ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 535 วิชาสกัดน้ำมัน
บทที่ 535 วิชาสกัดน้ำมัน
สิบวันต่อมา หลี่เยว่หานสั่งให้คนหาบถังน้ำมันขนาดใหญ่สองถังตรงไปยังโถงว่าการของเมิ่งฉีฮ่วน
ประจวบเหมาะกับที่เหล่าผู้คนยังไม่แยกย้ายกันไป เมื่อเห็นหลี่เยว่หานก้าวเข้ามาในโถงว่าการ หลายคนก็ขมวดคิ้วมุ่น แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน
ทว่านับตั้งแต่ ‘วิชาเคี่ยวน้ำทะเลเป็นเกลือ’ ของหลี่เยว่หานถูกเผยแพร่ออกไปที่ท่าเรือใต้ ปริมาณเกลือที่ผลิตได้ก็พุ่งสูงขึ้น จนสามารถเติมเต็มส่วนที่ขาดแคลนของเมืองเทียนซิงอู่เหอมาตลอดสิบกว่าปีได้ในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงไม่ได้เอ่ยปากคัดค้านสิ่งใด
“เหตุใดพระชายาถึงมาที่นี่ได้เล่า” เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้พบหน้าหลี่เยว่หานมาสิบวันเต็ม เดิมทีเขาตั้งใจว่าหากเสร็จสิ้นการหารือเร็ว จะไปหานางที่โรงงาน แต่คิดไม่ถึงว่านางจะเป็นฝ่ายมาหาเขาก่อน
“ข้าเอาน้ำมันเมล็ดผักมาให้ท่านอ๋องทอดพระเนตรเจ้าค่ะ” สิ้นคำของหลี่เยว่หาน นางก็โบกมือสั่งให้คนข้างหลังหาบถังน้ำมันทั้งสองเข้ามาด้านใน
“น้ำมันเมล็ดผัก? มันคือสิ่งใดกัน? เมล็ดผักสกัดเป็นน้ำมันได้ด้วยหรือ?” ใครบางคนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ข้าว่าพระชายาเก่งกาจยิ่งนัก ไม่แน่ว่านางอาจจะสกัดน้ำมันจากเมล็ดผักได้จริง ๆ ก็เป็นได้!”
“ข้าว่าไม่น่าใช่ เมล็ดผักเป็นของเจ แต่น้ำมันต้องมาจากเนื้อสัตว์ เมล็ดผักจะเป็นน้ำมันไปได้อย่างไร!”
“พวกเจ้านี่โง่จริง พระชายายังคิดค้นวิชาเคี่ยวน้ำทะเลเป็นเกลือได้เลย ในสายตาข้า พระชายาคือผู้มีอัจฉริยภาพ!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมไปทั่ว…
เมิ่งฉีฮ่วนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เมื่อสิบวันก่อนเขาตอบตกลงเรื่องกว้านซื้อเมล็ดผักให้นางนำไปทดลองสกัดน้ำมัน เดิมทีเขาคิดว่านางแค่จะลองทำดูเล่น ๆ แต่ใครจะคิดว่านางจะทำสำเร็จจริง ๆ?
หลี่เจี้ยนโบที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นทุกคนมัวแต่ถกเถียงกันแต่กลับไม่มีใครกล้าก้าวเข้ามาดูใกล้ ๆ เพราะติดเรื่องมารยาท จึงอาสาเป็นฝ่ายก้าวออกมาถือกระบวยไม้จากมือของหลี่เยว่หาน เขาโน้มตัวลงตักน้ำมันเมล็ดผักขึ้นมาแล้วเทกลับลงไปในถังจากที่สูงเพื่อให้ทุกคนเห็นได้ชัดเจน
คราวนี้ทุกคนต่างเห็นเต็มสองตา… มันคือน้ำมันจริง ๆ!
