ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 532 พ่อมาหาเจ้าแล้ว
บทที่ 532 พ่อมาหาเจ้าแล้ว
เนิ่นนานเหลือเกิน… นานนับปีที่คนทั้งสองไม่ได้เห็นความคึกคักวุ่นวายเช่นนี้
ถังซีฟานยืนอยู่เคียงข้างจงเจิ้งอวี่ นางกุมมือที่มีข้อนิ้วชัดเจนของเขาไว้ เมื่อสัมผัสได้ว่ามือคู่นั้นสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น หัวใจของนางก็พลันรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา
นางไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ในช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา จงเจิ้งอวี่กับพี่ชายของนางต้องก้าวผ่านมันมาได้อย่างไร แต่ในยามที่เห็นคนทั้งสองยืนทำตัวไม่ถูกอยู่กับที่เนิ่นนานเช่นนี้ ในใจของถังซีฟานก็บังเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมา
ยังดีที่นางกลับมาแล้ว ช่วงเวลาต่อจากนี้ นางจะเป็นคนคอยอยู่เคียงข้างพวกเขาเอง
“ท่านอ๋อง รถม้ามาถึงแล้วขอรับ” เฮ่อเจิ้งเทียนรับหน้าที่ติดต่อกับผู้คนในท่าเรือใต้ เขาจึงจัดการเตรียมรถม้าสำหรับคนทั้งคณะไว้ล่วงหน้า
และเป็นเพราะการรอรถม้านี่เอง ที่ทำให้จงเจิ้งอวี่และถังตงฝานมีเวลาค่อย ๆ จัดการกับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตนเอง
รถม้าสองคันถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการเดินทางหนึ่งวันเต็ม เพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานใช้เป็นที่พักและที่ทำการก่อนหน้านี้
หลังจากสอบถามความเห็นของจงเจิ้งอวี่และถังตงฝานแล้ว พวกเขาตัดสินใจที่จะไม่หยุดพักที่ท่าเรือใต้ แต่มุ่งตรงไปยังจุดหมายปลายทางทันที
แน่นอนว่านี่เป็นผลงานของถังซีฟาน
หากไม่ใช่เพราะถังซีฟานคอยบอกเล่าข้อดีและโฆษณาชวนเชื่อไม่หยุดปากว่าแถวที่พักนั้นรุ่งเรืองเพียงใด จงเจิ้งอวี่และถังตงฝานคงเลือกที่จะรั้งอยู่ที่ท่าเรือใต้ต่ออีกหลายวันเป็นแน่
แม้คนทั้งสองจะไม่ใช่ผู้ที่หลงใหลในการเที่ยวเล่น แต่ชีวิตที่ต้องบำเพ็ญตบะอยู่บนเกาะเงียบเชียบมานานปีนั้นช่างยากลำบากยิ่งนัก เรื่องที่บอกว่าไม่แยแสโลกีย์ล้วนเป็นคำลวงทั้งสิ้น มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ย่อมไม่มีทางที่จะไม่ถวิลหาไออุ่นจากกระแสธารแห่งผู้คน
…..
หลังจากรถม้าวิ่งตะบึงมาหนึ่งวันหนึ่งคืน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงจวนท่านเก้าที่ถูกจัดตั้งขึ้นชั่วคราว
เมื่อมองดูป้ายหน้าประตูที่มีตัวอักษรสีทองอร่ามสามตัว จงเจิ้งอวี่ก็หันไปมองเมิ่งฉีฮ่วนพลางหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “เหตุใดจึงต้องเป็นท่านเก้า?”
