ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 561 ออกเดินทางในอีกสามวันให้หลัง
บทที่ 561 ออกเดินทางในอีกสามวันให้หลัง
“หลบหรือ?” สวีติ้งหลานหลุดขำกับคำพูดของสวีซิ่งอี้ “เจ้าลูกชาย ตัวแสบอย่างเจ้าก็มีวันนี้กับเขาด้วยรึ!”
“ท่านพ่อ!” สวีซิ่งอี้รีบเช็ดปากพลางถอนหายใจ “ลูกรู้ว่าท่านกับท่านอาหญิงมองว่าลูกไม่เอาไหนมาตลอด แต่คนเรามันก็ต้องรู้จักเติบโตขึ้นบ้าง ปีที่แล้วลูกไปอ่านตำราอยู่ที่บ้านนอก แม้จะไม่ได้อ่านแตกฉานลึกซึ้งอะไรนัก แต่ลูกก็มีความก้าวหน้าขึ้นนะขอรับ!”
“ลูกมักจะสร้างปัญหาให้ครอบครัวจนเสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้ท่านที่เป็นถึงแม่ทัพสยบอุดรต้องขายหน้า แต่ท่านดูสิ ตั้งแต่ลูกกลับมาเกือบเดือนแล้ว ลูกยังไม่ได้ก่อเรื่องเลยสักครั้งนะขอรับ!”
พูดจบ สวีซิ่งอี้ก็เหลือบมองหลี่เยว่หานแวบหนึ่ง “วันนั้นที่คุณชายหยวนสวินอยู่ที่โรงหมอ พระชายาฉีก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย พระชายาทรงเป็นพยานให้ลูกได้นะขอรับ ว่าลูกไม่ได้ทำอะไรหยวนสวินเลยจริง ๆ! ท่านหมอก็บอกเองว่าเป็นเพราะเขาร่างกายอ่อนแอเกินไปถึงได้สลบไปเอง ลูกน่ะอดกลั้นที่สุดแล้ว!”
“อดกลั้นบ้านเจ้าสิ ถึงได้ไปจุดประทัดหน้าจวนอู่กั๋วกงตอนกลางดึกน่ะ?” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยขัดขึ้นยิ้ม ๆ “ทั้งคืนนั้นจวนอู่กั๋วกงคึกคักราวกับจัดงานเลี้ยงใหญ่ นั่นไม่ใช่ฝีมือเจ้าหรอกรึ?”
ได้ยินดังนั้น สวีซิ่งอี้ก็ฮึดฮัดอย่างไม่ยอมความ “คนจวนอู่กั๋วกงทำตัวน่ารังเกียจขนาดนั้น จะไม่ยอมให้ข้าตอบโต้เล็ก ๆ น้อย ๆ เลยหรือ อีกอย่างข้าก็แค่โยนประทัดบนหลังคากับลานว่าง ไม่ได้โยนเข้าไปในห้องนอนพวกเขาเสียหน่อย!”
หลี่เยว่หานเห็นพวกเขาคุยเล่นกันอย่างสนุกสนานก็พลอยมีความสุขไปด้วย “วันนั้นข้าไปโรงหมอกับมู่หวังเฟยจริง ๆ เจ้าค่ะ ท่านหมอบอกว่าคุณชายใหญ่ตระกูลหยวนร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ก่อนหน้านี้ยังถูกหยวนหลิงเอ๋อร์ผลักตกสระบัวจนต้องลมหนาว ร่างกายจึงยิ่งทรุดโทรม เรื่องที่เขาหมดสติไปนั้นไม่เกี่ยวข้องกับคุณชายสวีจริง ๆ เจ้าค่ะ”
“ได้ยินหรือยังท่านพ่อ ลูกไม่ได้พูดเองนะ!” สวีซิ่งอี้ดีใจขึ้นมาทันที “วันนั้นแม้พวกบ่าวรับใช้ตระกูลหยวนจะคอยยั่วยุลูก แต่ลูกดูออกว่าพวกนั้นไม่ใช่คนที่จะมาคอยปรนนิบัติหยวนสวิน หยวนสวินคนนี้แม้จะขี้ขลาดอ่อนแอ แต่ลูกก็เห็นเขามาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นคนใจอ่อนเกินไป แม้แต่คนที่ทำร้ายตัวเองยังไม่กล้าโต้ตอบ ถึงได้ถูกผู้หญิงคนหนึ่งรังแกเอาได้!”
