ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 552 ไปดูเรื่องสนุกกัน
บทที่ 552 ไปดูเรื่องสนุกกัน
“หวังเฟยอยู่ที่ใด?” ทันทีที่เมิ่งฉีฮ่วนกลับถึงจวนอ๋อง เขาก็ตรงดิ่งไปยังเรือนชั้นในทันที ทว่ากลับไม่พบร่องรอยของหลี่เยว่หาน เมื่อเห็นเฮ่อเจิ้งเทียนยืนอยู่ในลานเรือน จึงร้องเรียกถามความทันที
“หวังเฟยอยู่ที่เรือนส่วนกลางขอรับ” เฮ่อเจิ้งเทียนเดิมทีตั้งใจจะเข้ามาหยิบผ้าคลุมไหล่ของหลี่เยว่หานให้อวี้จวง เมื่อถูกเมิ่งฉีฮ่วนรั้งตัวไว้จึงตอบไปตามความจริง
โดยปกติแล้วเรือนชั้นในมิใช่ที่ที่คนนอกจะย่างกรายเข้ามาได้ง่าย ๆ แม้หลี่หรงหรงจะเป็นสตรีและมีศักดิ์เป็นน้องสาว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับหลี่เยว่หานมิได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันนัก หลี่เยว่หานจึงจัดที่พักให้นางอยู่ที่เรือนรับรองในส่วนกลางแทน แม้จะเป็นเพียงเรือนรับรอง แต่สิ่งอำนวยความสะดวกกลับครบครันและมีบ่าวไพร่คอยดูแลอย่างทั่วถึง มิให้หลี่หรงหรงต้องลำบาก
“เจ้ามานี่” เมิ่งฉีฮ่วนเห็นผ้าคลุมไหล่ในมือเฮ่อเจิ้งเทียนจึงกวักมือเรียก “หวังเฟิ่งยังไม่ตาย ข้าสั่งคนให้พานางไปรักษาแล้ว เอาผ้าคลุมมาให้ข้า ส่วนเจ้าจงนำกำลังพลหนึ่งกองไปเฝ้าที่สำนักหมอหลวงอย่างลับ ๆ หากนางฟื้นขึ้นมาเมื่อใด ให้รีบมาแจ้งข้าทันที”
“อะไรนะ! หญิงเฒ่าผู้นั้นยังไม่ตายหรือขอรับ?” เฮ่อเจิ้งเทียนถึงกับอึ้ง “หรือว่ากระบี่ของผู้น้อยจะทื่อไปเสียแล้ว?”
“คิดไปถึงไหนกัน!” เมิ่งฉีฮ่วนตบศีรษะเฮ่อเจิ้งเทียนไปหนึ่งฉาด “จิ้นกั๋วกงเป็นเพียงคนธรรมดา มิใช่ผู้ฝึกยุทธ จะลงมือให้ตายในคราเดียวได้อย่างไร!”
“แต่ผู้น้อยเห็นท่านพ่อตาตวัดกระบี่ตัดเส้นเอ็นของนางได้อย่างแม่นยำยิ่งนักนี่ขอรับ…” เฮ่อเจิ้งเทียนลูบท้ายทอยพลางพึมพำด้วยความน้อยใจ
“หากเจ้าเห็นบาดแผลของนางก็จะเข้าใจเอง” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางหยิบผ้าคลุมไหล่มาจากมือเฮ่อเจิ้งเทียน ก่อนจะปรายตามองลูกน้อง “ยังไม่รีบไปอีก!”
“ขอรับ!” เฮ่อเจิ้งเทียนขานรับเสียงใส ก่อนจะกระโดดข้ามกำแพงหายลับไปอย่างรวดเร็ว
ที่นอกประตูเรือน หลี่เยว่หานและมู่หวังเฟยยืนนิ่งอึ้งพลางสบตากัน
‘หวังเฟิ่งยังไม่ตาย?’
‘สภาพเช่นนั้นยังรอดมาได้อีกหรือ?’
‘หรือว่ามือของหลี่เจี้ยนโบจะสั่นจนพลาดไปเอง?’
นี่คือสามคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในใจของหลี่เยว่หาน
เดิมทีนางนึกว่าหวังเฟิ่งสิ้นใจไปแล้ว แม้จะรู้สึกเสียดายที่นางมิได้มีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้กรรม แต่ส่วนลึกในใจกลับรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งความรู้สึกนี้มิใช่ของหลี่เยว่หานเอง แต่มันคือตะกอนอารมณ์ที่หลงเหลือมาจากเจ้าของร่างเดิม
เจ้าของร่างเดิมเติบโตมาภายใต้การข่มเหงรังแกของหวังเฟิ่งอย่างขลาดเขลา และสุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของนาง แม้ตอนที่หลี่เยว่หานมาเข้าร่างนี้ใหม่ ๆ จะตั้งใจแก้แค้นแทนเจ้าของร่างเดิมเพียงใด แต่ทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับหวังเฟิ่ง อารมณ์ความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมมักจะเข้ามาแทรกซึมและส่งผลกระทบต่อจิตใจของนางอยู่เสมอ
ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีโอกาสหลายครั้งที่หลี่เยว่หานจะจัดการให้หวังเฟิ่งต้องย่อยยับยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ แต่นางกลับลงมือไม่ลงเสียที มิใช่เพราะความเมตตา แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกของเจ้าของร่างเดิมที่มีต่อหวังเฟิ่ง แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความรู้สึก แต่มันก็มีอิทธิพลต่อหลี่เยว่หานอย่างยิ่ง
ในยามที่เห็นหวังเฟิ่งล้มลงแทบเท้าหลี่เจี้ยนโบ หลี่เยว่หานยอมรับว่านางรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก
ทว่าตอนนี้… หวังเฟิ่งกลับดวงแข็งถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หรือจะเป็นจริงดังคำที่ว่า ‘คนโฉดมักดวงแข็งพันปี’?
