ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 530 นกกระจอกอยู่เบื้องหลัง
บทที่ 530 นกกระจอกอยู่เบื้องหลัง
ระหว่างทาง เมิ่งฉีฮ่วนยังหาโอกาสไปพาตัวอาวุโสห้าออกมาด้วย ซึ่งเรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่หลี่เยว่หานยิ่งนัก
ที่แท้อาวุโสห้าก็แอบเลือกข้างอยู่ฝั่งพวกเขาตั้งนานแล้วหรือนี่!
แผนการของเมิ่งฉีฮ่วนครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นการ ‘ถอนฟืนใต้กระทะ’ โดยแท้…
เดิมทีมีเพียงอาวุโสใหญ่ที่ยืนหยัดอยู่ข้างพวกเขา ส่วนท่าทีของอาวุโสห้านั้นไม่เคยชัดเจนมาก่อน ทว่ายามนี้เขากลับเดินตามมาซุ่มโจมตีในเรือนพักของถังซีฟานโดยไม่ลังเล ทำให้หลี่เยว่หานอดรู้สึกเหนือความคาดหมายไม่ได้
“พี่ใหญ่ นี่คือน้ำพุที่พระชายาส่งมาให้ ท่านกับจงเจิ้งอวี่ลงไปแช่ด้วยกันเถิด จะส่งผลดีต่อร่างกายมากเจ้าค่ะ” ขณะที่พวกหลี่เยว่หานซุ่มกำลังเรียบร้อยแล้ว ถังซีฟานก็พาพี่ชายของนางเดินเข้ามา
ในตอนนั้นเอง จงเจิ้งอวี่ที่รออยู่ภายในก็เปิดประตูออกมาต้อนรับ
“ในเรือนมีคนอยู่” เมื่อถังตงฝานเห็นจงเจิ้งอวี่ สีหน้าของเขาก็อ่อนโยนลงเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบเตือนทั้งสองคน
ถังซีฟานพยักหน้าเบา ๆ “เป็นฉีอ๋องกับพระชายาเจ้าค่ะ ข้าบอกพี่ใหญ่ไว้ระหว่างทางแล้ว”
ถังตงฝานพยักหน้ารับรู้ ในระหว่างทางมาที่นี่ ถังซีฟานได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสวนดอกไม้เล็ก ๆ ให้เขาฟังอย่างละเอียด เดิมทีเขาตั้งใจจะรอให้สองสามีภรรยาตระกูลเมิ่งมาถึงก่อนเพื่อหารือแผนรับมือ และตั้งใจจะเข้าร่วมการซุ่มโจมตีด้วย
ทว่านึกไม่ถึงว่าทั้งสองจะเคลื่อนไหวรวดเร็วเพียงนี้ แถมยังมีคนซุ่มรออยู่ถึงสี่คน ถังตงฝานคาดเดาว่าอีกสองคนที่เหลือน่าจะเป็นอาวุโสใหญ่ และอีกคนคงเป็นองครักษ์ข้างกายของเมิ่งฉีฮ่วน
“ไปกันเถิด พี่จงเจิ้ง ท่านคงไม่ถือสาหากข้าจะร่วมใช้อ่างน้ำเดียวกับท่านหรอกนะ!” ถังตงฝานตบไหล่จงเจิ้งอวี่พลางหัวเราะร่าอย่างคนคุ้นเคย
“ถึงถือสาไปก็ไร้ประโยชน์ ของดีเช่นนี้ข้าคงไม่อาจปล่อยให้เสียของเพียงลำพังได้” จงเจิ้งอวี่หัวเราะตอบ
ถังซีฟานมองแผ่นหลังของคนทั้งสองที่เดินกอดคอกันเข้าไปด้วยรอยยิ้ม
นางจำไม่ได้แล้วว่าภาพเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อใด ราวกับว่าความทรงจำเหล่านั้นเป็นเรื่องราวของชาติที่แล้ว
ในห้วงความคิดของถังซีฟานมีความทรงจำอันมหาศาล นอกจากช่วงเวลาห้าร้อยปีที่ผ่านมานี้ นางยังมีความทรงจำจากชาติปางก่อน ชาติที่นางเคยเกิดเป็นชายผู้รักสนุกคนหนึ่ง
ภาพราง ๆ ในความทรงจำค่อย ๆ ซ้อนทับกับทัศนียภาพเบื้องหน้า ทำให้ถังซีฟานรู้สึกหวนระลึกจนจิตใจสั่นคลอน
หากน้องสามและน้องสี่ยังอยู่ด้วยกันในตอนนี้… จะดีเพียงใดหนอ
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็เบือนหน้าหนีและแอบขอบตาแดงก่ำอยู่เพียงลำพัง
