะ…” อาวุโสสี่ขมวดคิ้ว
อาวุโสสองมิได้ปิดบัง “ข้าอยากจะผ่าร่างหุ่นเชิดนั่นใจจะขาด ข้าสงสัยมานานแล้วว่าค่ายกลขับเคลื่อนของหุ่นเชิดระดับสูงนั้น แท้จริงแล้วก็คืออวัยวะภายในนั่นเอง! เมื่อก่อนพวกท่านคอยห้ามข้า บอกว่าหุ่นเชิดระดับสูงมีเพียงตนเดียว ห้ามผ่าสุ่มสี่สุมห้า ข้าก็ยอมฟัง แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว ต่อให้เขาจะเป็นหุ่นเชิดระดับสูงเพียงตนเดียวในโลก ข้าก็ต้องวิจัยให้ทะลุปรุโปร่ง!”
ปกติอาวุโสสองจะดูทึ่มทื่อเพราะมัวแต่หมกมุ่นกับวิชาหุ่นเชิด ทว่ายามที่เอ่ยคำเหล่านี้ ใบหน้าของเขากลับบิดเบี้ยวดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
อาวุโสสามตบบ่าอาวุโสสี่เป็นเชิงบอกให้หยุดพูด แล้วพยักหน้าให้ความร่วมมือกับอาวุโสสอง “ท่านว่าอย่างไร พวกเราก็ว่าตามกัน!”
“ตอนนี้หุ่นเชิดระดับสูงอยู่กับแม่นางแซ่ถังนั่น นางเคยเป็นผู้ฝึกตน ฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก พวกเราจะบุ่มบ่ามไม่ได้ ข้าสังเกตดูแล้ว ทุกวันพอนับถึงเวลาอาหารนางจะออกไปตามเจ้าเกาะมากินข้าว รอให้ถึงมื้อเย็นยามนางออกจากเรือนไป พวกเราค่อยลงมือ… จับตัวหุ่นเชิดไปก่อน!”
…..
ถังซีฟานที่นั่งย่อตัวอยู่ในไร่สมุนไพรรับฟังการสมคบคิดของอาวุโสทั้งสามด้วยแววตาเย็นเหยียบ
นางลูบกำไลที่ข้อมือ พลางเตรียมจะชักกระบี่ออกไปสังหารคนทั้งสามทิ้งเสีย ทว่าจู่ ๆ มือที่กำลังจะจับด้ามกระบี่กลับถูกใครบางคนกดไว้จากทางด้านหลัง
พริบตาเดียว ภาพเบื้องหน้าก็พร่าเลือน พอตั้งสติได้อีกที นางก็มาปรากฏตัวอยู่ใน เรือนพักลี้ภัย ภายใน แดนราชันไร้เทียมทาน เสียแล้ว!
และคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของนางก็คือ หลี่เยว่หาน
“เจ้าอย่าเพิ่งวู่วาม” หลี่เยว่หานถอนหายใจ “ตาเฒ่าพวกนั้นค้นพบเจ้าตั้งนานแล้ว ที่พวกเขาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ก็เพื่อล่อให้เจ้าเป็นฝ่ายลงมือก่อนต่างหาก”
ถังซีฟานขมวดคิ้วถามด้วยความไม่เข้าใจ “ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“ข้าส่งน้ำพุหว่านอู้เซิงมาให้มากมายเพียงนั้น ย่อมต้องแวะมาดูผลเสียหน่อย พอไปถึงเรือนของเจ้าก็ได้พบกับจงเจิ้งอวี่ เขาบอกว่าเจ้าไปตามถังตงฝาน แม้เขาจะเป็นองค์ไท่จู่ แต่ข้าก็ไม่กล้าอยู่กับเขาตามลำพังนานนัก ข้าเดาว่าเจ้าน่าจะใช้ทางลัด จึงเสี่ยงดวงเดินเข้ามาดูในสวนดอกไม้เล็ก ๆ นี่”
“พอมาถึงหน้าสวน ข้าก็เห็นเจ้าซุ่มอยู่แต่ไกล กำลังจะตะโกนเรียกพอดี ก็เห็นเจ้าสามคนนั้นทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เดินตามเข้ามา ข้าเลยรีบแอบหลังต้นไม้ก่อน”
“เจ้ามัวแต่ตั้งใจฟังจนไม่ได้สังเกตท่าทางของพวกมัน ระหว่างที่พูด พวกมันมีการส่งสัญญาณมือกันตลอด ข้ามองดูอยู่พักใหญ่จึงมั่นใจว่าพวกมันตั้งใจล่อให้เจ้าเปิดฉากโจมตีก่อน”
พูดจบ หลี่เยว่หานก็สะบัดแขนเสื้อ ประตูเรือนพักลี้ภัยก็เปลี่ยนเป็นม่านน้ำ เผยให้เห็นภาพเหตุการณ์ภายนอกตรงจุดที่พวกนางเพิ่งจะหายตัวเข้ามา
“คนหายไปไหนแล้ว?” อาวุโสสามเกาหัวด้วยความงุนงง
“ข้าเห็นกับตาว่านังเด็กแซ่ถังนั่นย่อตัวลงตรงนี้ ไม่มีทางพลาดแน่!” อาวุโสสี่จ้องมองพื้นดินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เหอะ นางคงเห็นท่าทางของพวกเราแล้วรู้ตัวกระมังว่าใจกลางสวนดอกไม้นี้เต็มไปด้วยกับดัก หากใครไม่ชำนาญเดินเข้ามามีแต่ตายกับตาย นางจึงหนีไปแล้ว!” อาวุโสสองเอ่ยพลางมองไปยังอีกสองคน “แต่ที่ข้าพูดเมื่อครู่คือเรื่องจริง ยามนี้นังเด็กนั่นคงไปส่งข่าวแล้ว แต่ยังดีที่เรือนของนางอยู่ห่างจากเจ้าเกาะและพวกตระกูลเมิ่งพอสมควร พวกเราต้องวางแผนให้รอบคอบกว่านี้!”
