ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 531 จดหมายจากฮ่องเต้หลิงอวิ๋น
บทที่ 531 จดหมายจากฮ่องเต้หลิงอวิ๋น
เมื่อไร้ซึ่งกลุ่มของอาวุโสสองที่คอยสร้างความวุ่นวาย การจัดระเบียบเกาะถงเซิงใหม่ก็เสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว
ทางด้านแคว้นตงฮั่น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นถึงกับส่งอินทรีสื่อสารมาหาเมิ่งฉีฮ่วนเป็นพิเศษ โดยหวังว่าเขาจะไม่ทำอะไรที่เกินเลยไปนัก อย่างเช่นการยึดครองเกาะถงเซิงเอาไว้เสียเอง
ต้องยอมรับว่าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นผู้นี้ขวัญผวากับเมิ่งฉีฮ่วนเข้าเสียแล้ว
แม้ตัวเมิ่งฉีฮ่วนจะไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่กลับสามารถวางแผนล่วงหน้าเพื่อจัดการทุกอย่างในเมืองหลวงได้อย่างเบ็ดเสร็จ เรียกได้ว่าวางแผนรัดกุมจนไร้ช่องโหว่
เมิ่งฉีฮ่วนที่เป็นเช่นนี้ทำให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นรู้สึกถึงวิกฤตความมั่นคงอย่างมาก ถึงขนาดที่เมื่อทรงทราบว่าคนของสิบสองถ้ำแห่งหนานเจียงติดตามเมิ่งฉีฮ่วนไป ก็แอบหวังลึก ๆ ให้พวกเขาสังหารเมิ่งฉีฮ่วนทิ้งเสียระหว่างทาง
เพื่อที่ราชบัลลังก์แห่งตงฮั่นจะได้ไม่ถูกสั่นคลอน
ทว่าคนของหนานเจียงไม่เพียงแต่จะปลิดชีพเมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ แต่ยังถูกเมิ่งฉีฮ่วนตลบหลังแจ้งเบาะแสกลับมายังราชสำนักเสียอีก
เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องเช่นนี้ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นย่อมไม่อาจเพิกเฉยได้ เพราะเมิ่งฉีฮ่วนอยู่ที่ชายแดนและใช้อินทรีสื่อสารเฉพาะของกองทัพส่งตรงถึงเมืองหลวง ข่าวนี้จึงมาถึงในระหว่างที่พระองค์ทรงออกว่าราชการต่อหน้าเหล่าขุนนางนับร้อย
หากไม่จัดการ ย่อมต้องเกิดความวุ่นวายตามมาเป็นแน่
ดังนั้น แม้ในตอนนั้นฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะไม่เต็มใจช่วยเมิ่งฉีฮ่วนเพียงใด แต่ก็ต้องจำยอมยื่นมือเข้าช่วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนว่าพระองค์ไม่ได้คาดคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ แม้การเป็นเมืองแม่จะฟังดูดี แต่ย่อมไม่สะใจเท่ากับการได้ขยายอาณาเขตแผ่นดินของตนเอง
และด้วยเหตุนี้เอง ในตอนที่เมิ่งฉีฮ่วนพากำลังคนไปทำลายค่ายกลสมุทรของเกาะถงเซิง ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงมัวแต่วุ่นวายกับการจัดการเรื่องราวในเหลียวปี้เลี่ยตง จนไม่มีแก่ใจจะลงมาขัดขวาง
กว่าพระองค์จะทรงหาเวลามาจัดการเรื่องเกาะถงเซิงได้ เมิ่งฉีฮ่วนก็ขึ้นเกาะไปเรียบร้อยแล้ว
กว่าจดหมายจะไปถึงเกาะ เมิ่งฉีฮ่วนก็กลายเป็นพันธมิตรกับถังตงฝานผู้เป็นเจ้าเกาะไปเสียแล้ว
และเมื่อจดหมายฉบับสุดท้ายของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมาถึงมือ เมิ่งฉีฮ่วนก็ได้ส่งตัวเหล่าเด็ก ๆ ที่ต้องการกลับบ้านไปถึงตงฮั่นจนครบถ้วน ส่วนตัวเขาเองก็กำลังก้าวเท้าขึ้นเรือมุ่งหน้าไปยังเมืองเทียนซิงอู่เหอแล้ว
เมิ่งฉีฮ่วนมองจดหมายในมือพลางหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
“เขียนว่าอะไรอีกหรือ? ข่มขู่เจ้าอีกแล้วรึ?” หลี่เยว่หานเองก็มองเล่ห์เหลี่ยมของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นออกทะลุปรุโปร่ง เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะ นางจึงเดินเข้ามาใกล้
สายลมทะเลพัดพาสลวยผมของนางให้พลิ้วไหวไปด้านหลังอย่างอ่อนโยน สายตาของเมิ่งฉีฮ่วนฉายแววนุ่มนวลขณะส่งจดหมายให้นาง “จดหมายบอกว่าให้รับอาอี้กับอานิ่งเข้าวัง โดยจะให้ฮองเฮาเป็นผู้ดูแลด้วยพระองค์เอง”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ฉวยจดหมายจากมือเมิ่งฉีฮ่วนมาอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขยำจดหมายจนเป็นก้อนด้วยความโมโห “ช่างน่าเจ็บใจนัก!”
