ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 563 มีกลไก!
บทที่ 563 มีกลไก!
“พระชายา! พระชายา! พระชายาตกลงไปแล้ว!” ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาสุดเสียง
เมิ่งฉีฮ่วนกระโดดตัวลอยขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับพายุพัด จนทรายกระเด็นใส่หน้าผู้ช่วยนายอำเภอโจวเต็ม ๆ
แม้ขณะที่เมิ่งฉีฮ่วนปั้นทรายอยู่นั้น สายตาของเขากลับคอยชำเลืองมองไปทางหลี่เยว่หานเป็นระยะ เพราะนางไม่ยอมให้เขาเดินตาม โดยบอกว่าเขาจะทำให้เสียงาน เขาจึงทำได้เพียงเฝ้าคุ้มครองอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น
เฮ่อเจิ้งเทียนที่กำลังระวังภัยอยู่รอบ ๆ พลันได้ยินเสียงอุทานสั้น ๆ ของหลี่เยว่หาน และต้องตาค้างเมื่อเห็นนางลื่นไถลตกลงไปในถ้ำบนภูเขาต่อหน้าต่อตาจนหัวใจแทบหยุดเต้น
นอกจากเฮ่อเจิ้งเทียนแล้ว สวีซิ่งอี้ที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ทะยานร่างเข้ามาและกระโดดลงไปในถ้ำนั้นทันทีโดยไม่ลังเล
ไม่ทันที่เฮ่อเจิ้งเทียนจะเอ่ยปากเตือน ลมสายหนึ่งก็พัดผ่านร่างเขาไปอย่างรวดเร็ว เขาคว้าได้เพียงปลายชายเสื้อของเมิ่งฉีฮ่วนที่ปลิวไสวเท่านั้น
ขณะที่เขากำลังจะกระโดดตามลงไป สวีติ้งหลานก็พุ่งมาถึงและรั้งตัวเขาไว้ “ปลัดโจวเป็นเพียงบัณฑิตไร้วรยุทธ ส่วนท่านอ๋องและเสี่ยวอี้ต่างมีวรยุทธติดตัวย่อมไม่เป็นไร เจ้าคอยเฝ้าอยู่บนนี้ ข้าจะลงไปดูเอง”
พูดจบสวีติ้งหลานก็กระโดดตามลงไปโดยไม่รอฟังคำทัดทาน
เฮ่อเจิ้งเทียนได้แต่ยืนอึ้ง… ข้าต่างหากที่เป็นองครักษ์นะ! ทั้งสี่คนที่ลงไปนั่นล้วนเป็นบุคคลสำคัญระดับสูงทั้งนั้นเลยไม่ใช่หรืออย่างไร!
คิดได้ดังนั้น เขาก็รีบกำชับให้พี่น้ององครักษ์ดูแลปลัดโจวให้ดี ก่อนจะพุ่งร่างตามลงไปติด ๆ
ทางด้านหลี่เยว่หาน เดิมทีนางคิดว่าเนินเขาลูกนี้ทำเลไม่เลว จึงกำลังใช้เครื่องวัดระดับน้ำที่ทำขึ้นเองสำรวจมุมลาดชันของภูเขา ใครจะรู้ว่าก้าวพลาดเพียงนิดเดียว นางกลับตกลงไปในโพรงถ้ำที่มืดมิด
ตอนที่ตกลงมานั้นเป็นทางลาดชันแต่เต็มไปด้วยโขดหินระเกะระกะ หลี่เยว่หานไม่ได้ตั้งตัว จึงถูกก้อนหินกระแทกจนสลบไสลไปเมื่อถึงก้นถ้ำ
“พระชายา พระชายา?” เสียงหนึ่งดังแว่วมาอย่างเลือนลาง
“พระชายา ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” ชายผู้นั้นร้องเรียกพลางประคองหลี่เยว่หานขึ้นมาให้นั่งพิงผนังถ้ำ ก่อนจะหยิบตะบันไฟขึ้นมาเป่าจนเกิดแสงสว่าง
หลี่เยว่หานเริ่มได้สติขึ้นมาทีละน้อย เมื่อเห็นคนตรงหน้าชัดเจนก็นึกโล่งใจ “คุณชายสวี ท่านตกลงมาได้อย่างไรกัน”
“ก็ลงมาช่วยท่านน่ะสิ!” สวีซิ่งอี้เอ่ยพลางยิ้มกว้างอย่างสดใส “ข้ากับท่านพ่ออยู่ใกล้ท่านที่สุดจึงรีบตามลงมา โชคดีที่ข้าตามมาทัน เพราะถ้ำนี้มีทางแยกมากมาย ข้าต้องคอยตามหลังท่านติด ๆ ถึงไม่คลาดกัน”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ถามด้วยความฉงน “มืดขนาดนี้ท่านมองเห็นได้อย่างนั้นหรือ?”
