ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 564 เข้าสู่สุสาน
บทที่ 564 เข้าสู่สุสาน
“ข้าขอส่องดูหน่อย!” สวีซิ่งอี้เกรงว่าจะมีห่าธนูพุ่งออกมาอีกระลอก เขาจึงรีบดึงหลี่เยว่หานไปไว้ข้างหลังตนเอง ก่อนจะรับตะบันไฟจากมือนางมาส่องดูใกล้ ๆ แล้วก็ต้องตกตะลึง “พวกเรา… ดูเหมือนจะตกลงมาในสุสานเสียแล้ว!”
“สุสาน ? ?” หลี่เยว่หานมึนงงไปหมด “ในภูเขาจะมีสุสานได้อย่างไร?” พอนางถามจบก็นึกขึ้นได้ว่าตนถามคำถามที่โง่เขลาออกไปเสียแล้ว
ในโลกที่นางจากมา นางเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการขุดสุสานและดูสารคดีโบราณคดีมามากมาย สุสานส่วนใหญ่มักจะตั้งอยู่ในภูเขา แต่ว่า… ทำไมถึงมาอยู่ติดชายทะเลเช่นนี้เล่า?
“ใช่ นี่คือสุสาน ดูจากลักษณะแล้วตรงนี้ไม่ใช่ทางเข้าหลัก แต่น่าจะเป็นทางออกฉุกเฉินที่พวกช่างก่อสร้างแอบทำทิ้งไว้เพื่อเอาตัวรอด ทว่าเพื่อปกป้องเจ้าของสุสาน ต่อให้เป็นทางออกพวกเขาก็จะติดตั้งกลไกไว้มากมาย เมื่อช่างออกไปหมดแล้วก็จะเปิดใช้งานกลไกเหล่านั้นเพื่อคุ้มครองสุสานสืบไป” สวีซิ่งอี้อธิบายพลางเดินสำรวจไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังจากจุดที่หลี่เยว่หานเคยนั่งอยู่
“ข้าเดาถูกจริง ๆ ด้วย!” สวีซิ่งอี้ชูตะบันไฟขึ้นด้วยความดีใจ
“ท่านพบอะไรหรือ?” หลี่เยว่หานถาม
“ตรงนี้ไง!” สวีซิ่งอี้ชี้ไปที่ผนัง “ที่นี่มีเครื่องหมายที่พวกช่างทิ้งไว้ตอนสร้างทางออก เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่เดินหลง” เขาอธิบายต่อ “จุดที่เราตกลงมานี้น่าจะเป็นช่องระบายอากาศ สุสานขนาดใหญ่มักจะสร้างช่องแบบนี้ไว้ด้านนอกเพื่อระบายน้ำ ป้องกันไม่ให้ห้องโถงสุสานถูกน้ำท่วมขังจนเสียหาย”
“พวกช่างไม่อยากถูกฝังทั้งเป็นไปพร้อมกับเจ้าของสุสาน ดังนั้นตอนสร้างจึงมักแอบทำทางออกลับไว้ให้ตนเอง ซึ่งทางออกนี้ต้องทำให้แนบเนียนที่สุด ข้าเดาว่าช่างที่สร้างสุสานแห่งนี้คงใช้ช่องระบายอากาศเป็นทางออก จึงได้ทิ้งเครื่องหมายไว้กันหลงทาง”
เมื่อหลี่เยว่หานได้ยินว่าที่นี่คือสุสานก็นึกประหม่าขึ้นมา ยิ่งฟังคำอธิบายของสวีซิ่งอี้ก็ยิ่งรู้สึกขนลุกซู่ “เหตุใดท่านถึงรู้เรื่องพวกนี้ดีนัก?”
“ก็ท่านพ่อเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าข้าชอบอ่านหนังสือเรื่อยเปื่อย เรื่องพวกนี้ข้าก็จำมาจากหนังสือเหล่านั้นทั้งนั้นแหละ” สวีซิ่งอี้ตอบพลางเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ลูกธนูพุ่งออกมา
“ท่านจะทำอะไร?” หลี่เยว่หานดึงแขนเขาไว้ “เมื่อกี้กลไกเพิ่งพุ่งออกมาจากทางนั้นนะ!”