เมิ่งฉีฮ่วนตื่นเต้นจนแทบจะปัดโต๊ะทิ้ง เขาถลาเข้าไปหาหลี่เยว่หานในไม่กี่ก้าว แย่งกระบวยมาจากมือของหลี่เจี้ยนโบเพื่อพิจารณาน้ำมันอย่างละเอียด ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างยินดี
“พระชายาช่างเก่งกาจนัก! เจ้าสกัดน้ำมันออกมาจากเมล็ดผักได้จริง ๆ ด้วย! อีกทั้งน้ำมันนี้ไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย ถึงจะหอมไม่เท่ากับน้ำมันหมู แต่มันมีกลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัว ไม่เลี่ยนเหมือนน้ำมันสัตว์ แต่กลับมีความหอมละมุน!”
ระหว่างที่พูด เมิ่งฉีฮ่วนก็ถือกระบวยน้ำมันเดินวนไปรอบโถงเพื่อให้ทุกคนได้เห็นกับตา
บางคนถึงขั้นใช้นิ้วแตะน้ำมันขึ้นมาลองชิมดู และก็เป็นจริงอย่างที่เมิ่งฉีฮ่วนว่าไว้ น้ำมันนี้ไม่มีกลิ่นคาวพุ่งเข้าจมูก แต่กลับให้กลิ่นหอมสดชื่นแทน ยิ่งทำให้ทุกคนต่างพากันยกย่องชมเชยไม่ขาดปาก!
“ทุกท่าน” หลี่เยว่หานยืนเคียงข้างเมิ่งฉีฮ่วนพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นี่คือน้ำมันเมล็ดผักที่ข้าสกัดขึ้นมา ปริมาณที่ได้มากกว่าน้ำมันสัตว์ถึงหลายสิบเท่า และนี่ก็เป็นผลผลิตจากเมล็ดผักเพียงครึ่งคันรถเท่านั้น ข้าเชื่อว่าหากเมืองเทียนซิงอู่เหอเผยแพร่วิชาสกัดน้ำมันนี้ออกไป ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน!”
สำหรับวิชาสกัดเกลือก่อนหน้านี้ เมิ่งฉีฮ่วนคำนึงถึงปัจจัยภายนอกหลายประการ สุดท้ายจึงตัดสินใจมอบหมายให้พรรคต่าง ๆ ที่ท่าเรือใต้เป็นผู้ดูแล ขณะเดียวกันเขาก็ส่งจดหมายไปหาฮ่องเต้หลิงอวิ๋น เพื่อแจ้งว่าวิชาสกัดเกลือนี้เป็นเพียงการทดลองในเมืองเทียนซิงอู่เหอ หากยืนยันได้ว่าสามารถผลิตได้ในปริมาณมากจริง ก็จะนำไปเผยแพร่ในแคว้นตงฮั่นต่อไป การทำเช่นนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มผลผลิตเกลือ แต่ยังป้องกันผู้ไม่หวังดีที่จะเข้ามาสร้างความวุ่นวายในเมืองเพียงเพื่อจะชิงวิชาสกัดเกลือไป
ทว่าในขณะที่เมิ่งฉีฮ่วนและคนอื่น ๆ เพิ่งจัดการเรื่องเกลือเสร็จสิ้น หลี่เยว่หานก็ส่งวิชาสกัดน้ำมันตามมาติด ๆ
แม้เมืองเทียนซิงอู่เหอจะเป็นเขตอิสระ แต่ก็ถูกควบคุมโดยกลุ่มพรรคต่าง ๆ ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรจึงดีกว่าแคว้นตงฮั่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากวิชาสกัดน้ำมันสามารถเผยแพร่ไปได้ทั่วเมือง เมิ่งฉีฮ่วนก็สามารถใช้สิ่งนี้เป็นผลประโยชน์เข้าแลกเปลี่ยนเพื่อสยบความเคลื่อนไหวของพรรคที่จ้องจะก่อความวุ่นวายเหล่านั้นให้สงบลงได้
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงไม่รอช้า รีบเรียกทุกคนมาประชุมเพื่อหารือเรื่องการส่งเสริมวิชาสกัดน้ำมันทันที
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือน เมืองเทียนซิงอู่เหอก็เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้
วิชาสกัดเกลือและสกัดน้ำมันที่หลี่เยว่หานมอบให้ เริ่มแพร่หลายจากท่าเรือใต้กระจายไปทั่วทั้งเมือง ชาวบ้านต่างพบว่าราคาเกลือและน้ำมันลดต่ำลง ทำให้ทุกคนปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อรู้ว่าพระชายาฉีหวังเป็นผู้คิดค้นวิชาเหล่านี้ พวกเขาต่างก็เทิดทูนหลี่เยว่หานราวกับเป็นเทพธิดา
สตรีเช่นไรกันหนอ ที่ใช้สองมือช่วยเหลือผู้คน จัดระเบียบเมือง และสร้างความมั่งคั่งให้แก่ราษฎร ช่างเหมือนกับนางฟ้าลงมาโปรดโดยแท้!
ในขณะนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นแทบจะส่งจดหมายมาเร่งรัดให้เมิ่งฉีฮ่วนและภรรยากลับแคว้นตงฮั่นทุก ๆ สามวัน
สายลับที่เขาฝังตัวไว้ในเมืองเทียนซิงอู่เหอได้เห็นการเผยแพร่วิชาทั้งสองกับตา ทั้งยังส่งเกลือทะเลและน้ำมันเมล็ดผักกลับไปยังเมืองหลวงอย่างละชุด เมื่อฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเห็นเกลือทะเลที่ละเอียดขาวนวลและได้กลิ่นหอมของน้ำมันเมล็ดผัก ในใจของเขาก็รุ่มร้อนจนแทบทนไม่ไหว
ยามนี้เขาเลิกสนใจแล้วว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะขยายอำนาจจนใหญ่โตเกินไปหรือไม่ ในหัวคิดเพียงว่าเมิ่งฉีฮ่วนเคยส่งจดหมายมาบอกว่าจะนำวิชาสกัดเกลือกลับมายังแคว้นตงฮั่น
แต่แล้ววิชาสกัดน้ำมันเล่า?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็กระวนกระวายจนนอนไม่หลับมาหลายวัน ต้องส่งจดหมายเร่งให้ทั้งสองรีบเดินทางกลับแคว้นโดยเร็ว
สองเดือนผ่านไป เมืองเทียนซิงอู่เหอก็กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง ด้วยวิชาสกัดเกลือและน้ำมันของหลี่เยว่หาน ผสมผสานกับการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและการจัดตั้งสถานบำบัดราษฎร ทำให้ชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
แม้ที่นี่จะเป็นมิติต่างภพที่กาลเวลาสับสนวุ่นวาย แต่นั่นก็ไม่ได้ลดทอนความศรัทธาอันแรงกล้าที่ชาวบ้านมีต่อหลี่เยว่หานเลยแม้แต่น้อย
ท่ามกลางความรักใคร่ของราษฎร เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานจึงเริ่มออกเดินทางกลับสู่แคว้นตงฮั่น
เจียงหมิงถูกทิ้งไว้เพื่อดูแลเมืองเทียนซิงอู่เหอแทนเมิ่งฉีฮ่วน โดยเขาสั่งให้รับตัวภรรยาและลูก ๆ ของเจียงหมิงมาอยู่ที่นี่เพื่อสร้างรากฐานครอบครัวให้เป็นปึกแผ่น
ถังตงฝาน ถังซีฟาน และจงเจิ้งหลิงซีเองก็ขออยู่ต่อ โดยอ้างว่าอยากช่วยเจียงหมิงทำงาน ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานต่างรู้ดีว่านี่คือการช่วยแบ่งเบาภาระและจัดการปัญหาที่อาจตามมาในภายหลังเพื่อไม่ให้พวกเขาต้องกังวล
อย่างไรเสียเมืองเทียนซิงอู่เหอก็ยังเป็นถิ่นของเหล่าพรรคอิทธิพลที่มีขบวนการลึกลับและยอดฝีมือปะปนอยู่ เจียงหมิงไม่ได้มีวรยุทธ์แก่กล้าเหมือนเมิ่งฉีฮ่วน ไม่แน่ว่าวันดีคืนดีอาจถูกลอบสังหารได้ทุกเมื่อ แต่หากมีทั้งสามคนคอยเป็นกำลังหนุนอยู่เบื้องหลัง ย่อมทำให้คนเหล่านั้นขยาดจนไม่กล้าลงมือโดยพลการ