“ข้าเป็นโอรสลำดับที่เก้าของเสด็จพ่อน่ะสิ” เมิ่งฉีฮ่วนโคลงศีรษะไปมา “แต่บรรดาโอรสทั้งเก้าของเสด็จพ่อ สุดท้ายก็เหลือเพียงข้ากับฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเท่านั้น”
พูดจบ เขาก็จูงมือหลี่เยว่หานเดินเข้าประตูใหญ่ไป
จงเจิ้งอวี่มองตามแผ่นหลังของเมิ่งฉีฮ่วนด้วยสายตาลึกล้ำ
ในอดีตที่เขาบุกเบิกดินแดนและสถาปนาแคว้นตงฮั่นขึ้นมา ความจริงแล้วเขาก็ทำเพื่อความปรารถนาส่วนตัวของตนเองเท่านั้น
ทว่าลูกหลานของเขาปกปักษ์รักษาแคว้นตงฮั่นมานานถึงสามร้อยปี ทั้งยังทำให้เป็นแคว้นที่แข็งแกร่งเกรียงไกร ในตอนแรกเรื่องนี้ทำให้จงเจิ้งอวี่รู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง
แต่ในยามนี้ เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยต่อหน้าเขาว่าโอรสทั้งเก้าของฮ่องเต้องค์ก่อนเหลือรอดเพียงสองคน จงเจิ้งอวี่ก็เริ่มเกิดความสงสัยในตัวเองขึ้นมา
ล้วนเป็นผู้สืบสายเลือดของเขาทั้งสิ้น เหตุใดเมื่อครั้งที่เขามอบบัลลังก์ให้รัชทายาท บรรดาอ๋องคนอื่น ๆ กลับสงบนิ่งได้อย่างไร้ปัญหา แต่พอมาถึงรุ่นของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น การชิงบัลลังก์กลับดุเดือดรุนแรงถึงเพียงนี้
อีกทั้งเขายังรู้อีกว่า ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมีผู้สืบสกุลน้อยนิด จนถึงตอนนี้มีโอรสเพียงสามคน ปีที่แล้วก็เพิ่งจะประหารไปหนึ่งคนฐานคบคิดกับศัตรูทรยศชาติ ตอนนี้จึงเหลือเพียงโอรสองค์โตและองค์เล็ก และโอรสทั้งสองคนนี้ก็กำลังห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตายในราชสำนักตามแผนการที่เมิ่งฉีฮ่วนวางไว้
วุ่นวายถึงขั้นมองหน้ากันไม่ติดแล้ว ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกลับไม่คิดจะไกล่เกลี่ยเลยแม้แต่น้อย
ไม่รู้จริงๆ ว่าหัวใจของทายาทผู้นี้ทำด้วยสิ่งใด
จงเจิ้งอวี่มัวแต่ครุ่นคิดเรื่องต่าง ๆ ในใจ โดยที่เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้รับรู้ด้วยเลย
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานกลับมาถึง ก็ถูกเจียงหมิงเชิญตัวไปทันที เจียงหมิงบอกว่ามีแขกมาเยือนที่จวน และอยากให้คนทั้งสองออกไปต้อนรับด้วยตนเอง
หลี่เยว่หานถามเมิ่งฉีฮ่วนว่าแขกคนนั้นคือใคร แต่เมิ่งฉีฮ่วนกลับแสร้งทำเป็นไขสือบอกว่าเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน
แม้หลี่เยว่หานจะดูออกว่าเขากำลังแสร้งทำเป็นไม่รู้ แต่นางก็ไม่ได้เปิดโปงเขา
นางเดินตามเมิ่งฉีฮ่วนเข้าไปในห้องรับรอง เมื่อเห็นบุรุษร่างซูบผอมคนหนึ่งยืนหันหลังให้อยู่ หลี่เยว่หานก็พลันชะงักงันไปอย่างบอกไม่ถูก
ครั้นได้ยินเสียงเคลื่อนไหว บุรุษผู้นั้นก็หันกลับมา และนั่นคือใบหน้าที่หลี่เยว่หานคุ้นเคยเป็นอย่างดี!
เขาคือหลี่ต้าเฉิง!
“หานหาน” เมื่อหลี่ต้าเฉิงเห็นหลี่เยว่หาน เขาก็ยิ้มจนดวงตาโค้งหยี “พ่อมาหาเจ้าแล้ว!”