“ข้ามีพรสวรรค์มาตั้งแต่เด็ก สายตาข้ามองเห็นในที่มืดได้ดีเยี่ยม” สวีซิ่งอี้พูดพลางนั่งลงข้างนาง “ตอนท่านยังไม่ฟื้นข้าลองสำรวจดูแล้ว ทางข้างหน้ามีหินขวางอยู่มาก แต่เพดานถ้ำด้านบนกลับเรียบกริบ หากข้าตัวคนเดียวคงใช้ประคองร่างด้วยวิชาตัวเบาออกไปได้ แต่ข้าวิชาตัวเบาไม่เก่งนัก หากจะพาท่านไปด้วยคงลำบากทีเดียว”
หลี่เยว่หานจึงเอ่ยปลอบเขา “ไม่เป็นไรหรอก ท่านอ๋องต้องพาคนตามลงมาช่วยเราในไม่ช้าแน่”
“ท่านเชื่อมั่นในตัวเขาขนาดนั้นเชียวหรือ?” สวีซิ่งอี้ย่นจมูกเล็กน้อย
“แน่นอน คนที่ข้าเชื่อใจที่สุดก็คือเขา” น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่ยากจะสังเกตเห็น
“ท่านเชื่อใจเขา แต่ทำไมเมื่อครู่เขาถึงยอมไปนั่งเล่นกองทรายแทนที่จะตามมาคุ้มครองท่านเล่า” สวีซิ่งอี้เริ่มหงุดหงิด “โตป่านนี้แล้ว ยังจะเล่นทรายอยู่อีก!”
หลี่เยว่หานอมยิ้มน้อย ๆ “ข้าเองที่ไม่ให้เขาตามมา เขาชอบกังวลกลัวข้าจะเจ็บจะไข้ แต่อำเภอฮัวซีไม่เหมือนกับเมืองเทียนซิงอู่เหอ ที่นี่ภูมิอากาศและภูมิประเทศซับซ้อน ต้องสำรวจอย่างละเอียดถึงจะเลือกทำเลได้ หากเขายืนคุมอยู่ข้าง ๆ ข้าคงไม่ได้ทำอะไรแน่ เดี๋ยวก็ ‘เยว่หาน ข้าช่วยถือไม้บรรทัด’ เดี๋ยวก็ ‘เยว่หาน พักผ่อนสักครู่เถิด’ ข้าจึงให้เขาไปหาอะไรทำรออยู่ข้าง ๆ แทน”
“อีกอย่าง ที่เขาเล่นทรายก็เพราะอานิ่งช่วงนี้ชอบเล่นทรายมาก ข้าเคยเขียนแบบร่างเอาไว้ ตอนจะออกจากเมืองหลวงเขาก็บอกเองว่าขากลับจะปั้นปราสาทหลังใหญ่เล่นกับอานิ่ง เพื่อฝึกทักษะให้ลูก”
เมื่อสิ้นคำพูด ภายในถ้ำที่มืดมิดก็ตกอยู่ในความเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนที่สวีซิ่งอี้จะเอ่ยถามขึ้น “พระชายา ท่านรักฉีอ๋องมากจริง ๆ หรือ?”
“ใช่แล้ว” หลี่เยว่หานยอมรับอย่างเปิดเผย “เมื่อก่อนข้าคิดมาตลอดว่าความรักเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือที่สุด โดยเฉพาะพวกผู้ชายที่มีสามภรรยาสี่อนุ แอบมีหญิงงามรออยู่นอกบ้านนับไม่ถ้วน แต่พอได้เจอเขา ข้าถึงได้รู้ว่าที่จริงแล้วก็มีบางคนที่แตกต่างออกไป”
สวีซิ่งอี้ถอนใจยาว “ข้าก็เป็นเช่นนั้นได้นะ! ถึงข้าจะอารมณ์ไม่ดี ชื่อเสียงในเมืองหลวงก็ย่ำแย่ แต่ข้าไม่เคยเที่ยวหอนางโลมหรือสำมะเลเทเมาที่ไหนเลย ก็แค่ชอบใช้เงินเปลืองไปหน่อยเท่านั้น ข้ากับท่านพ่อความสัมพันธ์ไม่ค่อยดี หากไม่ได้ท่านอาคอยช่วยประนีประนอม ข้าคงถูกท่านพ่อตีตายไปนานแล้ว”
“เจ้ารู้ตัวแล้ว เหตุใดจึงยังทำตัวดื้อรั้นอยู่อีกเล่า?”