ขณะที่ถังตงฝานและจงเจิ้งอวี่เข้าไปแช่น้ำในห้อง ถังซีฟานก็ทำทีเป็นดูแลไม้ดอกไม้ประดับอยู่ในลานเรือน จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด นางจึงแสร้งทำเป็นเดินออกจากเรือนไปชั่วคราว
หลังจากถังซีฟานออกไปได้ไม่นาน หลี่เยว่หานก็สัมผัสได้อย่างเฉียบคมว่าพวกอาวุโสสองมาถึงแล้ว นางสะกิดเมิ่งฉีฮ่วนเบา ๆ เป็นเชิงส่งสัญญาณ
เมิ่งฉีฮ่วนและอาวุโสอีกสองท่านต่างตั้งสมาธิ จดจ่ออยู่กับความเคลื่อนไหวทั้งภายในและภายนอกเรือน
เป็นไปตามคาด อาวุโสสอง อาวุโสสาม และอาวุโสสี่ อาศัยจังหวะที่ถังซีฟานไม่อยู่ลอบเข้ามา ดูเหมือนว่าถังตงฝานเองก็เตรียมการไว้ดีไม่แพ้กัน เขาให้คนสร้างสถานการณ์จำลองไว้ในห้องของตน และแอบเดินทางมาที่นี่โดยหลบเลี่ยงหูตาผู้คนมาตลอดทาง
อาวุโสสองนั้นระแวดระวังยิ่งนัก เขาเฝ้ารอจนดึกสงัดและรอให้ถังซีฟานออกจากเรือนไปก่อนจึงค่อยลงมือ ดูท่าจะเตรียมตัวมาอย่างเต็มที่
ทว่าน่าเสียดาย… แม้ตั๊กแตนจะจับจักจั่น แต่นกกระจอกย่อมอยู่เบื้องหลังเสมอ
เมื่ออาวุโสทั้งสามลอบเข้ามาในเรือนและกำลังจะบุกเข้าไปในห้องของจงเจิ้งอวี่ เมิ่งฉีฮ่วนก็พุ่งทะยานออกมาดุจสายฟ้าฟาด เขาเตะเข้าที่ร่างของอาวุโสสามที่กำลังจะพังประตูจนล้มกลิ้ง จากนั้นอาวุโสใหญ่ก็เข้าควบคุมตัวอาวุโสสี่ไว้อย่างรวดเร็ว ส่วนอาวุโสห้าก็เข้าพัวพันต่อสู้กับอาวุโสสอง
ในการต่อสู้ระดับยอดฝีมือเช่นนี้ กระบวนท่าป้องกันตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของหลี่เยว่หานแทบจะไร้ความหมาย ในขณะที่นางกำลังจะใช้พลังจิตโจมตี เงาร่างสีขาวนวลดุจดวงจันทร์ก็วูบผ่านเข้ามาจากนอกเรือน แสงสีเงินจากกระบี่ยาวสะท้อนแสงจันทร์ดูสยดสยองยิ่งนัก
หนึ่งกระบวนท่าปลิดชีพ!
ยามที่ถังซีฟานเก็บกระบี่ อาวุโสสองยังคงถลาไปข้างหน้าได้อีกไม่กี่ก้าวแต่ก็ต้องหยุดชะงักลง พลันปรากฏรอยเลือดเส้นบาง ๆ ที่ลำคอ ดวงตาของเขาเบิกกว้างก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้น และเมื่อร่างล้มคว่ำลง ศีรษะก็หลุดกระเด็นกลิ้งไปด้านข้าง
รอยตัดนั้นเรียบกริบ อาวุโสสองตายไปทั้งที่ดวงตายังเบิกค้าง เขาคงไม่อยากเชื่อว่าตนเองจะถูกบั่นคอขาดได้เพียงดาบเดียว
อาวุโสสามและอาวุโสสี่เห็นภาพอันน่าสยดสยองตรงหน้าก็พลันหยุดดิ้นรนทันที
ทว่าถังซีฟานไม่คิดจะให้โอกาสพวกเขาสักนิดเดียว
ก่อนที่เมิ่งฉีฮ่วนหรือหลี่เยว่หานจะทันได้ห้ามปราม ถังซีฟานก็ตวัดกระบี่สังหารคนทั้งสองส่งไปสู่ปรโลกในพริบตา
“พวกมันคิดจะจัดการกับจงเจิ้งอวี่และพี่ชายของข้า ข้าไม่อาจละเว้น” หลังจากสังหารคนเสร็จแล้ว ถังซีฟานคล้ายเพิ่งรู้สึกตัวว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย นางจึงหันไปทางหลี่เยว่หานและเอ่ยอธิบายเบา ๆ
หลี่เยว่หานรับฟังด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย นางได้แต่พยักหน้าเงียบ ๆ
