ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 536 หลี่เจี้ยนโบ หนึ่งเดียวแห่งพ่อค้าหลวงขั้นหนึ่ง
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 536 หลี่เจี้ยนโบ หนึ่งเดียวแห่งพ่อค้าหลวงขั้นหนึ่ง
บทที่ 536 หลี่เจี้ยนโบ หนึ่งเดียวแห่งพ่อค้าหลวงขั้นหนึ่ง
“คำพูดของท่านหญิงหม่านี่ช่างฟังดูพิลึกนัก ข้ากับท่านพ่อไปรุมหัวกันหลอกลวงเจ้าตั้งแต่เมื่อใดกัน?” แม้หลี่เยว่หานจะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในช่วงที่นางไม่อยู่ แต่ยามนี้หลี่เจี้ยนโบคือบิดาผู้เป็นที่รักของนาง ไม่ใช่คนเสเพลสันดานเสียคนเดิมอีกต่อไป นางจึงกางปีกปกป้องเขาอย่างเต็มที่
หวังเฟิ่งถึงกับน้ำท่วมปาก พูดไม่ออกไปชั่วขณะ หม่าเวยเห็นเช่นนั้นก็ฟาดฝ่ามือเข้าที่ใบหน้าของนางจนมุมปากมีเลือดซึม นางไม่กล้าปริปากอีก ได้แต่ส่งสายตาเคียดแค้นชิงชังมาทางหลี่เยว่หาน ขณะที่คนสกุลหม่าลากตัวนางกลับไปอย่างไม่ใยดี
ในใจของหวังเฟิ่งยามนี้ไม่ได้มีเพียงความเกลียดชังที่มีต่อสองพ่อลูกคู่ตรงหน้า แต่นางยังพาลโกรธแค้นไปถึงหลี่หรงหรง ลูกสาวแท้ ๆ ของนางเองด้วย
หลังจากหวังเฟิ่งแต่งเข้าบ้านหม่าเวย ช่วงแรกนางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไม่น้อย แต่เพียงเดือนเดียวสันดานดิบของหม่าเวยก็เริ่มออก เขาลงไม้ลงมือตบตีนางสารพัด แม้ฐานะทางบ้านสกุลหม่าจะถือว่ามั่งคั่ง แต่หม่าเวยกลับชอบดื่มสุรา พอเมามายก็มักจะเอาความรุนแรงมาลงที่นาง หวังเฟิ่งทนรับความเจ็บปวดไม่ไหว จึงแอบเขียนจดหมายฝากคนไปส่งให้หลี่หรงหรงเพื่อขอความช่วยเหลือ
ในตอนนั้นหลี่เยว่หานยังคงนอนสลบไสลไม่ได้สติ หลี่หรงหรงที่กำลังกระวนกระวายใจเรื่องพี่สาวจึงไม่ได้คิดอะไรมาก นางส่งเงินมาให้หวังเฟิ่งหลายครั้ง ด้วยหวังว่าหากหวังเฟิ่งมีเงินติดตัว คนสกุลหม่าจะปฏิบัติกับนางดีขึ้นบ้าง
ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามที่หลี่หรงหรงคาดไว้ เมื่อคนสกุลหม่ารู้ว่าหวังเฟิ่งมีลูกสาวเป็นถึงฮูหยินน้อยในเมืองหลวง พวกเขาก็แสร้งทำดีกับนางอยู่พักใหญ่เพื่อจะให้หวังเฟิ่งช่วยฝากฝังลูกชายทั้งสองคนของสกุลหม่าให้ได้งานทำในเมืองหลวง
แต่เรื่องใหญ่เช่นนั้นหลี่หรงหรงย่อมไม่อาจยื่นมือเข้าไปก้าวก่ายได้ นางจึงทำได้เพียงส่งเงินมาปลอบใจเป็นครั้งคราว ทว่านับวันสกุลหม่าก็ยิ่งโลภมาก เงินที่ส่งมาเริ่มไม่พอถมความหิวกระหาย พวกเขาเรียกร้องมากขึ้นเรื่อย ๆ และหากวันใดหลี่หรงหรงส่งเงินมาไม่ทันใจ หวังเฟิ่งก็จะถูกทุบตีจนปางตาย
หวังเฟิ่งที่อยากเอาชีวิตรอดจึงต้องเขียนจดหมายไปกดดันหลี่หรงหรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ครั้นเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ กิจการต่าง ๆ ที่หลี่เยว่หานฝากฝังให้ตระกูลหลิ่วดูแลเริ่มดำเนินการอย่างเต็มตัว แม้หลี่หรงหรงจะมีฐานะเป็นฮูหยินน้อย แต่ภาระงานในมือก็ล้นจนแทบหยิบหย่งไม่ทัน อีกทั้งนางยังเริ่มตั้งครรภ์
แม้หลิ่วจื้อหย่วนจะเริ่มทำดีกับนางมากขึ้น แต่คนในตระกูลหลิ่วก็เริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจที่นางแอบส่งเงินกลับไปยังอำเภอฮัวซีให้มารดาอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งนางเบิกเงินจากบัญชีส่วนกลางบ่อยเข้า ผู้ดูแลร้านอวี้และบรรดาหลงจู๊ในร้านต่างก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์
หลี่หรงหรงเองก็ไม่มีเงินเก็บส่วนตัว ส่วนหลิ่วจื้อหย่วนก็เป็นบุรุษที่พึ่งพาไม่ได้ นางประคับประคองสถานการณ์มาได้ครึ่งปี จนกระทั่งจวนกั๋วกงส่งข่าวมาว่าหลี่เยว่หานกำลังจะเดินทางกลับจากอำเภอฮัวซี นางจึงรีบส่งข่าวนี้ไปบอกหวังเฟิ่งทันที
ลึก ๆ แล้วหลี่หรงหรงไม่อยากให้แม่ต้องลำบาก แต่กำลังของนางมีจำกัด สิ่งที่นางช่วยได้มีเท่านี้ นางหวังเพียงว่าพี่สาวอย่างหลี่เยว่หานซึ่งเป็นถึงพระชายาและมีกิจการใหญ่โตในเมืองหลวง หากยอมยื่นมือเข้าช่วยสักนิด ย่อมสามารถพามารดาออกจากขุมนรกสกุลหม่าได้อย่างง่ายดาย
ทว่านางก็รู้ดีว่าหลี่เยว่หานอาจไม่เต็มใจช่วย แต่จะให้นางนิ่งดูดายก็รู้สึกผิดต่อความเป็นลูก ท้ายที่สุดนางจึงเลือกบอกข่าวนี้ไป พร้อมย้ำเตือนหวังเฟิ่งว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะช่วย หลังจากนี้ไม่ว่าหวังเฟิ่งจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร นางจะไม่ส่งเงินมาให้คนสกุลหม่าผลาญเล่นอีกแล้ว
…..
ขบวนของเมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้รั้งรออยู่ที่อำเภอฮัวซีนานนัก หลังจากขึ้นฝั่งก็มุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงโดยรถม้าทันที
ฝ่ายหวังเฟิ่งที่ถูกลากกลับไปอย่างแค้นเคือง พยายามใช้คารมกล่อมคนสกุลหม่าจนยอมให้นางออกมาหาหลี่เยว่หานอีกรอบ แต่ก็น่าเสียดายที่ขบวนเดินทางไปไกลเสียแล้ว สุดท้ายนางจึงต้องกลับบ้านไปรับบทลงโทษอย่างทารุณอีกครั้ง
เมื่อกลับถึงเมืองหลวง หลี่เยว่หานจัดการให้หลี่เจี้ยนโบพักผ่อนในจวนอ๋อง ก่อนที่นางจะรีบผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดพิธีการของฉีหวังเฟยเพื่อเข้าวังพร้อมกับเมิ่งฉีฮ่วน
เมิ่งฉีฮ่วนแยกไปพบฮ่องเต้หลิงอวิ๋น ส่วนหลี่เยว่หานมุ่งหน้าไปยังตำหนักซานเป่าเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮา
“กลับมาแล้วรึ” ภายในห้องทรงอักษร ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงลอบถูพระหัตถ์อยู่ใต้โต๊ะด้วยความตื่นเต้น แต่ภายนอกยังคงแสร้งวางท่าทีเคร่งขรึมยามมองเมิ่งฉีฮ่วนทำความเคารพ
“ขอรับ ข้ากลับมาแล้ว ขอบพระทัยเสด็จพี่ที่ทรงเป็นห่วง” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าตอบ
“แล้ววิชาสกัดเกลือนั่น…” ฮ่องเต้เอ่ยถามหยั่งเชิง
“อยู่นี่ขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนหยิบแผ่นกระดาษออกจากแขนเสื้อส่งให้ขันทีหรู ขันทีเฒ่ารีบรับไปประคองวางไว้บนโต๊ะทรงอักษรอย่างระมัดระวัง
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นถึงกับทิ้งมาด รีบก้มลงอ่านเนื้อความทันที “เคี่ยวน้ำทะเลเป็นเกลือ?” ทรงขมวดคิ้วสงสัย “น้ำทะเลนี่สกัดออกมาเป็นเกลือได้จริงรึ?”
“ทูลฝ่าบาท” เมิ่งฉีฮ่วนประสานมือตอบด้วยท่าทางสบาย ๆ “ข้าทดลองที่ท่าเรือใต้ เมืองเทียนซิงอู่เหอมาสองเดือนเต็ม วิชาเคี่ยวน้ำทะเลนี้เรียกอีกอย่างว่าการตากเกลือ วิธีที่ง่ายที่สุดคือตักน้ำทะเลบริสุทธิ์มาใส่ในภาชนะเหล็ก ต้มจนเดือดจะได้น้ำเกลือเข้มข้นที่มีรสขม จากนั้นเคี่ยวต่อไปจนน้ำแห้ง สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในกระทะก็คือเกลือเม็ดบริสุทธิ์”
“ข้าลองชิมเกลือที่ได้จากการต้มแล้ว รสชาติบริสุทธิ์และไม่มีความขมหลงเหลืออยู่เลย”
“แต่การต้มนั้นค่อนข้างสิ้นเปลืองทั้งแรงงานและฟืนไฟ จึงยังมีอีกวิธีหนึ่งคือการตากเกลือบนลานทรายขอรับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้สั่งให้ขันทีหรูไปนำเกลือที่เคยส่งมาจากเมืองเทียนซิงอู่เหอมาพิจารณาเทียบดู “เกลือที่เคี่ยวจากน้ำทะเลมันละเอียดขนาดนี้เชียวรึ?”
