ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 565 เงาปริศนา
บทที่ 565 เงาปริศนา
เงาร่างของใครบางคน… เป็นร่างที่สูงใหญ่กำยำและดำทะมึนไปทั้งตัว
มันยืนนิ่งสนิทอยู่กลางห้องสุสาน และที่น่าขนลุกคือยามที่คนทั้งสองเคลื่อนที่ เงาร่างนั้นก็ขยับปรับทิศทางตามไปด้วยประหนึ่งว่ามันจับจ้องมองพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ตอนที่พวกเขาก้าวเข้ามา ได้ยินทุกถ้อยคำที่พวกเขาสนทนา และเฝ้าดูพวกเขาทุกขณะที่จุดเทียน โดยที่ตัวมันเองกลับไร้ซึ่งสุ้มเสียงหรือร่องรอยแห่งชีวิต
“ท่านไม่ได้บอกหรือว่าตนเองมองเห็นในที่มืดได้ดีเยี่ยม?” หลี่เยว่หานกระตุกแขนเสื้อสวีซิ่งอี้พลางกระซิบถามเสียงเบา
“ต่อให้ดีเพียงใดก็ย่อมมีขีดจำกัด มันยืนอยู่ตรงกลางห้องท่ามกลางความมืดมิดเช่นนั้น ข้าเองก็จนปัญญาที่จะมองเห็น” สวีซิ่งอี้ตอบกลับด้วยเสียงแผ่วพร่า
เขาไม่กล้าบอกความจริงกับหลี่เยว่หานว่า ในตอนที่เริ่มจุดเทียนครั้งแรกนั้น กลางห้องยังคงว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดอยู่เลย เขาเกรงว่าหากบอกไปนางจะยิ่งขวัญกระเจิง
เงาดำนั้นราวกับปรากฏกายขึ้นมาจากความว่างเปล่าในจังหวะที่แสงเทียนสว่างไสว และไม่ว่าพวกเขาจะมองจากมุมใด เงาดำนั้นจะหันหน้าเผชิญกับพวกเขาอยู่เสมอ
หลี่เยว่หานใจเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก นางทำได้เพียงเดินเกาะติดสวีซิ่งอี้ไปทุกฝีก้าว
เงาทะมึนนี้ไม่ใช่คนอย่างแน่นอน หลี่เยว่หานมาอยู่ยุคนี้หลายปีแล้ว ส่วนสูงของเมิ่งฉีฮ่วนและสวีซิ่งอี้นับได้ว่าเป็นเพดานความสูงที่มากที่สุดเท่าที่นางเคยพบเจอมา แต่เงาร่างกลางห้องสุสานนี้กลับสูงท่วมหัวคนปกติไปอีกช่วงใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนสูงที่มนุษย์ทั่วไปไม่พึงจะมี
ต่อให้เป็นในโลกอนาคต นางก็ไม่เคยเห็นมนุษย์ที่ตัวใหญ่ยักษ์ขนาดนี้มาก่อน!
หรือจะเป็นบ๊ะจ่าง?
ไม่น่าใช่… ห้องสุสานห้องนี้ดูเหมือนจะเป็นห้องเก็บสมบัติหรือสิ่งของทั่วไป ไม่มีโลงศพวางอยู่เลยแม้แต่ใบเดียว อีกทั้งประตูทั้งสองด้านก็ยังปิดสนิท ต่อให้เป็นบ๊ะจ่างก็ไม่ควรจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้
แล้วมันคือสิ่งใดกันแน่?
“นี่” หลี่เยว่หานดึงรั้งแขนเสื้อสวีซิ่งอี้อีกครั้ง “บอกข้ามาตามตรง สิ่งนี้ปรากฏขึ้นมาตอนไหน?”