เดิมทีนางคิดจะไว้ชีวิตอาวุโสทั้งสาม แต่ในเมื่อถังซีฟานยืนกรานจะสังหาร นางก็ไม่อาจพูดสิ่งใดได้
เพราะคนที่พวกมันวางแผนจะทำร้ายคือจงเจิ้งอวี่
นางคิดในใจว่า หากพวกมันวางแผนจะทำร้ายเมิ่งฉีฮ่วน นางเองก็คงจะยอมเสี่ยงเปิดเผยพลังจิตเพื่อสังหารพวกมันทิ้งเช่นกัน
เมื่อเอาใจเขามาใส่ใจเรา การกระทำของถังซีฟานจึงนับว่าสมเหตุสมผลแล้ว
อาวุโสใหญ่เรียกคนมาจัดการทำความสะอาดที่เกิดเหตุ อาวุโสห้าปลีกตัวไปสนทนากับเมิ่งฉีฮ่วน ส่วนหลี่เยว่หานก็นั่งดื่มชาเป็นเพื่อนถังซีฟานที่ศาลา
“นานแล้วที่ข้าไม่ได้รู้สึกสะใจเช่นนี้” ถังซีฟานเอ่ยขึ้นกะทันหัน
“หืม?” หลี่เยว่หานเอียงคอถาม
“สามีของเจ้ามีวรยุทธสูงส่งยิ่งนัก หากเขามิได้สะกดอาวุโสสามและอาวุโสสี่ไว้ ข้าคงไม่อาจปลิดชีพอาวุโสสองได้ในดาบเดียว” ถังซีฟานยิ้มให้หลี่เยว่หาน ก่อนจะเย้าแหย่ว่า “สมแล้วที่เป็นทายาทของจงเจิ้งอวี่จริงๆ”
หลี่เยว่หานทั้งขำทั้งระอา “ประโยคแรกฟังดูก็ดีอยู่หรอก แต่ทำไมประโยคหลังถึงฟังดูแปลก ๆ กันนะ”
“ข้าชมคนไม่ค่อยเก่ง” ถังซีฟานเอ่ยเสียงเรียบ “แต่ข้าอยากบอกว่า เจ้าดีต่อพวกเราจริง ๆ”
หลี่เยว่หานเม้มปากเงียบ สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านร่างของสตรีทั้งสอง นำพากลิ่นอายไปไกลแสนไกล… ไกลไปถึงจักรวรรดิตงฮั่น ถึงจวนกั๋วกง และถึงตัวของเมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิง
ตั้งแต่จากลูก ๆ มานานขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่เยว่หานรู้สึกคะนึงหาเจ้าตัวเล็กทั้งสองอย่างสุดซึ้ง
ถังตงฝานและจงเจิ้งอวี่ใช้เวลาแช่น้ำอยู่นานโข จนกระทั่งการต่อสู้ข้างนอกสิ้นสุดลงไปนานแล้ว ทั้งคู่ถึงได้เดินออกมาด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่า
ดูเหมือนว่าสุขภาพของถังตงฝานจะดีขึ้นมาก เขาเรียกคนมาให้นำน้ำในอ่างไปเททิ้งทันที
ภายใต้แสงจันทร์ หลี่เยว่หานสังเกตเห็นว่าน้ำเหล่านั้นดูผิดปกติ นางจึงเดินเข้าไปใกล้แล้วพลันต้องเอามือบีบจมูก
สวรรค์! น้ำพุหว่านอู้เซิงเหล่านั้นไม่เพียงแต่มอดดับความแวววาวลง แต่มันยังส่งกลิ่นเหม็นไหม้รุนแรง อีกทั้งสีของน้ำยังกลายเป็นสีแดงคล้ำจนเกือบดำสนิทภายใต้แสงจันทร์…
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานบีบจมูกทำหน้าเหยเก เมิ่งฉีฮ่วนก็จูงมือนางเดินไปหาพวกถังตงฝาน หลี่เยว่หานรีบถามทันที “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่?”
ถังตงฝานยิ้มกว้างพลางตบอกตัวเอง “ข้าดีขึ้นมากแล้ว! แม้แต่บรรพชนของเจ้าก็ยังรู้สึกสบายตัวขึ้นไม่น้อยเลย!”
‘บรรพชนของเจ้าน่ะสิ บรรพชนของเจ้า!’
หลี่เยว่หานลอบประชดประชันในใจ แต่กระนั้นนางก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มที่มุมปาก
อย่างน้อยถังซีฟานก็คงเบาใจได้แล้ว เพราะอย่างน้อยในช่วงเวลาอันใกล้นี้ จงเจิ้งอวี่คงยังไม่จากนางไปไหนแน่นอน