เมื่อฟังอาวุโสสองพูด อาวุโสสามก็พยักหน้าเห็นด้วย “มีเหตุผล ไปเถอะ ไปที่เรือนพักของพวกเราเสียก่อน บัดซบเอ๊ย! นึกว่าสวนดอกไม้นี้มีไอหมอกพิษจะปลอดภัย ที่ไหนได้นังเด็กนั่นกลับกล้าบุกเข้ามา ช่างไม่กลัวตายจริง ๆ”
“นางเคยเป็นถึงผู้ฝึกตน พวกเราที่เป็นปุถุชนย่อมไม่อาจคาดเดาความคิดของนางได้หรอก” อาวุโสสี่เอ่ยสำทับ
หลี่เยว่หานลอบถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นทั้งสามเดินลับตาไป โชคดีที่แดนราชันไร้เทียมทานนี้มีกลไกที่ยอดเยี่ยมนัก สามารถมองเห็นภายนอกได้เพียงฝ่ายเดียว มิเช่นนั้นคงไม่รู้ว่าต้องซ่อนตัวอยู่ในนี้ถึงเมื่อไหร่
เมื่ออาวุโสทั้งสามพ้นเขตสวนดอกไม้ไปแล้ว หลี่เยว่หานก็สะบัดมืออีกครั้ง ถังซีฟานรู้สึกหน้ามืดไปครู่หนึ่ง พอรู้ตัวอีกทีทั้งคู่ก็กลับมายืนอยู่ในสวนดอกไม้ตามเดิม
“เจ้าจงไปทำหน้าที่ของตนเองตามปกติเสีย ข้าจะรีบไปรวมตัวกับสามีที่เรือนของเจ้า” หลี่เยว่หานกำชับถังซีฟาน “เจ้าวางใจเถิด คนของเราแอบสะกดรอยตามเจ้าสามคนนี้มาสองวันแล้ว”
ถังซีฟานพยักหน้ารับ “ตกลงเจ้าค่ะ จงเจิ้งอวี่บอกให้ข้าไปตามพี่ชายมาแช่น้ำพุหว่านอู้เซิงด้วยกัน ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
หลี่เยว่หานชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา “จริงด้วย ข้าเกือบลืมท่านแม่ทัพถังไปเสียสนิท เจ้าไปเถิด น้ำพุหว่านอู้เซิงข้ามีอยู่มากนัก ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมดหรอก!”
ถังซีฟานอ้าปากคล้ายจะพูดสิ่งใด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยออกมา นางเพียงพยักหน้าให้หลี่เยว่หาน แล้วรีบเดินออกจากสวนดอกไม้ไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนหลี่เยว่หานก็รีบออกจากสวนและตรงกลับไปยังที่พักของตน นางแจ้งเรื่องที่เห็นและได้ยินทั้งหมดให้เมิ่งฉีฮ่วนฟังทันที
เมิ่งฉีฮ่วนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เขาสั่งให้เฮ่อเจิ้งเทียนสร้างสถานการณ์จำลองขึ้นเพื่อให้ดูเหมือนว่าเขากับหลี่เยว่หานยังคงอยู่ในห้อง จากนั้นเขาก็พานางลอบเร้นกายหลบเลี่ยงผู้คน มุ่งหน้าไปยังเรือนของถังซีฟานทันที