“เยว่หาน?” เมิ่งฉีฮ่วนเดินออกมาจากประตูเรือนแล้วชนเข้ากับหลี่เยว่หานและมู่หวังเฟยพอดี “เจ้าได้ยินหมดแล้วหรือ?”
เมื่อเห็นสีหน้าของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนก็เดาได้ทันที
“นางยังไม่ตายจริง ๆ หรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ดูยากลำบาก
“อืม” เมื่อเห็นว่านางรู้ความจริงแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่คิดจะปิดบัง เขาพยักหน้ายอมรับ “จิ้นกั๋วกงมิใช่ผู้ฝึกยุทธ แม้กระบี่ของเฮ่อเจิ้งเทียนจะคมกริบเพียงใด แต่เขาก็ลงมือพลาดจุดสำคัญไป ประกอบกับหวังเฟิ่งตกใจสุดขีดจนสิ้นสติไปในทันที นางจึงยังพอมีลมหายใจเหลืออยู่”
“เรื่องนี้อย่าเพิ่งบอกท่านพ่อของข้านะเจ้าคะ” สิ่งแรกที่หลี่เยว่หานนึกถึงคือเรื่องนี้
นางรู้จักนิสัยพ่อของนางดี เขามิใช่คนอำมหิตโหดเหี้ยม การที่เขายอมจับกระบี่สังหารหวังเฟิ่งในวันนี้ก็เพื่อปกป้องนางและเมิ่งฉีฮ่วนเท่านั้น หลี่เยว่หานไม่อยากให้พ่อต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่ลงมือปลิดชีพคน
“วางใจเถอะ ข้าจะไม่บอกเขา” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางหันไปพยักหน้าให้มู่หวังเฟย “พี่สะใภ้ ในเมื่อท่านอยู่ที่นี่แล้ว รบกวนช่วยอยู่เป็นเพื่อนเยว่หานสักหน่อย ข้าต้องไปจัดการเรื่องข้างนอกให้เรียบร้อย เย็นนี้พวกเราค่อยมาร่วมโต๊ะอาหารกันดีหรือไม่?”
“ไปเถิด ๆ ทางนี้มีข้าอยู่ทั้งคน” มู่หวังเฟยโบกมือไล่เมิ่งฉีฮ่วนราวกับไล่แมลง
เมิ่งฉีฮ่วนคลุมผ้าไหล่ให้หลี่เยว่หานอย่างเบามือ ก่อนจะสาวเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว
เดิมทีที่เขาห่วงคืออาการของหลี่เยว่หาน เมื่อเห็นว่านางปลอดภัยดีและมีมู่หวังเฟยคอยอยู่เป็นเพื่อน เขาก็เบาใจที่จะออกไปจัดการเรื่องราววุ่นวายภายนอกจวน
“เหวินจั๋วนี่ช่างกระไร อุตส่าห์ปลีกตัวกลับมาเพื่อดูเจ้าเพียงแวบเดียวแท้ ๆ” มู่หวังเฟยดึงมือหลี่เยว่หานมากุมไว้พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเย้าแหย่ “ดีเหลือเกิน เจ้าต้องรักกับเหวินจั๋วให้มาก ๆ นะ”
หลี่เยว่หานเม้มปากน้อย ๆ “หากมิใช่เพราะเรื่องวุ่นวายในครอบครัวของข้า เขาคงจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและคล่องตัวกว่านี้เจ้าค่ะ”
“พูดจาเหลวไหล” มู่หวังเฟยแสร้งทำเป็นเคืองพลางเอาไหล่ชนหลี่เยว่หานเบา ๆ “เรื่องในครอบครัวเจ้ามิใช่ความผิดของเจ้าเสียหน่อย ใครจะไปคาดคิดว่าหญิงโฉดผู้นั้นจะเสียสติลุกขึ้นมาอาละวาด เช่นที่เจ้าบอกนั่นแหละ นางมาถึงเมืองหลวงจนเริ่มก่อเรื่องแล้วเจ้าถึงได้รับรู้ พวกเราจะไปเดาใจคนบ้าได้อย่างไร อย่าเอาเรื่องพวกนี้มาแบกไว้บนบ่าตัวเองนักเลย สิ่งใดมิใช่ความผิดของเจ้า ก็อย่าได้เก็บมาตำหนิตัวเอง”