สิ้นคำนั้น หลี่เยว่หานก็สะท้านไปทั้งร่าง นางมองหลี่ต้าเฉิงด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา ก่อนจะหันไปมองเมิ่งฉีฮ่วน
ฝ่ายหลังพยักหน้าให้นางยืนยัน หลี่เยว่หานจึงปล่อยโฮออกมาในทันที
หลี่ต้าเฉิงที่ยามนี้เปลี่ยนชื่อเป็นหลี่เจี้ยนโบ รีบเข้าไปปลอบประโลมบุตรสาวสุดที่รัก
จากคำบอกเล่าของหลี่เจี้ยนโบ หลี่เยว่หานจึงได้รู้ว่า ภาพที่นางเห็นยามที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายในครั้งนั้น คือความตายของหลี่เจี้ยนโบจริงๆ นางรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก “ท่านพ่อ เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง ที่ทำให้ท่านต้องเสียใจ”
“พ่อเองก็ไม่คิดว่าแม่ของเจ้า… ไม่คิดว่าหวังเฟิ่งจะมีจิตใจชั่วร้ายถึงเพียงนั้น ตอนนั้นนางบอกพ่อว่าหาคู่ครองที่ดีให้เจ้า ฝ่ายชายแม้จะอายุมากกว่าเจ้าครึ่งรอบ แต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์ พ่อเองก็เคยเห็นหน้าค่าตา เขาเป็นชายหนุ่มที่นิสัยดีใช้ได้ พ่อถึงได้ยอมตกลงให้หวังเฟิ่งหลอกเจ้าว่าพ่อป่วยหนักเพื่อให้เจ้ากลับประเทศ”
เมื่อหลี่เจี้ยนโบเอ่ยถึงเรื่องนี้ แววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ “หลังจากเจ้าเกิดเรื่องพ่อถึงได้รู้ว่า ชายหนุ่มที่พ่อเห็นในตอนนั้นไม่ใช่ตัวจริงเลย พอหวังเฟิ่งเห็นว่าเงินมลายหายไปกับตาและกลัวว่าจะถูกตามล้างแค้น นางจึงยอมสารภาพความจริงกับพ่อ เมื่อพ่อรู้ว่าเจ้าเกิดเรื่อง พ่อก็ล้มป่วยหนักจนแทบเอาชีวิตไม่รอด แม้แต่งานศพของเจ้า พ่อก็ยังไปไม่ไหว”
“ตอนนั้นหวังเฟิ่งใช้ชื่อของพ่อแจ้งความเพื่อปัดความรับผิดชอบให้ตัวเองพ้นผิด ในวันที่เจ้าถูกฝัง พ่อต้องฝืนร่างกายนั่งรถเข็นให้หวังเฟิ่งเข็นไปส่งเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย วันนั้นกลุ่มอาสาสมัครของเจ้าก็มาด้วย พวกเขานำข้าวของเครื่องใช้ของเจ้ากลับมาจากต่างประเทศ หวังเฟิ่งยังโวยวายอยู่นาน นางบอกว่าจะเอาเพียงมรดกของเจ้า แต่ไม่เอาของไร้ค่าพวกนั้น”
“แต่นางไม่เอา พ่อจะเอา พ่อเก็บรวบรวมข้าวของที่เพื่อนร่วมทีมของเจ้านำกลับมา จัดวางไว้อย่างดีในห้องของเจ้า พ่อยังเก็บห้องนั้นไว้ให้เจ้าเสมอ”
หลี่เจี้ยนโบเอ่ยพลางขอบตาเริ่มแดงก่ำ ส่วนหลี่เยว่หานที่อยู่ข้าง ๆ ร้องไห้จนสะอึกสะอื้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฉีฮ่วนได้เห็นหลี่เยว่หานในสภาพเช่นนี้ อีกทั้งบุรุษตรงหน้ายังเป็นบิดาบังเกิดเกล้าของนางอีกด้วย ทำให้เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย
“ตอนที่พ่อมาถึงที่นี่ใหม่ ๆ ร่างนี้ก็แทบจะยันไว้ไม่ไหวแล้ว ยังดีที่เจ้าส่งเงินมาจากเมืองหลวง พ่อถึงได้มีเงินไปหาหมอรักษาตัว หวังเฟิ่งที่นี่ก็มีนิสัยเหมือนกับหวังเฟิ่งแม่เลี้ยงของเจ้าไม่มีผิด พอเห็นว่าพ่อกำลังจะตาย นางก็อาศัยจังหวะที่พ่อยังมีลมหายใจอยู่บังคับให้พ่อลงนามในหนังสือหย่า แล้วสะบัดหน้าไปแต่งงานกับชายแซ่หม่าเพื่อไปเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกเขา”
“ตอนแรกดูเหมือนชีวิตนางจะไปได้สวย แต่ภายหลังพ่อได้ยินมาว่า ชายแซ่หม่าคนนั้นชอบดื่มสุราและชอบทุบตีเมีย”
ระหว่างที่พูด หลี่เจี้ยนโบก็ลูบศีรษะของหลี่เยว่หานเบา ๆ “เลิกสะอึกสะอื้นได้แล้ว เจ้าเป็นแม่คนที่มีลูกถึงสองคนแล้วนะ เหตุใดจึงยังร้องไห้ขี้มูกโป่งเหมือนเด็ก ๆ เช่นนี้”
หลี่เยว่หานสูดน้ำมูกอย่างไม่ยอมแพ้พลางเอ่ยว่า “ต่อให้ข้าเป็นแม่ของลูกยี่สิบคน ข้าก็ยังเป็นเด็กในสายตาท่านพ่อเสมอ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ไม่เพียงแต่หลี่เจี้ยนโบ แม้แต่เมิ่งฉีฮ่วนเองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เจียงหมิงยิ่งได้ทีรีบเอ่ยกระเซ้า “พระชายา การจะมีลูกยี่สิบคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะขอรับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองพูดอะไรออกไป นางอายจนหน้าแดงก่ำ นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว