ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 551 ยังไม่ตาย
บทที่ 551 ยังไม่ตาย
หลี่เยว่หานคาดไม่ถึงเลยว่าหลี่เจี้ยนโบจะลงมือกะทันหันเช่นนี้ นางถึงกับยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
เมิ่งฉีฮ่วนตั้งสติได้รวดเร็วกว่า เขาประคองหลี่เยว่หานให้ถอยออกไปด้านข้าง ก่อนจะสั่งการให้เฮ่อเจิ้งเทียนรีบเข้าไปจัดการกับสถานการณ์ที่เหลือทันที
หลังจากที่หลี่เจี้ยนโบตวัดกระบี่ปลิดชีพหวังเฟิ่งไปแล้ว สองมือของเขายังคงสั่นเทาไม่หยุด สีหน้าซีดเซียวดูไม่สู้ดีนัก
เมิ่งฉีฮ่วนสั่งให้อวี้จวงพาทั้งหลี่เยว่หานและหลี่หรงหรงกลับไปรอที่รถม้า จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาหลี่เจี้ยนโบแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพ่อตา”
“ท่านอ๋อง” หลี่เจี้ยนโบหันกลับมาด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน “ทำให้ท่านต้องมาเห็นเรื่องที่น่าหัวร่อเสียแล้ว”
“เรื่องในวันนี้ ต้องขอบคุณท่านพ่อตาที่ช่วยจัดการ”
ชาวบ้านโดยรอบที่เห็นคนตายต่างพากันแตกตื่นโกลาหล หากไม่ใช่เพราะมีเจ้าหน้าที่คอยกันฝูงชนไว้ เรื่องคงจะวุ่นวายกว่านี้มาก เมิ่งฉีฮ่วนจึงเลือกที่จะพูดด้วยเสียงเบาเพราะเกรงว่าจะมีใครแอบได้ยิน
เมิ่งฉีฮ่วนไม่รู้ว่าวิญญาณของหลี่ต้าเฉิงได้กลายเป็นหลี่เจี้ยนโบไปแล้ว เขาจึงทึกทักเอาเองว่าหลี่เจี้ยนโบยอมลงมือฆ่าหวังเฟิ่งด้วยตนเองเพียงเพื่อต้องการตัดปัญหาให้เขาและหลี่เยว่หาน
“ท่านกล่าวเกินไปแล้ว หากจะพูดไป ข้ากับนางย่อมมีความแค้นต่อกันที่ต้องชำระให้สิ้น” หลี่เจี้ยนโบยกมุมปากขึ้นยิ้ม ทว่ากลับเป็นรอยยิ้มที่ดูขื่นขมยิ่งนัก
ในช่วงหนึ่งเดือนที่เขาล้มป่วย เขาได้รับรู้ถึงความโกรธแค้นและขุ่นเคืองที่เจ้าของร่างเดิมมีต่อหวังเฟิ่ง รวมถึงความรู้สึกผิดและโหยหาที่มีต่อบุตรทั้งสอง
ก่อนจะลงมือกับหวังเฟิ่ง เหตุผลที่หลี่เจี้ยนโบหลับตาลงนั้น ก็เพื่อดึงเอาความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมออกมา เขาอยากจะรู้ว่าหากเป็นเจ้าของร่างเดิมมาพบเหตุการณ์ในวันนี้ จะยังยอมไว้ชีวิตหญิงใจโฉดผู้นี้หรือไม่
คำตอบคือไม่… เจ้าของร่างเดิมไม่มีวันไว้ชีวิตนาง ด้วยเพลิงแค้นที่สะสมมานาน ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลี่เจี้ยนโบมักจะฝันเห็นเจ้าของร่างเดิมแผดเสียงคำรามใส่เขาด้วยความคลั่งแค้นว่าเหตุใดถึงไม่ฆ่านางทิ้ง เหตุใดถึงปล่อยให้นางเสวยสุขอยู่ได้
ดังนั้น การที่เขาตัดเส้นเอ็นและเชือดคอหวังเฟิ่งเมื่อครู่นี้ หลี่เจี้ยนโบจึงไม่มีความเสียใจเลยแม้แต่น้อย
“ท่านอ๋อง!” เฮ่อเจิ้งเทียนเดินเข้ามาใกล้พลางกระซิบข้างหูเมิ่งฉีฮ่วน
เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า “ข้ารู้แล้ว เจ้าจงไปส่งหวังเฟยและฮูหยินรองหลิ่วกลับบ้านเสีย ฮูหยินรองหลิ่วได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก ให้พานางกลับไปที่จวนอ๋องก่อน รอให้ท่านหมอตรวจอาการจนแน่ใจว่าไม่เป็นอะไรแล้วค่อยส่งนางกลับตระกูลหลิ่ว”
“รับบัญชา!” เฮ่อเจิ้งเทียนรับคำสั่งแล้วจากไป
เมื่อเห็นเฮ่อเจิ้งเทียนไปแล้ว หลี่เจี้ยนโบจึงถามเมิ่งฉีฮ่วนด้วยเสียงเบาว่า “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”
“ไม่มีเรื่องอันใดหรอก” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มตอบ “เมื่อครู่นี้ท่านพ่อตาลงมือไม่ถึงแก่ชีวิต เพียงแต่บาดแผลที่ลำคอของนางค่อนข้างลึก ยามนี้ท่านหมอกำลังเร่งยื้อยุดลมหายใจนางอยู่”
กระบี่ของเฮ่อเจิ้งเทียนนั้นคมกริบและมีน้ำหนักมาก ทว่าหลี่เจี้ยนโบไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ ชาติก่อนเขาก็เป็นเพียงครูสอนหนังสือคนหนึ่ง ต่อให้ถือยอดศาตราวุธอยู่ในมือ ก็ยากที่จะปลิดชีพใครได้ภายในดาบเดียว
อย่างไรก็ตาม เมิ่งฉีฮ่วนตั้งใจจะปกปิดข่าวเรื่องที่หวังเฟิ่งยังมีชีวิตอยู่เป็นความลับ
ไม่ว่าอย่างไร การปรากฏตัวของหวังเฟิ่งในวันนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขากับหลี่เยว่หาน ในการประชุมขุนนางเช้าวันพรุ่งนี้ จงเจิ้งเสียนและจงเจิ้งอวี่ย่อมต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาโจมตีอย่างแน่นอน
แม้หลี่เจี้ยนโบจะยืนหยัดขึ้นมาสังหารหวังเฟิ่งต่อหน้าฝูงชน แต่ก่อนหน้านั้นผู้ที่ตัดสินโทษประหารนางคือเมิ่งฉีฮ่วน
เรื่องนี้อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็กก็ได้ และการที่หวังเฟิ่งยังมีชีวิตอยู่อาจมีประโยชน์ในภายหลัง เมิ่งฉีฮ่วนจึงเลือกที่จะบอกความลับนี้ให้หลี่เจี้ยนโบรับรู้เพียงคนเดียว
หลังจากส่งหลี่เจี้ยนโบกลับถึงจวนจิ้นกั๋วกงแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนจึงควบม้ากลับมายังจวนฉีอ๋อง
มู่หวังเฟยที่ทราบเรื่องล่วงหน้าได้มารอเป็นเพื่อนหลี่เยว่หานอยู่ที่จวนแล้ว ทว่าหลี่หรงหรงที่ต้องเห็นบิดาบังเกิดเกล้าลงมือสังหารมารดาต่อหน้าต่อตานั้นได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรงจนยังไม่ฟื้นคืนสติ
หลี่เยว่หานเกรงว่าน้องสาวจะเป็นอันตราย จึงส่งคนไปเชิญหมอกู่จากสำนักหมอหลวงมาตรวจดูอาการ
หลังจากหมอกู่ตรวจดูอย่างละเอียดและยืนยันว่าหลี่หรงหรงเพียงแค่สลบไปชั่วคราวและไม่มีอันตรายใด ๆ หลี่เยว่หานจึงเบาใจลง
“เยว่หาน เจ้าช่างใจอ่อนเหลือเกิน” มู่หวังเฟยมองหลี่เยว่หานที่เพิ่งโล่งใจพลางเอ่ยขึ้น “เรื่องพรรค์นี้เจ้าไม่จำเป็นต้องออกหน้าเองด้วยซ้ำ เพียงแค่ส่งอวี้จวงไปชี้แจงความจริงกับท่านผู้ว่าการสิงก็สิ้นเรื่อง การที่เจ้าไปปรากฏตัวเช่นนั้น มิเท่ากับเป็นการบอกผู้อื่นหรือว่าหญิงบ้าผู้นั้นคือแม่เลี้ยงของเจ้าจริง ๆ”
“อีกอย่าง การใส่ร้ายป้ายสีเชื้อพระวงศ์และขุนนางคนสำคัญกลางถนนย่อมมีโทษถึงตายอยู่แล้ว เจ้ายังจะไปเสียเวลาพ่นวาจากับนางเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองอีก ทำเช่นนี้ผู้อื่นจะไม่มองว่าเจ้าถูกรังแกได้ง่ายหรอกหรือ!”
มู่หวังเฟยถอนหายใจยาว “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากให้เรื่องบานปลายจนกระทบถึงชื่อเสียงของท่านพ่อเจ้า แต่คำพูดของชาวบ้านร้านตลาดน่ะ ใครจะไปเชื่อถือจริงจังกัน”
มู่หวังเฟยบ่นยืดยาวอยู่พักใหญ่ แต่หลี่เยว่หานกลับนิ่งเงียบไร้ปฏิกิริยา
เมื่อวางถ้วยชาลง มู่หวังเฟยถึงได้สังเกตเห็นว่าหลี่เยว่หานกำลังเหม่อลอยอยู่
“เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ?” มู่หวังเฟยถาม
“ความจริงวันนี้ข้าก็ไม่อยากออกหน้าเจ้าค่ะ ข้ารู้ดีว่าหากข้าออกไปจะยิ่งเป็นการยืนยันตัวตนของหวังเฟิ่ง และทำให้คำพูดของนางดูมีน้ำหนักมากขึ้น” หลี่เยว่หานเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ “เพียงแต่พี่สะใภ้เจ้าคะ ข้ามักจะคิดเสมอว่าที่อานิ่งร่างกายอ่อนแอเช่นทุกวันนี้ เป็นผลกรรมจากการที่ข้าสร้างเหตุการณ์ขาดแคลนเสบียงจนปั่นป่วนไปทั่วในตอนที่อุ้มท้องพวกเขาหรือไม่”
“ไยเจ้าถึงคิดเช่นนั้นเล่า ตอนนั้นที่ขาดแคลนเสบียงก็เป็นเรื่องสุดวิสัย อีกอย่าง ในเมืองหลวงก็ไม่มีใครล้มตายเพราะเรื่องนั้นเสียหน่อย” มู่หวังเฟยเห็นหลี่เยว่หานขอบตาแดงก่ำจึงรีบปลอบโยน “อีกทั้งตอนนี้เจ้ายังส่งเสริมวิชาถลุงเกลือและถลุงน้ำมัน การสร้างคุณประโยชน์ให้ราษฎรเช่นนี้ ย่อมต้องส่งผลบุญให้เจ้าแน่นอน!”
“ที่วันนี้ข้าออกหน้า ประการแรกคือทนเห็นหลี่หรงหรงอุ้มท้องแก่มาคุกเข่าอ้อนวอนไม่ไหว ประการที่สองข้ารู้ดีว่าหากปล่อยให้หวังเฟิ่งอาละวาดต่อไป นางย่อมถูกโบยจนตายเข้าสักวัน ข้าเองก็มีใจเห็นแก่ตัว ข้าไม่อยากให้นางตายเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานพูดพลางก้มหน้าลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลริน “หากข้ายอมปล่อยวางความแค้นต่อศัตรูได้ เบื้องบนจะยอมเมตตาอานิ่งบ้างหรือไม่เจ้าคะ”
พูดจบ หลี่เยว่หานก็ยกมือขึ้นปิดหน้าสะอื้นไห้
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานเป็นเช่นนี้ มู่หวังเฟยเองก็รู้สึกสะท้อนใจไม่ต่างกัน
นางไม่มีบุตรธิดาเป็นของตนเอง จึงไม่อาจเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ได้อย่างลึกซึ้ง ทว่าหลานชายของนางอย่างสวีซิ่งอี้นั้นแทบจะเติบโตมาในสายตาของนาง การกระทำที่อยากทำทุกอย่างเพื่อสั่งสมกุศลให้ลูกเช่นนี้ มู่หวังเฟยจึงพอจะเข้าใจได้ลึก ๆ
นางลอบถอนใจที่หลี่เยว่หานดูจะอ่อนแอลงไปมากหลังจากเป็นแม่คน แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกสงสารในความอ่อนแอนั้น มู่หวังเฟยจึงดึงหลี่เยว่หานเข้ามาโอบกอดไว้
“อย่าคิดมากเลย อย่างไรเรื่องก็ผ่านไปแล้ว ความแค้นระหว่างพ่อแม่เจ้าก็ให้พวกเขาจัดการกันเอง ไม่เกี่ยวกับเจ้าที่เป็นลูกหรอก ความตั้งใจดีที่เจ้าอยากมอบทางรอดให้หญิงโฉดผู้นั้น เบื้องบนย่อมรับรู้และส่งผลบุญถึงอานิ่งตัวน้อยของเราแน่นอน” มู่หวังเฟยพูดพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาให้หลี่เยว่หาน แล้วดึงมือนางลุกขึ้น “ไปเถิด พาข้าไปดูหลานชายหลานสาวตัวน้อยผู้น่ารักของข้าหน่อย”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็หลุดยิ้มออกมา นางพยักหน้าและเดินตามมู่หวังเฟยเข้าไปยังเรือนชั้นใน
ทันทีที่ย่างก้าวเข้าสู่เรือนชั้นใน ก็เห็นเมิ่งฉีฮ่วนกำลังยืนสนทนาอยู่กับเฮ่อเจิ้งเทียนพอดี