“แน่นอนว่าไม่ขอรับ ต้องผ่านการบดอย่างง่ายเสียก่อน แต่เกลือที่ได้จากการต้มจะมีผลึกที่เปราะมาก บดเพียงนิดก็ละเอียดแล้ว”
“งั้นเจ้าลองเล่าเรื่องการตากเกลือมาสิ” ฮ่องเต้ส่งเกลือคืนให้ขันทีหรูพลางเอ่ยต่อ “เรื่องดี ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อราษฎรเช่นนี้ เหตุใดเจ้าถึงไปเริ่มเผยแพร่ที่เมืองเทียนซิงอู่เหอก่อนเล่า!”
เมิ่งฉีฮ่วนนิ่งเงียบ แย้มยิ้มบาง ๆ มองฮ่องเต้อย่างรู้ทัน จนอีกฝ่ายเริ่มเสียอาการ
“ก็ได้ ๆ ข้ารู้ว่าที่นั่นเป็นเขตอำนาจของเจ้า ข้าจะไม่ก้าวก่าย พอใจหรือยัง!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นบ่นอุบ
“ฝ่าบาท วิชาสกัดเกลือนี้เป็นผลจากการทดลองของชายาข้าขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยเตือนความจำ
“เจ้าต้องการอะไรอีก? ข้าก็แต่งตั้งนางเป็นฮั่นหรงฟูเหรินไปแล้วนะ นี่ยังจะขอรางวัลเพิ่มให้อีกรึ?” ฮ่องเต้พึมพำอย่างขัดใจ
“ต้องให้ขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้ายืนยันอย่างหน้าตาเฉย ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับสำลักคำพูด
ครั้นจะปฏิเสธ ฮ่องเต้ก็นึกขึ้นได้ว่าหลี่เยว่หานยังมีวิชาสกัดน้ำมันเมล็ดผักที่ว่ากันว่าหอมฟุ้งและผลิตได้คราวละมาก ๆ ซึ่งทางเมืองหลวงเคยพยายามทดลองทำแต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า
เจตนาของเมิ่งฉีฮ่วนยามนี้ชัดเจนยิ่งนัก… วิชาสกัดเกลือแบบต้มน้ำน่ะให้ฟรีได้ แต่วิชาตากเกลือที่ให้ผลผลิตมากกว่า รวมถึงวิชาสกัดน้ำมันเมล็ดผักนั้น—ไม่มีของฟรีในโลกแน่นอน
“แล้วเจ้าว่าข้าควรจะตบรางวัลให้ฮั่นหรงฟูเหรินอย่างไรดีเล่า!” ฮ่องเต้ถอนหายใจยาว ถามประชดประชัน
“เยว่หานมีกิจการมากมายในเมืองหลวง…” เมิ่งฉีฮ่วนเริ่มโปรยทาง
ฮ่องเต้เลิกคิ้วขึ้นสูง “พ่อค้าหลวงรึ? แต่ฮั่นหรงฟูเหรินเป็นชายาของเจ้า หากจะตั้งนางเป็นพ่อค้าหลวงแยกต่างหาก ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก”
“ยามนี้ท่านพ่อของเยว่หานพักอยู่ในจวนอ๋อง และนางยังเป็นบุตรบุญธรรมของตระกูลหลิ่วด้วยขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจความกังวลของฮ่องเต้
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเม้มริมฝีปากครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้น ข้าขอแต่งตั้ง หลี่เจี้ยนโบ บิดาของฮั่นหรงฟูเหริน ให้เป็น พ่อค้าหลวงขั้นหนึ่ง และให้ตระกูลหลิ่วได้รับสิทธิ์ทางการค้านี้ตามไปด้วย”
“ข้าขอบใจเสด็จพี่แทนชายาด้วยขอรับ เสด็จพี่… ประเดี๋ยวข้าจะฝนหมึกให้เอง ท่านจะได้รีบลงนามในราชโองการ ขันทีหรู ท่านรีบไปเตรียมตัวเถิด ประเดี๋ยวต้องไปประกาศราชโองการที่จวนฉีอ๋องและจวนตระกูลหลิ่ว” เมิ่งฉีฮ่วนก้าวเข้าไปฝนหมึกอย่างรวดเร็วพลางส่งยิ้มกว้างให้ฮ่องเต้อย่างผู้ชนะ