“ข้ารู้” สวีซิ่งอี้หันมาปลอบนาง “ข้าพกตะบันไฟมาแค่สามอัน ไม่นานก็คงดับหมด ปกติแล้วตรงประตูทางออกมักจะมีเทียนตั้งไว้ ข้าจะไปดูว่ามีเทียนเล่มไหนที่ยังเหลือพอจะจุดได้บ้าง”
ถึงอย่างนั้นหลี่เยว่หานก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ “ไม่ได้ ทางนั้นอันตรายเกินไป”
“วางใจเถอะ ข้าตรวจสอบหมดแล้ว ไม่น่าจะมีกลไกเหลืออยู่อีก” พูดจบเขาก็เดินหน้าต่อไปทันที
หลี่เยว่หานมองแผ่นหลังของเขาที่ถือตะบันไฟค่อย ๆ ไกลออกไป นางจึงนั่งลงกอดเข่ารออยู่กับที่
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เมิ่งฉีฮ่วนจะหาพวกนางพบ เมื่อครู่สวีซิ่งอี้บอกว่าตอนตกลงมามีทางแยกมากมาย ไม่รู้ว่าป่านนี้เมิ่งฉีฮ่วนจะพลัดหลงไปอยู่อีกทางหนึ่งหรือไม่
โถงช่องระบายอากาศนี้กว้างใหญ่มาก จนหลี่เยว่หานแทบไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของสวีซิ่งอี้แล้ว
ครู่ต่อมา สวีซิ่งอี้ก็เดินกลับมาพร้อมกับเทียนเล่มหนึ่งในมือ เขานั่งลงข้าง ๆ นางด้วยสีหน้าแช่มชื่น “ข้าตรวจดูแล้ว ที่นี่มีกลไกแค่จุดนั้นจุดเดียว พวกเราปลอดภัยแล้วละ”
“ท่านบอกว่าสามีข้าก็ตกลงมาด้วย เขาอาจจะหลงไปทางแยกอื่น เป็นไปได้ไหมว่าทางนั้นจะเป็นทางออกลับเหมือนกัน?” หลี่เยว่หานถาม
“ไม่มีทาง สุสานแห่งหนึ่งจะมีทางออกลับได้เพียงทางเดียวเท่านั้น” สวีซิ่งอี้ตอบอย่างมั่นใจ “แต่ฉีอ๋องวรยุทธสูงส่ง ต่อให้ไม่ได้ตกลงมาในทางออกลับ เขาก็ย่อมเอาตัวรอดได้แน่นอน”
หลี่เยว่หานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้นว่า “พวกเราเข้าไปในสุสานกันเถอะ!”
สวีซิ่งอี้ถึงกับอึ้ง “หา??”
“ฟังนะ การจะนั่งรอคนมาช่วยที่นี่ดูจะไม่เข้าทีนัก เพราะทางแยกมีตั้งมากมาย คนข้างบนคงไม่รู้ว่าจะลงมาทางไหนถึงจะเจอเรา ท่านบอกว่าสามีข้าลงมาพร้อมกันแต่เขาไม่อยู่ที่นี่ แสดงว่าเขาคงหลงไปที่อื่น หากเราเข้าไปในสุสาน อาจจะมีโอกาสได้พบเขา แล้วค่อยช่วยกันหาทางออก วรยุทธท่านอาจจะไม่เก่งนักแต่สามีข้ามีวิชาตัวเบาล้ำเลิศ ถึงตอนนั้นเราค่อยย้อนกลับมาที่ทางออกนี้ก็ยังไม่สาย!”