“ไม่ใช่หรอก ตอนเด็ก ๆ ที่ข้าอาละวาดเพราะไม่อยากให้ท่านพ่อออกศึก เขาไปแต่ละครั้งกินเวลาแรมปี ทิ้งให้ข้าอยู่บ้านลำพัง ข้าไม่มีปู่ย่าตายาย ไม่มีท่านแม่ ไม่มีพี่น้อง มีเพียงท่านอาที่คอยดูแล แต่ทุกครั้งที่ข้าก่อเรื่อง ท่านพ่อจะกักตัวอบรมข้าอยู่หลายวันก่อนเดินทาง นานวันเข้าข้าเลยติดนิสัยเช่นนี้มา”
หลี่เยว่หานฟังแล้วก็รู้สึกว่าสวีซิ่งอี้อาจไม่ใช่ ‘เด็กแสบ’ อย่างที่เล่าลือกัน เขาเพียงแค่ขาดความรักและอยากให้สวีติ้งหลานอยู่เคียงข้างบ้างเท่านั้น “ยามนี้แม่ทัพสวีก็วางมือจากราชการแล้ว เจ้าก็น่าจะพิจารณาเรื่องออกเรือนสร้างฐานะได้แล้วกระมัง?”
สวีซิ่งอี้นิ่งเงียบไป
เขาเองก็แปลกใจที่เผลอเล่าเรื่องส่วนตัวให้หลี่เยว่หานฟังมากมายจนเสียภาพลักษณ์คุณชายจอมเสเพล แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เรื่องที่ทับถมอยู่ในใจมานานปีไม่เคยบอกใคร เขากลับหลุดปากเล่าให้นางฟังจนได้
“พรึ่บ” ตะบันไฟดับลง
“ไม่ต้องตกใจ ตะบันไฟแค่มอดไปเฉย ๆ” เสียงของสวีซิ่งอี้ยิ่งดูสงบขึ้นในความมืด
หลี่เยว่หานไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว นางรู้ดีว่าเมิ่งฉีฮ่วนต้องมาช่วยนางแน่ ๆ
“ฟู่ว—” แสงไฟสว่างขึ้นอีกครั้ง สวีซิ่งอี้ชูตะบันไฟขึ้นพลางส่งยิ้มให้หลี่เยว่หาน “ข้าพกมาตั้งสามอันแน่ะ!”
เห็นดังนั้น หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“ถ้ำนี้มันแปลก ๆ นะ” สวีซิ่งอี้เดินสำรวจรอบ ๆ ถ้ำแล้วขมวดคิ้ว “ดูประหลาดนัก แม้แต่ทางที่เราตกลงมาก็ดูไม่เหมือนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ”
“เจ้าอยากจะบอกอะไร?” หลี่เยว่หานเริ่มมีแรงขึ้นมาบ้าง จึงพยายามลุกขึ้นสำรวจโถงถ้ำไปพร้อมกับเขา แต่พอนางวางมือพิงผนังถ้ำกลับรู้สึกเหมือนกดโดนสิ่งบางอย่างเข้า ทันใดนั้นทั้งถ้ำก็เริ่มสั่นสะเทือน!
“ระวัง!” สวีซิ่งอี้ตะโกนลั่นพร้อมกับกระชากร่างนางหลบไปด้านข้าง
ไม่กี่อึดใจต่อมา ลูกธนูจำนวนมากก็พุ่งออกมาจากทิศทางที่มองไม่เห็น!
สวีซิ่งอี้ตัดสินใจฉับพลัน เขาคว้าพลั่วที่พกติดตัวมาตอนตกลงมาใช้ต่างโล่ กวัดแกว่งรวดเร็วปานเงาวูบไหว คอยคุ้มกันหลี่เยว่หานไว้เบื้องหลังอย่างแน่นหนา
หลังจากห่าธนูสงบลง หลี่เยว่หานก็หยิบตะบันไฟเดินกลับไปยังจุดที่นางนั่งเมื่อครู่ พลันต้องชะงักงันด้วยความตกตะลึง
“ทำไมถึงมีกลไกกับดักอยู่ที่นี่ได้?”