สวีซิ่งอี้ที่กำลังขบคิดหาคำตอบเรื่องเงาร่างปริศนานี้อยู่ เมื่อถูกถามเขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วตอบว่า “หลังจากที่จุดเทียนจนสว่าง”
“ข้าว่านั่นไม่ใช่คน และไม่ใช่ศพคืนชีพหรอก แต่มันคือ ‘เงา’ จริง ๆ” หลี่เยว่หานวิเคราะห์เสียงเบา “น่าจะเป็นกลไกบางอย่างที่จะปรากฏเงาขึ้นมาเมื่อแสงเทียนทุกเล่มถูกจุดจนสว่าง”
“งั้นข้าจะลองเข้าไปดูใกล้ ๆ” สวีซิ่งอี้เตรียมจะก้าวเดินไปข้างหน้า
“อย่า!” หลี่เยว่หานรีบคว้าตัวเขาไว้ทันควัน “การที่เราเข้ามาในสุสานแห่งนี้ก็นับว่าเป็นการล่วงเกินเจ้าของสุสานมากพอแล้ว อย่าได้เข้าไปยุ่งกับสิ่งนั้นเลย หากไปสะกิดโดนกลไกอื่นเข้าอาจจะเกิดเรื่องประหลาดขึ้นอีก ท่านฟังข้า… พวกเราไปดับเทียนลงครึ่งหนึ่งเถอะ บางทีเงาดำนี้อาจจะหายไปเองก็ได้”
สวีซิ่งอี้เห็นด้วยกับความคิดของนาง เขาเดินนำไปดับเทียนทีละเล่มอย่างระมัดระวัง
และเป็นไปตามคาด เมื่อแสงเทียนถูกดับจนเหลือเพียงสามเล่ม เงาดำยักษ์นั้นก็เลือนหายไปในความมืดทันที
หลี่เยว่หานลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ต่างจากสวีซิ่งอี้ที่ยังคงระแวดระวัง
เขายืนจ้องเขม็งไปยังจุดที่เงาดำเคยอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดแล้วจึงค่อยผ่อนคลายท่าทีลง
เขาส่งเทียนในมือให้หลี่เยว่หานถือไว้ ส่วนมือตนเองกระชับพลั่วคู่ใจมั่น เตรียมมุ่งหน้าไปยังประตูหิน
ที่นี่ไม่มีร่องรอยของเมิ่งฉีฮ่วน แสดงว่าเขาคงตกลงไปยังส่วนอื่นของสุสาน แต่ไม่รู้ว่าเขาจะตัดสินใจเข้ามาข้างในเหมือนพวกตนหรือไม่
ทว่าในเมื่อหลี่เยว่หานมั่นใจเช่นนั้น สวีซิ่งอี้ก็ไม่อยากขัดศรัทธา อีกอย่างอย่างไรเสียพวกเขาก็ต้องหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้อยู่ดี
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูหิน สวีซิ่งอี้ลองออกแรงผลักแต่ประตูไม่ขยับเขยื้อน เขาจึงควานหาจนพบกลไก เมื่อเสียงฟันเฟืองลั่นดังสนั่น ประตูหินก็เริ่มสั่นสะเทือนและเลื่อนเปิดออกช้า ๆ
หลี่เยว่หานสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง นางรีบกระชากตัวสวีซิ่งอี้ให้ถอยมาหลบด้านข้างทันที
ทันทีที่ประตูเปิดกว้าง ฝูงค้างคาวนับพันก็พุ่งพรูออกมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน
กลิ่นคาวคลุ้งถูกหอบออกมาพร้อมกับปีกที่กระพือพรึ่บพรั่บ หลี่เยว่หานรีบยกมือปิดจมูกพลางขมวดคิ้วแน่น
ค้างคาวมากมายขนาดนี้มาจากที่ใด? ปกติแล้วห้องสุสานควรจะเป็นสถานที่ปิดตายมิใช่หรือ?
สวีซิ่งอี้ไม่ได้เก็บเรื่องนั้นมาคิดให้ปวดหัว เขารีบพาหลี่เยว่หานก้มตัวต่ำ หมอบคลานลอดใต้ฝูงค้างคาวเข้าไปในห้องถัดไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อก้าวพ้นธรณีประตู สวีซิ่งอี้ก็รีบจัดการปิดประตูหินลงทันที ทั้งคู่จึงพอจะได้พักหายใจหายคอกันบ้าง
“อยู่นิ่ง ๆ ก่อน ข้าจะไปตรวจดูว่ายังมีค้างคาวเหลืออยู่อีกหรือไม่” สวีซิ่งอี้กำชับเสียงเบา
หลังจากถือเทียนเดินสำรวจรอบ ๆ เขาก็กลับมาหาหลี่เยว่หานพร้อมรอยยิ้ม “มีค้างคาวบางส่วนหลงเหลืออยู่บ้าง แต่มันยังนิ่งสงบ ข้าก็ไม่ได้ไปรบกวนมัน ทว่าห้องนี้มีประตูเพียงบานเดียว เจ้าแน่ใจหรือว่าฉีอ๋องจะเข้ามาตามหาเราในนี้จริง ๆ?”