ก่อนเดินทาง หลี่เยว่หานได้สั่งให้ช่างขุดห้องใต้ดินลับไว้อย่างดี นางทุ่มเงินมหาศาลใช้แผ่นเงินปูพื้นเพื่อสร้างสระน้ำขนาดใหญ่ แล้วเติมน้ำจากหว่านอู้เซิงจนเต็ม ทั้งยังกำชับถังซีฟานว่า หากน้ำในสระใกล้จะหมดให้ส่งจดหมายไปบอกนางทันที เพราะเรื่องนี้ถังซีฟานจึงรู้สึกซาบซึ้งใจในน้ำใจของนางอยู่นาน
เรือล่องอยู่ในทะเลได้ประมาณห้าวัน พวกเขาก็ขึ้นฝั่งที่อำเภอฮัวซี
ทันทีที่ก้าวลงจากเรือ ก็มีสตรีผู้หนึ่งในสภาพซมซานพุ่งตรงเข้ามา เมิ่งฉีฮ่วนตาไวรีบคว้าตัวหลี่เยว่หานหลบไปด้านข้าง สตรีผู้นั้นจึงโผเข้ากอดหลี่เจี้ยนโบเข้าอย่างจัง
“ลูกแม่… ลูกแม่… แม่ผิดไปแล้ว แม่ผิดไปแล้ว เจ้าช่วยแม่ด้วย! แม่จะถูกตีตายอยู่แล้วนะ!” หญิงเสียสติผู้นั้นร่ำไห้พลางอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา โดยที่นางไม่ทันสังเกตเลยว่าตัวเองกอดผิดคนเสียแล้ว
สีหน้าของหลี่เจี้ยนโบย่ำแย่ถึงขีดสุด แต่เขาก็ไม่ได้ยื่นมือออกไปพยุงสตรีผู้นั้นขึ้นมา
หลี่เยว่หานรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล น้ำเสียงนี้ช่างฟังดูคุ้นหูยิ่งนัก เมื่อนางก้มลงมองชัด ๆ ก็ต้องตกใจจนตัวโยน
นั่นคือ… หวังเฟิ่ง? เหตุใดนางถึงได้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้!
ใบหน้าของนางเขียวช้ำไปทั่ว เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งจนเห็นเนื้อหนังมังสา ดูจากสภาพแล้วคงถูกทุบตีทารุณมาเป็นเวลานาน
“หลีกไป! หลีกไปให้พ้น!” ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งผลักฝูงชนที่มุงดูอยู่ออกไป ในมือของเขาถือไม้พลองไว้แน่น โดยมีชายฉกรรจ์ร่างกำยำอีกสองคนเดินตามหลังมา เขาตรงเข้ามากระชากตัวหวังเฟิ่งขึ้นมาอย่างแรง “ขออภัยด้วยขอรับ เมียของข้าสมองไม่ค่อยดี เลยเข้ามาล่วงเกินผู้สูงศักดิ์”
ยังไม่ทันที่หลี่เยว่หานจะเอ่ยปาก หลี่เจี้ยนโบก็ปัดแขนเสื้ออย่างไม่ใส่ใจพลางเอ่ยเรียบ ๆ ว่า “ไม่เป็นไร รบกวนท่านหม่าคอยดูแลคนในครอบครัวให้ดี อย่าได้มาล่วงเกินผู้อื่นอีกจะดีกว่า”
ทันทีที่ได้ยินเสียงของหลี่เจี้ยนโบ หวังเฟิ่งที่อยู่ในสภาพปางตายก็เงยหน้าขึ้นมาทันควัน “หลี่ต้าเฉิง! หลี่ต้าเฉิง เจ้ายังไม่ตาย! หลี่เยว่หาน! พวกเจ้าพ่อลูกรุมหัวกันหลอกลวงข้า!”