“พี่สะใภ้กล่าวได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานเริ่มยิ้มออก ความหม่นหมองในใจมลายหายไปสิ้น นางเดินประคองกันไปกับมู่หวังเฟยเพื่อไปหาบุตรตัวน้อยอย่างสำราญใจ
อาอี้มีร่างกายที่แข็งแรงจึงเติบโตเร็วผิดกับผู้น้อง ทว่าอานิ่งกลับมิใช่เช่นนั้น เด็กหญิงตัวน้อยที่อายุเกือบจะครบขวบปีแล้วแต่กลับมีร่างกายเล็กจ้อยน่าสงสาร ด้วยเหตุนี้ทั้งแม่นมและหลี่เยว่หานจึงต้องดูแลนางอย่างพิถีพิถัน
แม้แต่หมอกู่เองก็ยังต้องแวะเวียนมาที่จวนฉีอ๋องแทบวันเว้นวัน เพราะร่างกายของอานิ่งอ่อนแอมาก มักจะมีไข้และไออยู่บ่อยครั้ง ทารกแรกเกิดมีภูมิคุ้มกันต่ำอยู่แล้ว ยิ่งอานิ่งต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมตั้งแต่ลืมตาดูโลก ร่างกายจึงยิ่งทรุดโทรมกว่าเด็กทั่วไป
เมื่อมู่หวังเฟยได้เห็นความเล็กบางของอานิ่ง นางก็เริ่มเข้าใจทันทีว่าเหตุใดหลี่เยว่หานถึงเพียรพยายามสั่งสมบุญกุศลให้ลูกนัก เด็กคนนี้ดูแล้วไม่เหมือนเด็กที่กำลังจะครบขวบปีเลยแม้แต่น้อย
หลังจากดูเด็ก ๆ และนั่งคุยกันได้ครู่หนึ่ง บ่าวจากจวนมู่หวังเฟยก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา
“หวังเฟย แย่แล้วขอรับ! คุณชายใหญ่มีเรื่องชกต่อยกับคนของจวนอู๋กั๋วกงที่กลางถนนขอรับ!” ผู้ที่มารายงานคือพ่อบ้านจวนมู่หวังเฟย ส่วนคุณชายใหญ่ที่เขากล่าวถึงก็คือ สวีซิ่งอี้ นั่นเอง
“ซิ่งอี้ไปชกต่อยกับใครที่ไหนเคยเสียเปรียบบ้าง เจ้าจะตกใจไปทำไม” มู่หวังเฟยกลับทำท่าทางเหมือนเป็นเรื่องปกติ
“มิใช่ขอรับหวังเฟย ครานี้คุณชายใหญ่มิได้เสียเปรียบก็จริง แต่คุณชายใหญ่ของจวนอู๋กั๋วกงถูกอัดจนต้องหามส่งโรงหมอ อาการสาหัสยิ่งนัก! ตอนนี้ฟูเหรินรองของจวนอู๋กั๋วกงกำลังร้องห่มร้องไห้บอกว่าจะฟ้องร้องคุณชายใหญ่ให้ถึงที่สุดขอรับ!” พ่อบ้านร้อนรนจนเดินวนไปมา
มู่หวังเฟยยังคงนิ่งสงบ “คุณชายใหญ่จวนอู๋กั๋วกง? มิใช่เป็นเพียงบุตรที่เกิดจากอนุหรอกหรือ ปกติอยู่ในจวนแม้แต่ถูกน้องสาวตบหน้ายังไม่กล้าหือ คนขี้ขลาดพรรค์นั้นน่ะหรือจะกล้ามาวางมวยกับซิ่งอี้กลางถนน?”
“นั่นล่ะขอรับ!” นิสัยของสวีซิ่งอี้นั้นถอดแบบมาจากมู่หวังเฟยไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งหยิ่งทะนงและไม่ยอมคน ตอนนี้คนหนึ่งถูกกักตัวอยู่ที่โรงหมอ ส่วนมู่หวังเฟยก็ขี้เกียจจะขยับตัว พ่อบ้านได้แต่ลอบถอนใจกับชีวิต
“บ่าวเองก็ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น เหตุใดคุณชายใหญ่ผู้ขี้ขลาดชื่อดังของจวนอู๋กั๋วกงถึงได้กล้าลงมือกับคุณชายใหญ่ของเรา เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำแน่ ๆ หวังเฟยต้องให้ความเป็นธรรมกับคุณชายใหญ่นะขอรับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่หวังเฟยก็เลิกคิ้วขึ้น เห็นคล้อยตามว่าเรื่องนี้ดูไม่ชอบมาพากล นางจึงคว้ามือหลี่เยว่หานลุกขึ้นทันที
“ไปเถิด ข้าจะพาเจ้าไปดูเรื่องสนุกกัน!”