“อย่ากังวลไปเลย ฮองเฮาไม่เคยหวังให้ข้ากับฮ่องเต้หลิงอวิ๋นต้องผิดใจกัน นางย่อมต้องดูแลเด็กทั้งสองอย่างดีแน่นอน อีกทั้งยังมีมู่หวังเฟยอยู่อีกคน พวกนางสองคนไม่มีทางปล่อยให้เด็ก ๆ เป็นอันตรายแน่” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยออกมาจากความรู้สึกจริงใจ
เขารู้อย่างถ่องแท้ว่าฮองเฮาและมู่หวังเฟยจะไม่มีวันยอมให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทำร้ายอาอี้กับอานิ่งเด็ดขาด นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาหัวเราะเมื่อได้เห็นจดหมายฉบับนี้
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเองก็คงจะรู้ดีกว่าใครเพื่อน ที่ทรงทำเช่นนี้ก็เป็นเพียงการข่มขวัญเพื่อรักษาอำนาจเท่านั้น
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋น ผู้เป็นจักรพรรดิเจ้าเล่ห์และเปี่ยมด้วยความสามารถ ได้กลายเป็นเพียงหุ่นเชิดของอำนาจที่เอาแต่คอยถ่วงดุลการเมืองในราชสำนักไปเสียแล้ว
เมิ่งฉีฮ่วนโอบหลี่เยว่หานเข้าสู่อ้อมกอด ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “เจ้าชอบวังหลวงหรือไม่?”
หลี่เยว่หานไม่ได้ตอบในทันที
เมิ่งฉีฮ่วนอดไม่ได้ที่จะหยอกเย้านาง “เจ้าวางใจเถิด ที่ข้าบอกว่าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นั้น ข้าพูดจากใจจริง”
“วังหลวงนั้นวิจิตรงดงาม ยิ่งใหญ่อลังการ หากมองในแง่ของงานศิลปะ ข้าย่อมชอบวังหลวงแน่นอน” หลี่เยว่หานถอนหายใจและเอนศีรษะซบลงบนอกของเมิ่งฉีฮ่วนพลางโอบกอดเอวที่เเข็งแรงของเขาไว้ “แต่หากจะให้ข้าเข้าไปอาศัยอยู่ในวังหลวง ข้าไม่มีวันยินยอมเด็ดขาด”
เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าเองก็ไม่ยินยอม”
เขาเอ่ยพลางก้มลงจุมพิตที่กระหม่อมของนาง “เพียงแต่สงสารอาอี้กับอานิ่งของเรา ที่ต้องไปอยู่ในวังหลวงสักพักทั้งที่ยังไม่เดียงสา”
“พวกเราจะกลับกันเมื่อใด?” หลี่เยว่หานถาม “ตอนนี้ผ่านไปครึ่งปีแล้ว การจัดการเมืองเทียนซิงอู่เหอก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเสร็จสิ้นได้ในเวลาสั้น ๆ เราคงจะรั้งอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้”
“อีกสองเดือนเถิด ขอกเวลาให้ข้าอีกสองเดือน เมื่อเมืองเทียนซิงอู่เหอเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ข้าจะรับภรรยาและลูกของเจียงหมิงมาอยู่กับเขา และฝากให้เขาเป็นผู้ดูแลที่นั่นแทน” อันที่จริงเมิ่งฉีฮ่วนอยากจะพูดถึงอีกคนหนึ่งด้วย แต่เมื่อนึกถึงหลี่เยว่หาน เขาก็ตัดสินใจเก็บคำพูดนั้นไว้
“ตกลงตามนี้ กลับไปเมืองเทียนซิงอู่เหอครั้งนี้แล้วอยู่อีกสองเดือน เราจะออกเดินทางกลับเมืองหลวงของตงฮั่นกัน” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางซุกศีรษะเข้ากับอกของเขาอย่างออดอ้อน
“อืม ตกลงตามนั้น” เมิ่งฉีฮ่วนตบศีรษะนางเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
ภายในห้องโดยสารของเรือ
จงเจิ้งอวี่ที่มองดูคนทั้งสองโอบกอดกันดูน้ำทะเลอยู่ริมกราบเรือ อดไม่ได้ที่จะกระแอมไอออกมาอย่างเขิน ๆ ก่อนจะก้มลงมองถังซีฟานที่อยู่ข้างกาย “เอาเป็นว่า… พวกเราออกไปดูวิวกันบ้างดีหรือไม่?”