“เขาต้องมาแน่” หลี่เยว่หานพยักหน้าอย่างมั่นคง “แต่เราจะรั้งอยู่ที่นี่นานไม่ได้ ห้องนี้เดิมทีคงเป็นรังของค้างคาว พวกมันแค่ตกใจจนเตลิดออกไป ประเดี๋ยวฝูงของมันอาจจะแห่กันย้อนกลับมา เราต้องรีบไปจากที่นี่”
“ค้างคาวมีสิ่งใดน่ากลัวกัน” สวีซิ่งอี้ทำท่าทางไม่ยี่หระ
“ค้างคาวเป็นแหล่งสะสมของพิษและโรคภัยมากมาย หากถูกมันทำร้ายเพียงนิดก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ ท่านว่าน่ากลัวหรือไม่เล่า?” ในขณะที่พูด ทั้งคู่ก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูเพียงบานเดียวของห้องนี้ หลี่เยว่หานพยายามจะหาทางเปิดกลไกตามแบบสวีซิ่งอี้ แต่เขากลับคว้ามือของนางไว้เสียก่อน
“มีอะไรหรือ?” นางถามด้วยความฉงน
สวีซิ่งอี้ชูเทียนขึ้นสูงเพื่อให้แสงสว่างส่องไปยังจุดหนึ่งบนกำแพง “ไม่รู้ว่านี่คือโชคดีหรือโชคร้ายของพวกเรากันแน่ หลังประตูบานนี้ก็คือ ‘ห้องโถงสุสานหลัก’ ดูจากสัญลักษณ์และคำจารึกสรรเสริญเจ้าของสุสานบนนี้”
คำเฉลยของสวีซิ่งอี้ทำเอาหลี่เยว่หานถึงกับอึ้งไป
เป็นไปได้อย่างไร? ในนิยายขุดสุสานที่นางเคยอ่าน เหล่าพระเอกต้องบุกน้ำลุยไฟฝ่าฟันอุปสรรคนับไม่ถ้วนกว่าจะถึงห้องโถงหลัก แต่เหตุใดนางกับเขาถึงเดินมาเจอเอาง่าย ๆ เช่นนี้?
“จะเข้าไป หรือจะไม่เข้า?” สวีซิ่งอี้ถามความเห็น
หลี่เยว่หานนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับว่า “ในบรรดาตำราเรื่อยเปื่อยที่ท่านเคยอ่าน มีเล่มไหนบอกเล่าเรื่องโครงสร้างสุสานบ้างไหม?”
“มี แต่ข้าตรวจสอบดูแล้ว ผังสุสานที่ข้าเคยเห็นในตำราเหล่านั้นไม่มีที่ใดเหมือนกับที่นี่เลย ดังนั้นสุสานเบื้องหน้าเรานี้น่าจะเป็นสุสานโบราณที่มีอายุนับพันปี” สวีซิ่งอี้ตอบอย่างใจเย็น
หลี่เยว่หานรู้สึกปวดขมับขึ้นมาทันที “ในห้องโถงหลักของเจ้าของสุสานต้องเต็มไปด้วยกลไกสังหารแน่ หากเราวู่ว่ามเข้าไป เกรงว่าจะรอดออกมาได้ยากยิ่ง”
“แล้วถ้าหากท่านฉีอ๋องเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วเล่า? เพราะไม่ว่าเส้นทางใดในสุสาน ปลายทางสุดท้ายย่อมมุ่งสู่ห้องโถงหลักเสมอ”
“พวกเราถอยกลับไปตั้งหลักที่ห้องที่มีเงาดำเมื่อครู่ก่อนเถอะ ลองไปสำรวจประตูอีกบานที่เหลือดู” หลี่เยว่หานตัดสินใจแล้วหันหลังเดินกลับทันที
นางกึ่งลากกึ่งจูงสวีซิ่งอี้ให้เดินตามมา
สวีซิ่งอี้มองแผ่นหลังเล็ก ๆ ของนางพลางเม้มปากแน่น ในใจไม่รู้ว่ากำลังขบคิดสิ่งใดอยู่
เมื่อเปิดประตูหินย้อนกลับมาอีกครั้ง ไม่พบฝูงค้างคาวอย่างที่กังวล แต่หลี่เยว่หานก็ยังไม่ประมาท นางและเขายังก้มตัวต่ำลอดผ่านประตูหินเข้ามาเหมือนเดิม
ในห้องสุสานสะอาดสะอ้าน ไร้ซึ่งเงาของค้างคาวสักตัว หลี่เยว่หานจัดการปิดประตูหินและเตรียมจะพ่นลมหายใจทิ้งด้วยความโล่งอก แต่ทันทีที่สายตาพร่ามัวของนางเริ่มปรับโฟกัสได้ชัดเจน ความรู้สึกขนพองสยองเกล้าก็จู่โจมไปทั่วทั้งตัว!
เงานั้น! เงาดำมหึมานั่น… มันกำลังเดินตรงดิ่งมาหาพวกเขาอย่างช้า ๆ!