หลี่เยว่หานพูดอย่างรวดเร็วแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
สวีซิ่งอี้ตั้งท่าจะปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็ต้องถอนใจออกมา “ก่อนมาที่นี่ ฉีอ๋องเพิ่งจะล้อข้าว่าอยากเป็นจอมขโมยสุสานอยู่รำไร ตอนนี้ดีล่ะ ข้าต้องมาขุดสุสานจริง ๆ เสียแล้ว”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วฉีกแขนเสื้อข้างหนึ่งออกเป็นริ้ว ๆ นำมาผูกต่อกันยาว ๆ ปลายข้างหนึ่งพันไว้ที่มือตนเอง ส่วนอีกข้างส่งให้หลี่เยว่หานพันไว้ที่ข้อมือ “ในสุสานมีกลไกเยอะ เจ้าเดินตามหลังข้าให้ดี หากเกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยเหลือกันได้ทัน”
“ตกลง!” หลี่เยว่หานพยักหน้า นางไม่เกี่ยงงอนรีบผูกผ้านั้นทันที
สวีซิ่งอี้ชูเทียนนำหลี่เยว่หานมาที่ประตูทางออกลับ เขาคลำหาอะไรบางอย่างครู่หนึ่ง ประตูหินที่ดูเหมือนแผ่นหินธรรมดาก็เลื่อนลงไป เผยให้เห็นปากทางที่มืดมิด
เขายื่นเทียนเข้าไปในอุโมงค์เพื่อทดสอบอากาศครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไฟไม่ดับจึงพานางมุดเข้าไป
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป หลี่เยว่หานก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่พุ่งเข้ามากระทบผิวกาย
“ที่นี่เป็นสุสาน ไอหยินรุนแรงนัก เจ้าต้องระวังตัวให้ดี” สวีซิ่งอี้เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“อืม เจ้าก็ด้วย”
ทั้งคู่เดินเลียบผนังไปได้พักหนึ่ง สวีซิ่งอี้ก็หยุดกะทันหัน หลี่เยว่หานไม่ทันตั้งตัวจึงชนเข้ากับแผ่นหลังของเขา “มี… มีอะไรหรือ…” นางถามด้วยเสียงตะกุกตะกักเพราะความหวาดกลัวและตื่นเต้น
“มีเชิงเทียน” สวีซิ่งอี้ตอบพลางยื่นมือไปจุดเทียนที่อยู่เหนือศีรษะ
เมื่อแสงสว่างสาดส่องลงมาจากเบื้องบน หลี่เยว่หานก็ต้องอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ “ไม่นึกเลยว่าในสุสานจะยังมีเทียนหลงเหลืออยู่”
“หลังจากปิดสุสาน เทียนที่จุดทิ้งไว้จะค่อย ๆ ดับลงเพราะขาดอากาศ หากใครพรวดพราดเข้ามาก็จะขาดใจตายได้ง่าย ๆ เมื่อครู่ข้าถึงได้ต้องลองจุดเทียนค้างไว้ที่ปากทางก่อน เพื่อให้มั่นใจว่ามีอากาศถ่ายเทเพียงพอ”
คำพูดของเขาทำให้นางนึกถึงนิยายขุดสุสานที่เคยอ่าน “เจ้าว่า… ในนี้จะมี ‘บ๊ะจ่าง’ *[1] ไหม?”
“บ๊ะจ่างคืออะไร?” สวีซิ่งอี้ถามด้วยความงง
“ก็แบบว่า… ศพในโลงจะลุกขึ้นมาหลอกหลอนเราไหม!” นางเปลี่ยนคำพูด
“โดยทั่วไปย่อมไม่เป็นเช่นนั้น อีกอย่างเราไม่ได้จะเข้าไปในห้องโถงหลัก แค่หาทางพบฉีอ๋องแล้วรีบออกไปจากที่นี่ ตราบใดที่เราไม่ล่วงเกินเจ้าของสุสาน เขาก็คงไม่ถือสาเอาความพวกเรา เพราะเราไม่ใช่โจรขุดสุสานเสียหน่อย” ระหว่างที่พูด สวีซิ่งอี้ก็จุดเทียนตามทางไปเรื่อย ๆ
แสงเทียนทำให้หลี่เยว่หานเริ่มมองเห็นสภาพภายในห้องสุสานได้ชัดเจนขึ้น
แต่ทันทีที่มองเห็นภาพเบื้องหน้าชัดถนัดตา หลี่เยว่หานก็ถึงกับสติหลุด
เสียงกรีดร้องแทบจะหลุดออกมาจากลำคอแต่นางรีบตะปบปากตัวเองไว้แน่น แม้แต่สวีซิ่งอี้เองก็มีสีหน้าเคร่งขรึมลงถนัดตา ทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบงัน ได้แต่จ้องมองไปยังใจกลางโถงสุสานด้วยความตกตะลึง
[1] บ๊ะจ่าง (粽子) เป็นคำแสลงที่ใช้เรียก “ศพ” ในโลงที่ลุกขึ้นมาอาละวาด เนื่องจากศพที่ถูกมัดด้วยผ้าพันศพหรืออยู่ในสภาพที่แห้งติดกระดูก มีลักษณะคล้ายกับบ๊ะจ่างที่ถูกห่อและมัดด้วยเชือก