พูดถึงตรงนี้เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบส่งยิ้มประจบหลี่เยว่หาน “แน่นอนว่าลูกไม่ได้ดูแคลนผู้หญิงนะขอรับ ข้ารู้ว่าผู้หญิงน่ะเก่งกาจมาก สามารถแบกรับภาระได้ครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน อย่างเช่นพระชายาฉีที่เป็นยอดหญิงตัวอย่างของแว่นแคว้น!”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ อีกสามวันพวกเราจะออกเดินทางไปอำเภอฮัวซีด้วยกัน เยว่หานจะเป็นคนเลือกพื้นที่ ส่วนท่านแม่ทัพสวีกับคุณชายสวีช่วยตรวจตราเรื่องฮวงจุ้ยให้ที อย่างไรเสียก็นี่เป็นนาเกลือแห่งแรกของแคว้นตงฮั่น ทำเลที่ตั้งและฮวงจุ้ยจึงสำคัญมาก” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยขัดคำเยินยอของสวีซิ่งอี้ได้ทันเวลาพอดี
สวีติ้งหลานพยักหน้ารับคำ “ตกลง อีกสามวันข้าจะพาเจ้าเด็กนี่ไปสมทบกับท่านอ๋องและพระชายาที่จวน!”
…..
หลังจากส่งสองพ่อลูกตระกูลสวีกลับไปแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็กุมมือหลี่เยว่หานขึ้นมา “ทำไมมือถึงเย็นเยี่ยงนี้”
“เย็นมาตั้งนานแล้ว ท่านก็ช่วยทำให้มันอุ่นหน่อยสิ!” หลี่เยว่หานแกล้งเอามือเย็นเฉียบแนบเข้าที่ลำคอของเมิ่งฉีฮ่วนอย่างไม่เกรงใจ
เมิ่งฉีฮ่วนหดคอตามสัญชาตญาณ ก่อนจะยกมือขึ้นกุมมือของภรรยาแนบไว้กับคอของตน “ท่านหมอกู่บอกว่าช่วงนี้เจ้าตรากตรำงานหนักเกินไป อยากให้เจ้าพักผ่อนให้มาก หลังจากนี้เรื่องสมุดบัญชีข้าจะให้ผู้ดูแลร้านอวี้กับผู้จัดการเยว่ช่วยตรวจสอบให้ละเอียด ส่งมาให้เจ้าดูแค่เดือนละครั้งก็พอ”
“ทำเช่นนั้นได้อย่างไร วิธีการลงบัญชีพวกนั้นข้าเพิ่งจะสอนพวกเขาไป หากตรวจบัญชีเดือนละครั้งจะเกิดข้อผิดพลาดและบัญชีเน่าเสียได้ตั้งเท่าไหร่ อีกอย่างอีกสามวันเราก็ต้องไปอำเภอฮัวซีแล้ว ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นอื้อ…”
เพื่อไม่ให้หลี่เยว่หานพูดต่อ เมิ่งฉีฮ่วนจึงเลือกที่จะปิดปากนางด้วยจุมพิตแทน…
สุดท้ายหลี่เยว่หานก็มิอาจขัดใจเมิ่งฉีฮ่วนได้ ตลอดสามวันมานี้ เมิ่งฉีฮ่วนเข้าประชุมเช้าเพียงครั้งเดียว เวลาที่เหลือเขาอยู่ติดจวนเพื่อดูแลนาง ส่วนกิจการในกองทัพก็ยกให้เหล่ารองแม่ทัพจัดการกันเอง
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ยอมให้นางตื่นเช้า และพานางเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำทุกคืน ช่วงกลางวันเขาก็อยู่เป็นเพื่อนอาอี้และอาหนิง ไม่ยอมให้หลี่เยว่หานต้องเหนื่อยกายแม้แต่น้อย
และสิ่งที่น่าประหลาดใจและน่ายินดีที่สุดในสามวันนี้ก็คือ อาหนิงสามารถพยุงตัวนั่งได้เองแล้ว!