ทว่าถังซีฟานกลับกลอกตาใส่ “อยากจะออกไปดูทายาทของเจ้าพลอดรักกัน หรือว่าเจ้าเองก็อยากจะอวดความรักกับเขาด้วยล่ะ? ตาแก่ไร้ยางอาย!”
พูดจบ ถังซีฟานก็สะบัดหน้ากลับห้องไป ทิ้งให้จงเจิ้งอวี่ได้แต่ยืนอึ้งพลางหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
นับตั้งแต่ได้แช่น้ำพุหว่านอู้เซิงเป็นครั้งแรก ร่างกายของจงเจิ้งอวี่ก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น ส่วนพลังลมปราณของถังตงฝานก็ได้รับการฟื้นฟู
เมื่อหลี่เยว่หานทราบเรื่อง นางจึงอยากให้ทั้งสองแช่น้ำพุหว่านอู้เซิงทุกวัน
แม้หลี่เยว่หานจะบอกว่าน้ำพุนี้มีให้ใช้ไม่อั้น แต่จงเจิ้งอวี่และถังตงฝานกลับปฏิเสธด้วยความเกรงใจ จนถังซีฟานต้องเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ในที่สุดหลี่เยว่หานก็ยอมอ่อนข้อให้ โดยตกลงส่งน้ำพุให้พวกเขาแช่สามวันครั้ง แต่มีเงื่อนไขว่าทั้งคู่ต้องแยกกันแช่
จนถึงตอนนี้นับว่าแช่มาสามครั้งแล้ว สุขภาพของจงเจิ้งอวี่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนถังตงฝานเองสีหน้าก็ดูผ่องใสขึ้นมาก แม้แต่เส้นผมที่เคยขาวโพลนก็เริ่มกลับมาดำขลับ สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคนยิ่งนัก
ครั้งนี้เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานจะกลับเมืองเทียนซิงอู่เหอ จงเจิ้งอวี่จึงขอติดตามไปดูด้วย
ในเมื่อถังซีฟานชอบเมืองเทียนซิงอู่เหออยู่แล้ว นางย่อมไม่ปฏิเสธ และแน่นอนว่าถังตงฝานก็ต้องตามไปด้วย
เกาะถงเซิงจึงถูกฝากไว้ให้อาวุโสใหญ่และอาวุโสห้าดูแล ในบรรดาผู้ร่วมเดินทางทั้งห้าคนนี้ มีเพียงถังตงฝานคนเดียวที่เป็น ‘สุนัขโสด’ *[1]
อย่างไรก็ตาม ทั้งสามคนล้วนอยู่ในฐานะบรรพบุรุษของเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หาน โดยเฉพาะจงเจิ้งอวี่ที่เป็นบรรพบุรุษตัวจริงเสียงจริง ดังนั้นเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานจึงไม่กล้าเย้าแหย่พวกเขา
แต่ถังซีฟานนั้นต่างออกไป นางไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย หลังจากถังตงฝานถูกนางเหน็บแนมรุนแรงไปหลายครา เขาก็ถึงกับหงอยไปหาเฮ่อเจิ้งเทียนเพื่อขอประลองฝีมือแก้เขิน
ผลที่ตามมาก็คือ เฮ่อเจิ้งเทียนมักจะถูกถังตงฝานอัดจนน่วมเป็นสุนัข…
ตอนแรกเฮ่อเจิ้งเทียนคิดจะปฏิเสธ แต่ภายหลังกลับพบว่าการได้ประลองกับถังตงฝานทำให้เขาได้ประโยชน์มากมาย หลังจากนั้นเขาก็เต็มใจเป็นกระสอบทรายให้ถังตงฝานทุบตีอย่างมีความสุขทุกวัน
เรื่องนี้ทำให้ถังซีฟานถึงกับทนดูไม่ได้ หากนางไม่รู้มาก่อนว่าพี่ชายเคยมีพี่สะใภ้ นางคงอดสงสัยในรสนิยมทางเพศของพี่ชายคนนี้ไม่ได้เสียแล้ว…
เรือลำใหญ่ล่องลอยอยู่ในทะเลเป็นเวลาห้าวัน เนื่องจากไม่ต้องรีบร้อนเหมือนขามา ความเร็วในการเดินเรือจึงช้าลงเล็กน้อย
เมื่อเดินทางมาถึงท่าเรือใต้ จงเจิ้งอวี่และถังตงฝานก้าวลงจากเรือ เมื่อได้เห็นท่าเรือที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน ชายทั้งสองก็พลันเกิดความรู้สึกคะนึงหาอดีตอย่างรุนแรงจนขอบตาเริ่มแดงก่ำ
[1] สุนัขโสด (单身狗) เป็นคำสแลงภาษาจีนยอดฮิตที่ใช้เรียกตัวเองหรือคนอื่นที่ไม่มีแฟนแบบติดตลกและเอ็นดู