ในช่วงสามวันนี้ เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานยังได้ไปเยี่ยมที่จวนมู่หวังสองครั้ง มู่หวังเฟยเมื่อทราบว่าสวีซิ่งอี้จะติดตามพวกเขาไปเลือกทำเลนาเกลือด้วยก็ตกใจจนแทบไม่เชื่อหู นางเอ่ยชมไม่ขาดปากว่าหลานชายโตขึ้นแล้วจริง ๆ ทั้งยังดูมีสง่าราศีขึ้นมาก
นอกจากนี้ เมิ่งฉีฮ่วนยังพาหลี่เยว่หานไปลอบดูอาการของหวังเฟิ่งครั้งหนึ่งด้วย
ทว่าทั้งคู่ไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็น เพียงแต่มองลงมาจากหอสูงใกล้ ๆ เท่านั้น
หวังเฟิ่งดูซูบผอมลงไปมาก คนที่คอยดูแลนางเล่าว่านางตื่นและเข้านอนตรงเวลาสม่ำเสมอ ยามว่างยังช่วยพวกบ่าวไพร่ซักผ้าทำอาหาร ดูสงบเสงี่ยมขึ้นมาก ไม่เคยโวยวายขอออกไปข้างนอก และที่สำคัญคือนางไม่ได้เอ่ยถึงหลี่เจี้ยนโปหรือลูกสาวทั้งสองคนเลย
หลี่เยว่หานรู้สึกว่าเช่นนี้ก็ดีแล้ว แต่นางยังคงไม่มีความคิดที่จะให้หวังเฟิ่งพำนักอยู่ในเมืองหลวงต่อไป คนดูแลบอกว่าร่างกายของหวังเฟิ่งนั้นย่ำแย่จากการถูกทรมานและอดอยากอย่างหนัก ยามนี้หากกินมากไปเพียงนิดก็จะปวดท้องท้องอืด จึงต้องเน้นกินทีละน้อยแต่บ่อยมื้อ
อีกทั้งขาของนางดูเหมือนจะมีปัญหา ท่านหมอตรวจแล้วบอกว่าถูกลมปราณเย็นแทรกซึม ทำได้เพียงรักษาไปตามอาการ
คาดว่าคงต้องพักฟื้นไปจนถึงปีหน้า
หลี่เยว่หานไม่ได้คัดค้านอะไร เพียงแต่กำชับว่าหากร่างกายของนางไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไกล ก็ให้ส่งนางไปอยู่ที่อารามชีใกล้ ๆ หรือส่งไปพักที่ไร่นอกเมืองแทน
ไม่ใช่ว่าหลี่เยว่หานไม่อยากเอาชีวิตหวังเฟิ่ง แต่นางเริ่มมีความเชื่อเรื่องเวรกรรมมากขึ้น เมื่อนางยอมละเว้นชีวิตหวังเฟิ่ง อาหนิงตัวน้อยก็สามารถนั่งได้เองทันที สิ่งนี้ทำให้หลี่เยว่หานเลือกที่จะมอบความเมตตาและอดทนต่อหวังเฟิ่งมากขึ้นเล็กน้อย
…..
เช้าตรู่วันที่สาม
หลี่เยว่หานผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ามาสวมชุดรัดกุมสีแดงดำ รวบผมดำขลับขึ้นเป็นหางม้าสูง ในยามที่ฟ้าเริ่มสาง เมิ่งฉีฮ่วนและภรรยาพร้อมด้วยสองพ่อลูกตระกูลสวีก็เดินทางออกจากเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ
หลังจากควบม้าห่อตะบึงมาตลอดทั้งวัน พวกเขาก็มาถึงอำเภอฮัวซีก่อนที่ความมืดจะเข้าปกคลุมโดยสมบูรณ์
แม้จะเป็นเดือนแปด แต่อำเภอฮัวซีกลับมีอากาศเย็นสบายกว่าเมืองหลวงไม่น้อย
ที่อำเภอฮัวซีก็มีเหลาอาหารปาเซียนอยู่เช่นกัน คนทั้งหมดจึงเข้าพักที่นั่น หลังจากส่งคนไปแจ้งข่าวที่ที่ว่าการอำเภออย่างเงียบเชียบแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันพักผ่อนอย่างรวดเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้ช่วยนายอำเภอโจวก็มารอพบอยู่ที่เหลาอาหารปาเซียนแต่เช้าตรู่
เดิมทีเขาคิดว่าตนเองมาเช้ามากแล้ว เพราะฟ้าเพิ่งจะสางได้เพียงครู่เดียว
ใครจะรู้ว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่เหลาอาหารปาเซียน เขาก็พบว่า ‘พระพุทธรูปองค์ใหญ่’ ทั้งสี่ท่านกินมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยและนั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
“เสียมารยาทจริง ๆ ผู้น้อยมาสายเกินไปแล้ว!” ผู้ช่วยนายอำเภอโจวเหงื่อตกด้วยความลนลาน เกรงว่าฉีอ๋องจะบันดาลโทสะสั่งตัดหัวเขาเสียตรงนั้น!
“ไม่เป็นไรหรอก เป็นเพราะพวกเราเข้านอนเร็วและตื่นเช้าเอง ท่านปลัดโจวต้องจัดการกิจธุระมากมายทุกวัน เกรงว่ายังไม่ทันได้พักผ่อนให้เต็มที่ก็รีบมาแล้วกระมัง” หลี่เยว่หานเอ่ยช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ก่อนจะสั่งให้เสี่ยวเอ้อเตรียมมื้อเช้าชุดใหม่มาให้ท่านปลัดโจวได้กินก่อนจะออกเดินทาง